โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

หมอไม่พอ-คิวรอนาน ดันโมเดล “ดูแลใจด้วยชุมชน” สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเยียวยาแผลใจคนไทย

Thai PBS

อัพเดต 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 3.18 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ปี2569 ประชากรไทยกว่า 13.4 ล้านคน เคยมีปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคจิตเวช มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากว่า 5,200 คนต่อปี โดยทุก ๆ 2 ชั่วโมงมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ในขณะที่การเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตยังเป็นไปได้ยาก ไม่เพียงพอ และไม่ทั่วถึงที่โดยมากกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและเขตเมืองใหญ่

วันนี้ (26 พ.ค. 69) เนื่องใน “เดือนแห่งสุขภาพใจ” หรือ “Mind Month” The Active ไทยพีบีเอส และภาคีเครือข่าย เปิดเวทีแลกเปลี่ยนระดมความคิดเห็นเพื่อออกแบบชุมชนดูแลสุขภาพจิตที่อยากเห็น ภายในเวที Policy Forum: สุขภาพใจ ดูแลด้วยชุมชน ณ Convention Hall ไทยพีบีเอส

เมื่อปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่มองเห็นภายนอกได้ยาก ทำให้การคัดกรองและการดูแลยากตามไปด้วย ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรและการกระจุกตัวอยู่เพียงส่วนกลางอย่างกรุงเทพฯ ทำให้คนไทยยากต่อการรับการบริการอย่างทั่วถึงเท่าเทียม การทำงานด้านสุขภาพจิตในระดับชุมชนจึงเป็นรากฐานสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการทำงานด้านสุขภาพจิตในไทย

อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App และผู้รับผิดชอบโครงการม้านั่งมีหู แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงว่าการเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตในประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำสูง รพ.เอกชนมีค่าใช้จ่ายแพงมาก ในขณะพี่รพ.รัฐบาลก็รอคิวนาน นอกจากส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเองแล้ว แพทย์และบุคคลากรยังเผชิญกับภาวะหมดไฟ

การพึ่งพาการรักษาดูแลจากส่วนกลางจึงอาจไม่ตอบโจทย์ ชุมชนจึงกำลังเป็นปัจจัยหลักและต้นทุนชั้นดีในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตคนไทย

“หากมองภาพใหญ่ เราอาจคุ้นเคยว่าป่วยใจก็ต้องไปหาหมอรักษา แต่เมื่อการไปถึงจุดนั้นเป็นเรื่องยาก ชุมชนจะเป็นหน่วยเล็กสุดที่ทำหน้าที่ดูแลป้องกัน (prevention) ให้กับผู้คนที่มีปัญหาสุขภาพใจ และยังสร้างผู้ดูแลได้ด้วย (key stakeholder)”

ด้าน ชูไชย นิจไตรรัตน์ ผอ.มูลนิธิแพธทูเฮลท์ ผู้ขับเคลื่อนทำงานด้านสุขภาพจิตกับชุมชน เสริมว่า ว่าชุมชนแต่ละแห่งมีบริบทที่แตกต่างกัน และยังมีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกสมัยใหม่ การใช้เครื่องมือในการดูแลสุขภาพจิตจึงจำเป็นต้องออกแบบให้เหมาะกับความซับซ้อนที่เกิดขึ้นด้วย

และหากถามว่าตอนนี้ คนกลุ่มไหนมีความน่าเป็นห่วงที่จะเผชิญปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด ชูไชยเน้นย้ำว่า ทุกคน

“วันนี้ทุกคนอยู่ในสภาวะน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุด้วย ลูกหลานด้วย หรือกลุ่มแคร์กิฟเวอร์ดูแลผู้ป่วย จำเป็นต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาก่อนจะเจ็บป่วยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ชูไชย เน้นย้ำว่าแต่ละชุมชนก็บริบทและต้นทุนต่างกัน จำเป็นต้องออกแบบให้เหมาะสม บางชุมชนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตเป็นอย่างดีแล้ว ในขณะที่บางชุมชนยังสับสนและตีความว่าศูนย์สุขภาพจิตชุมชนมีไว้สำหรับคนบ้าเท่านั้น จึงต้องกลับมาทำความเข้าใจให้เท่ากันว่าสุขภาพจิตก็เหมือนสุขภาพกาย ที่ป่วยได้และรักษาได้เช่นกัน

ผอ.มูลนิธิแพธทูเฮลท์ ยังระบุอีกว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ชุมชนจะต้องทำหน้าที่สร้างพื้นที่ดูแลใจก่อนที่จะมีผู้เจ็บป่วยทางใจมากไปกว่านี้ แมัในวันนี้มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องแต่กลับเดินไปคนละทิศทาง

“เราเหมือนลงเรือลำเดียวกัน แต่ต่างคนต่างพายเรือ ออกแรงไปตามทิศทางตามตัวชีวิต โดยไม่รู้ว่าเป้าหมายจะพายไปทางไหน”

ทิศทางการทำงานด้านสุขภาพจิตในไทยกำลังมุ่งไปทางไหน ?

นพ.บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ ผอ.สำนักวิชาการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ระบุว่าปัจจุบัน คนไทยมีความเจ็บป่วยทางอารมณ์ที่มากขึ้นและหลากหลาย ทำให้รูปร่างของสุขภาพจิตแต่ละคนต่างกัน ทำให้กรมสุขภาพจิตขับเคลื่อนด้วย 3 หลัก ได้แก่ Multistakeholder collaboration หรือการร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะชุมชน Mental Health Literacy (ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต) และมีการนำเทคโนโลยีเข้าใช้ในชุมชน

โดย Mental Health Literacy ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้ด้านสุขภาพจิต แต่คือความรอบรู้ ว่าจะทำอย่างไรให้สุขภาพจิตตัวเองดีขึ้น เมื่อเอาตัวรอดได้ ก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ นำมาสู่การเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงบนหลักการร่วมกัน

“ความรอบรู้นี้คือการเปลี่ยนแปลงจากข้างใน ทำให้เขาแข็งแกร่งและมีภูมิต้านทาน” นพ.บุรินทร์

ด้าน สุภาภรณ์ ศรีธัญรัตน์ ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 หนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานขับเคลื่อนด้านสุขภาพจิตชุมชน หนึ่งในข้อต่อสำคัญที่เชื่อมต่อนโยบายจากกรมสุขภาพจิตชุมชนมาอย่างยาวนาน ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีศูนย์สุขภาพจิต ครบ 13 แห่ง กระจายอยู่ทุกเขตสุขภาพทั่วประเทศไทยแล้ว และในฐานะคนหน้างานพบว่า แต่ละพื้นที่มีบริบทต่างกัน ต้องมีการออกแบบและร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อให้มานำนโยบายจากกรมสุขภาพจิตมา plug in ให้สอดคล้องลงตัวกับแต่ละพื้นที่

สอดคล้องกับ บุญชอบ ทับไกร ผอ.กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลหลักห้า อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ในบทบาทของท้องถิ่นที่รับผิดชอบ 41 ชุมชน เสริมว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้การดำเนินโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกับชุมชนได้นั้น จำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่าน แกนนำชุมชนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents)

“เราเชื่อว่าไม่มีใครจะดูแลคนในชุมชน ได้ดีกว่าคนในชุมชนกันเอง สิ่งสำคัญคือ เราต้องสร้างคน อาจเป็นผู้นำชุมชน อสม. หรือใครสสักคนที่มีใจ แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้จะยั่งยืนระยะยาว”

ชุมชนหัวใจแข็งแรง ต้องสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง

การสร้างคนที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้นั้นจะเป็นต้องได้รับการติดอาวุธด้านทักษะการดูแลตนเองและดูแลผู้อื่น

ชูไชย ระบุว่าหัวใจสำคัญที่สุดของการสร้างคนดูแลใจ คือ การสร้างเกราะป้องกันใจให้เขาดูแลตัวเองได้ หากดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เขาจะเติบโต และสามารถดูแลคนอื่นจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“คนที่จะดูแลคนอื่นได้นั้น ต้องเห็นคุณค่าในตัวเอง มีความสุข และหัวใจแข็งแรง”

ผอ.มูลนิธิแพธทูเฮลท์ เล่าว่าที่ผ่านมาใช้วิธีสร้างคนและในการดูแลใจในชุมชนผ่านกระบวนการ และบอร์ดเกม มีสถานการณ์สมมุติให้ผู้เล่นแชร์ประสบการณ์ เช่น หากตนเองเจอเรื่องทุกข์ใจจะหาทางออกอย่างไร หรือมีวิธีรับฟังกับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาอย่างไร ฯลฯ

“เรานำงานวิชาการมาย่อยให้เป็นเกม เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจและนำไปใช้ได้ง่าย เมื่อสร้างพวกเขาได้แล้ว เขาจะนำความรู้นี้ไปสื่อสารต่อตามบริบทพื้นที่ของเขา”

ปัจจุบัน มีชุมชุนที่เป็นพื้นที่เรียนรู้แล้ว 107 แห่งทั่วประเทศ และกว่า 30 ท้องถิ่นพัฒนาสู่ข้อบัญญัติในท้องถิ่นด้วย

ต้นทุนมนุษย์ – ทุนสำคัญของชุมชนใจแข็งแรง

สุภาภรณ์ เห็นสอดคล้องว่า แต่ละชุมชนมีบริบทต่างกัน การจัดการย่อมต่างกัน แต่สิ่งพื้นฐานที่ควรมีเหมือนกันคือการสร้างคน ที่ต้องมีทักษะเบื้องต้น คือ สามารถคัดกรองความเจ็บป่วยใจเบื้องต้น เป็นพื้นที่ปลอดภัยในหคนในชุมชน และมีทักษะในการดูแลใจทั้งตนเองและผู้อื่น

“การลงทุนที่ดีที่สุดของชุมชน คือ การลงทุนในคน แล้วพวกเขาจะทำให้เกิดพลังในการดูแลวจกันและกัน และกลายเป็นต้นทุนให้กับชุมชนได้ในระยะยาว”

ด้าน นพ.บุรินทร์ ยอมรับว่าแม้มาตรฐานสุขภาพจิตชุมชนในบ้านเรายังไม่ดีมากนัก เนื่องจากยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานอย่างเป็นรูปธรรม แต่ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่มีเป้าหมายร่วมกัน และสิ่งหนึ่งที่ต้องเร่งเพิ่มเติม คือ กลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยง

“กลุ่มเปราะบางในชุมชนอาจกำลังถูกละเลย ต้องทำให้เขาเข้าถึงการดูแลให้มากที่สุด และต้องวางระบบเชื่อมต่อกันให้ได้รับการดูแลต่อเนื่องและมีการส่งต่อ“

ผอ.สำนักวิชาการสุขภาพจิต ย้ำว่า การทำให้ข้อมูลเชื่อมต่อกันไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวชี้วัดเท่านั้น แต่นำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสุขภาพจิตในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนกับคนยังเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การทุ่มงบประมาณกับคนเพื่อพัฒนาศักยภาพ ปรับวิธีคิด และให้องค์ความรู้ คือการการลงทุนสำหรับอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

“อยู่กับ AI ให้ได้” ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกการทำงาน

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ยื่น 12,706 รายชื่อ เสนอร่าง กม.นิรโทษกรรมคดีป่าไม้-ที่ดิน ( 26 พ.ค.69 ) | ตรงประเด็น

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สุขภาพ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...