คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU เชื่อมโจทย์ ททท. สู่สินค้าไลฟ์สไตล์ 4 จังหวัด ต่อยอด Creative Tourism
คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU โชว์ศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ เชื่อมโจทย์ ททท. สู่สินค้าไลฟ์สไตล์จากอัตลักษณ์ 4 จังหวัด ต่อยอด Creative Tourism
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าพัฒนาการเรียนรู้เชิงปฏิบัติผ่านโปรเจกต์ Local to Lifestyle ในรายวิชา “สินค้าไลฟ์สไตล์และการออกแบบ” เปิดพื้นที่ให้นักศึกษานำโจทย์จริงจากภาคการท่องเที่ยวมาต่อยอดเป็นผลงานออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์จากอัตลักษณ์ท้องถิ่น 4 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี บุรีรัมย์ น่าน และสุราษฎร์ธานี โดยได้รับข้อมูลเบื้องต้นจากเครือข่ายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การออกแบบจากบริบทของพื้นที่ ผู้ประกอบการ ชุมชน และทิศทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ณ MakerSpace อาคาร 6 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ผศ.กมลศิริ วงศ์หมึก คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โปรเจกต์ Local to Lifestyle เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะทำให้งานออกแบบของนักศึกษาไม่หยุดอยู่เพียงในชั้นเรียน แต่สามารถพัฒนาไปสู่ชิ้นงานที่ตอบโจทย์จริง และมีโอกาสต่อยอดเป็นสินค้าของชุมชนหรือจังหวัดได้ในอนาคต โดยคณะฯ ได้รับการเชื่อมโยงจากเครือข่าย ททท. เพื่อส่งต่อโจทย์ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทิศทางการท่องเที่ยว และความต้องการของแต่ละพื้นที่ให้นักศึกษาใช้เป็นฐานในการพัฒนาแนวคิดการออกแบบ
ทั้งนี้ แต่ละจังหวัดมีบริบทและจุดเด่นที่แตกต่างกัน บางพื้นที่มีโจทย์เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ บางพื้นที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ความคิดสร้างสรรค์ตีความอัตลักษณ์จังหวัดได้อย่างอิสระ โดยนักศึกษาได้ร่วมรับฟังข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องของแต่ละจังหวัดผ่านการพูดคุยออนไลน์ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวของพื้นที่ วัฒนธรรม ทิศทางการท่องเที่ยว และความต้องการของผู้บริโภค ก่อนนำข้อมูลไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและพัฒนาเป็นผลงานออกแบบ
ผศ.กมลศิริ กล่าวว่า รายวิชา “สินค้าไลฟ์สไตล์และการออกแบบ” สอนโดย ผศ.กมลศิริ วงศ์หมึก และ ดร.ปวรงค์ บุญช่วย เป็นรายวิชาที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากหลายสาขา ได้แก่ กราฟิกดีไซน์ อินทีเรียดีไซน์ และแฟชั่นดีไซน์ ได้เรียนรู้และทำงานร่วมกัน โดยมุ่งให้นักศึกษาเห็นว่าความรู้เฉพาะทางของแต่ละสาขาสามารถบูรณาการเข้าด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำงานกราฟิกไปต่อยอดบนผลิตภัณฑ์แฟชั่น การใช้ความเข้าใจด้านวัสดุและโครงสร้างจากอินทีเรียดีไซน์ หรือการใช้ทักษะด้านรูปทรง เส้นสาย และวัสดุจากแฟชั่นดีไซน์ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีมิติและใช้งานได้จริง
ขณะเดียวกัน โปรเจกต์ดังกล่าวยังบูรณาการร่วมกับรายวิชา “อัตลักษณ์นักออกแบบ” สอนโดย อ.ปรัชญา พิระตระกูล เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การค้นหาแนวทางและตัวตนของนักออกแบบ ควบคู่กับการทำความเข้าใจอัตลักษณ์ของพื้นที่ ชุมชน และวัฒนธรรมท้องถิ่น ก่อนนำมาพัฒนาเป็นแนวคิดการออกแบบที่มีเรื่องเล่า มีความหมาย และสะท้อนมุมมองเฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์ผลงาน
“วิชานี้ช่วยให้นักศึกษาเห็นเส้นทางของตัวเองกว้างขึ้น ไม่จำกัดอยู่เพียงการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ อินทีเรียดีไซเนอร์ หรือแฟชั่นดีไซเนอร์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำทักษะที่มีไปพัฒนาเป็นผลงานรูปแบบอื่น ทำงานร่วมกับเพื่อนต่างสาขา ติดต่อกับซัพพลายเออร์ และเข้าใจกระบวนการทำงานจริงมากขึ้น” ผศ.กมลศิริ กล่าว
นอกจากการรับโจทย์จาก ททท. แล้ว คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU ยังพานักศึกษาไปศึกษาดูงานในงานไทยเที่ยวไทย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อให้นักศึกษาได้พบผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ และตัวแทนชุมชน รวมถึงสังเกตวิธีการนำเสนอสินค้า อัตลักษณ์ท้องถิ่น และเรื่องเล่าของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมจากข้อมูลที่ได้รับในชั้นเรียน ก่อนนำกลับมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็นผลงานไฟนอลโปรเจกต์
ในครั้งนี้ มีผลงานจากนักศึกษาทั้งหมด 16 กลุ่ม แบ่งเป็นจังหวัดละ 4 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มได้นำเสนอชิ้นงานต้นแบบ พร้อมบอร์ดแนวคิด เรื่องเล่าของผลิตภัณฑ์ แรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์จังหวัด และแนวทางการต่อยอดสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
บรรยากาศการนำเสนอผลงานเป็นไปอย่างคึกคัก พื้นที่จัดแสดงเต็มไปด้วยผลงานที่สะท้อนบุคลิกของแต่ละจังหวัดผ่านสี วัสดุ ลวดลาย ภาพประกอบ รูปทรง และองค์ประกอบการจัดวาง นักศึกษาได้สลับกันอธิบายแนวคิด กระบวนการค้นคว้า การตีความอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเหตุผลในการออกแบบผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นต่อคณาจารย์และผู้เข้าชม ทำให้เวทีครั้งนี้เป็นมากกว่าการส่งไฟนอลโปรเจกต์ แต่เป็นพื้นที่ฝึกคิด ฝึกสื่อสาร รับฟังข้อเสนอแนะ และเรียนรู้การนำเสนอผลงานในรูปแบบใกล้เคียงกับการทำงานจริง
ผศ.กมลศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ การทำให้นักศึกษาเข้าใจว่าสินค้าที่ออกแบบขึ้นไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ของที่ระลึก” หรือสินค้าในลักษณะ OTOP ทั่วไป แต่ควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแนวคิด มีเรื่องเล่า และสามารถสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างร่วมสมัย เพราะการท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ความหมาย วัฒนธรรม และเรื่องราวที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกเชื่อมโยงกับพื้นที่นั้น ๆ
ดังนั้น ผลงานของนักศึกษาจึงถูกพัฒนาให้เป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องราวของจังหวัด ผ่านการออกแบบทั้งลวดลาย สี วัสดุ รูปทรง การใช้งาน และวิธีการนำเสนอ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้อัตลักษณ์ท้องถิ่น และต่อยอดสู่แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ หรือ Creative Tourism ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสพื้นที่ผ่านผลิตภัณฑ์ เรื่องเล่า และประสบการณ์ใหม่ ๆ อันจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนอยากเดินทางไปเรียนรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้น
สำหรับขั้นตอนต่อไป คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU จะรวบรวมผลงานของนักศึกษาส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องจาก ททท. และเครือข่ายในแต่ละจังหวัดพิจารณา เพื่อรับฟังความคิดเห็นและประเมินแนวทางการต่อยอด โดยมีเป้าหมายให้ผลงานบางส่วนสามารถพัฒนาไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ของชุมชนหรือจังหวัดได้ในอนาคต
ด้านนายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่มาช่วยตีความอัตลักษณ์ท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัย โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ซึ่งมีจุดเด่นทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และ ธรรมชาติที่สวยงาม
นายอนันต์ กล่าวว่า เมื่อนึกถึงจังหวัดน่าน หลายคนมักนึกถึงศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ โดยจังหวัดน่านเป็นเมืองเล็ก ๆ ในดินแดนล้านนาตะวันออก ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้อย่างโดดเด่น ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z ซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวของพื้นที่
“การที่นักศึกษาได้เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน วิถีชีวิต การแต่งกาย อาหารท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาของจังหวัดน่าน จะช่วยให้เกิดมุมมองใหม่ในการออกแบบสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว เพราะคนรุ่นใหม่มีพลังในการคิดสร้างสรรค์ และสามารถนำอัตลักษณ์ดั้งเดิมมาตีความให้เข้ากับยุคสมัยได้” นายอนันต์ กล่าว
ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานกับโจทย์จริงจากพื้นที่ ชุมชน และผู้ประกอบการ มีความสำคัญต่อการพัฒนาทั้งคนรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพราะนักศึกษาจะได้เรียนรู้จากบริบทจริง เห็นความแตกต่างของพื้นที่ และเข้าใจว่าการออกแบบไม่ได้หมายถึงความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมาย การใช้งานจริง ต้นทุน การสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางการตลาด
สำหรับผลงานที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้งานจริง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน มองว่า ควรเป็นผลงานที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เข้าถึงได้ง่าย สื่อสารอัตลักษณ์พื้นที่ได้ชัดเจน และมีโอกาสจำหน่ายได้จริง โดยเมื่อผู้บริโภคเห็นสินค้าแล้วสามารถเชื่อมโยงกลับไปถึงจังหวัดหรือแหล่งกำเนิดของภูมิปัญญานั้น ๆ ได้ทันที นอกจากนี้ สินค้ายังควรช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปเรียนรู้ต้นกำเนิดของสินค้า วิถีชุมชน และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยตนเอง
นายอนันต์ กล่าวถึงแนวทางการต่อยอดในอนาคตว่า หากมีโอกาส อยากให้นักศึกษาที่ร่วมโครงการได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนำผลงานออกแบบไปแลกเปลี่ยนกับคนในพื้นที่โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้สองทาง ทั้งจากนักศึกษาที่นำความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเติมเต็ม และจากชุมชนที่มีองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และเรื่องราวของพื้นที่เป็นทุนเดิม
“หากผลงานของนักศึกษาได้รับการพัฒนาและนำไปจัดแสดงหรือแลกเปลี่ยนกับชุมชนในพื้นที่จริง จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างสิ่งใหม่ให้กับการท่องเที่ยว และยังสามารถต่อยอดไปสู่การประชาสัมพันธ์ การทำตลาด และการพัฒนาสินค้าเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับคนรุ่นใหม่ในอนาคต” นายอนันต์ กล่าว
สำหรับกลุ่ม Rung Jarat นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นำเสนอโปรเจกต์ “ชุดเครื่องสำอางจากผ้าไหมบุรีรัมย์” ผลงานออกแบบที่มุ่งนำอัตลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์มาตีความใหม่ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ผ่านงานกราฟิก แพ็กเกจจิ้ง และพื้นผิวของผ้าไหมท้องถิ่น
นางสาวกนกวรรณ โสตถิรัตนพันธุ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ วิชาเอกการออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ และหลักสูตรการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวว่า แนวคิดหลักของผลงาน คือ การนำวิถีชีวิต อารยธรรม และสิ่งแวดล้อมของบุรีรัมย์มาสร้างเป็นกราฟิกซิมโบลที่ร่วมสมัย โดยทีมเลือกใช้แรงบันดาลใจจากดอกไม้สำคัญของจังหวัด ได้แก่ ดอกคำฝ้าย และ ดอกสะแบง ซึ่งพบมากในพื้นที่บุรีรัมย์ มาถอดเส้นสายและพัฒนาเป็นลวดลายสำหรับต่อยอดบนผ้าไหม
ลวดลายดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้กับชุดเครื่องสำอางและแพ็กเกจจิ้งหลายรูปแบบ เช่น ตลับคุชชั่น ตลับพาเลต ตลับลิป กระจก และด้ามแปรงแต่งหน้า โดยออกแบบให้ผู้ใช้ได้สัมผัสพื้นผิวและคุณค่าของผ้าไหมบุรีรัมย์ในรูปแบบใหม่ ไม่จำกัดอยู่เพียงผ้าพันคอ กระเป๋า หรือผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแบบเดิม
นางสาวกนกวรรณ กล่าวว่า จุดเด่นของโปรเจกต์นี้อยู่ที่การสร้างต้นแบบแนวคิดที่สามารถส่งต่อให้ชุมชนท้องถิ่นนำไปปรับใช้ได้ โดยแต่ละชุมชนสามารถนำลวดลายหรือผ้าไหมเอกลักษณ์ของตนเองมาต่อยอดกับผลิตภัณฑ์ในลักษณะเดียวกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผ้าไหมบุรีรัมย์ และขยายตลาดไปสู่สินค้าของฝากหรือของที่ระลึกที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น
สำหรับแนวทางการจำหน่าย ทีมมองว่าสินค้าประเภทนี้สามารถวางขายในจุดจำหน่ายสินค้า OTOP หรือพื้นที่รวมสินค้าชุมชนของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังมีโอกาสพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และทำให้ผ้าไหมบุรีรัมย์เข้าใกล้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น
นางสาวกนกวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลงาน “ชุดเครื่องสำอางจากผ้าไหมบุรีรัมย์” ยังมีศักยภาพในการต่อยอดได้อีกหลากหลายรูปแบบ เพราะลวดลายที่ออกแบบขึ้นสามารถนำไปประยุกต์กับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ผ้าพันคอ สินค้าแฟชั่น หรือของที่ระลึกประเภทต่าง ๆ ได้ในอนาคต โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผ้าไหมบุรีรัมย์ถูกมองในมุมใหม่ ทันสมัยขึ้น และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างกว่าเดิม
ขณะที่นางสาวศุภิสรา ระวังวงศ์ หรือ “ชาลอยด์” นักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงผลงานคอลเลกชัน “Changsuek Race” ว่า ผลงานชุดนี้เกิดจากแนวคิดในการนำ “ผ้าตุ้มทอง” ผ้าไหมท้องถิ่นของจังหวัดบุรีรัมย์ มาตีความใหม่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ผ่านการผสมผสานผ้าไหมไทยกับความเป็นสปอร์ต แฟชั่น และอัตลักษณ์ของบุรีรัมย์ในฐานะเมืองกีฬา
คอลเลกชันนี้ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Silk in Speed” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสนามฟุตบอลช้างอารีนา ของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สนามแข่งรถของจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อนำภาพจำของเมืองกีฬาไปต่อยอดเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานได้จริง เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัว ความสนุก และแฟชั่นที่มีเรื่องเล่า
จุดเด่นของผลงานคือการใช้ผ้าไหมบุรีรัมย์เป็นองค์ประกอบหลัก พร้อมออกแบบคาแรกเตอร์ “นกกระยาง” สัตว์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ให้มีภาพลักษณ์น่ารัก จดจำง่าย และสวมชุดแข่งรถ เพื่อสื่อถึงความเร็วและบรรยากาศของสนามแข่ง ทำให้ผลงานมีทั้งความเป็นท้องถิ่น ความร่วมสมัย และศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์
สำหรับสินค้าในคอลเลกชันนี้ ประกอบด้วย เสื้อแจ็กเก็ต ผ้าพันคอ หมวก แก้วน้ำเก็บอุณหภูมิ และกระเป๋าหูรูดสำหรับสายสปอร์ต โดยทุกชิ้นถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับแนวคิดเดียวกัน คือการนำผ้าไหมบุรีรัมย์มาเล่าใหม่ผ่านภาษาของแฟชั่นสปอร์ต เช่น เสื้อแจ็กเก็ตที่ได้แรงบันดาลใจจากการแข่งขัน F1 ใช้โทนสีน้ำเงินและเส้นสายของสนามแข่งรถมาประยุกต์เป็นลวดลาย ขณะที่สินค้าชิ้นอื่น ๆ เน้นการใช้งานง่าย มีลูกเล่น และสะท้อนภาพลักษณ์ของบุรีรัมย์อย่างชัดเจน
นางสาวศุภิสรา กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูล ทีมพบว่าผ้าไหมยังถูกมองว่าเป็นของดั้งเดิมหรือเหมาะกับคนบางกลุ่ม จึงต้องการนำผ้าไหมมาตีความใหม่ให้สนุก ทันสมัย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ตัวตน และสินค้าที่มีเรื่องราว
ทั้งนี้ การทำโปรเจกต์ครั้งนี้ช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การค้นคว้าข้อมูล การวิเคราะห์อัตลักษณ์ท้องถิ่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทำงานเป็นทีม การคำนวณต้นทุน การตั้งราคา และการนำเสนอผลงาน โดยทีมมองว่า “Changsuek Race” มีโอกาสต่อยอดเป็นสินค้าของฝาก สินค้าแฟชั่น และสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ เช่น สนามบิน สนามแข่งรถ สนามฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และศาลหลักเมืองบุรีรัมย์