โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU เชื่อมโจทย์ ททท. สู่สินค้าไลฟ์สไตล์ 4 จังหวัด ต่อยอด Creative Tourism

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU โชว์ศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ เชื่อมโจทย์ ททท. สู่สินค้าไลฟ์สไตล์จากอัตลักษณ์ 4 จังหวัด ต่อยอด Creative Tourism

คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU โชว์ศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ เชื่อมโจทย์ ททท. สู่สินค้าไลฟ์สไตล์จากอัตลักษณ์ 4 จังหวัด ต่อยอด Creative Tourism
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าพัฒนาการเรียนรู้เชิงปฏิบัติผ่านโปรเจกต์ Local to Lifestyle ในรายวิชา “สินค้าไลฟ์สไตล์และการออกแบบ” เปิดพื้นที่ให้นักศึกษานำโจทย์จริงจากภาคการท่องเที่ยวมาต่อยอดเป็นผลงานออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์จากอัตลักษณ์ท้องถิ่น 4 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี บุรีรัมย์ น่าน และสุราษฎร์ธานี โดยได้รับข้อมูลเบื้องต้นจากเครือข่ายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การออกแบบจากบริบทของพื้นที่ ผู้ประกอบการ ชุมชน และทิศทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ณ MakerSpace อาคาร 6 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

1(18)_0

ผศ.กมลศิริ วงศ์หมึก คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โปรเจกต์ Local to Lifestyle เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะทำให้งานออกแบบของนักศึกษาไม่หยุดอยู่เพียงในชั้นเรียน แต่สามารถพัฒนาไปสู่ชิ้นงานที่ตอบโจทย์จริง และมีโอกาสต่อยอดเป็นสินค้าของชุมชนหรือจังหวัดได้ในอนาคต โดยคณะฯ ได้รับการเชื่อมโยงจากเครือข่าย ททท. เพื่อส่งต่อโจทย์ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทิศทางการท่องเที่ยว และความต้องการของแต่ละพื้นที่ให้นักศึกษาใช้เป็นฐานในการพัฒนาแนวคิดการออกแบบ
ทั้งนี้ แต่ละจังหวัดมีบริบทและจุดเด่นที่แตกต่างกัน บางพื้นที่มีโจทย์เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ บางพื้นที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ความคิดสร้างสรรค์ตีความอัตลักษณ์จังหวัดได้อย่างอิสระ โดยนักศึกษาได้ร่วมรับฟังข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องของแต่ละจังหวัดผ่านการพูดคุยออนไลน์ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวของพื้นที่ วัฒนธรรม ทิศทางการท่องเที่ยว และความต้องการของผู้บริโภค ก่อนนำข้อมูลไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและพัฒนาเป็นผลงานออกแบบ
ผศ.กมลศิริ กล่าวว่า รายวิชา “สินค้าไลฟ์สไตล์และการออกแบบ” สอนโดย ผศ.กมลศิริ วงศ์หมึก และ ดร.ปวรงค์ บุญช่วย เป็นรายวิชาที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากหลายสาขา ได้แก่ กราฟิกดีไซน์ อินทีเรียดีไซน์ และแฟชั่นดีไซน์ ได้เรียนรู้และทำงานร่วมกัน โดยมุ่งให้นักศึกษาเห็นว่าความรู้เฉพาะทางของแต่ละสาขาสามารถบูรณาการเข้าด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำงานกราฟิกไปต่อยอดบนผลิตภัณฑ์แฟชั่น การใช้ความเข้าใจด้านวัสดุและโครงสร้างจากอินทีเรียดีไซน์ หรือการใช้ทักษะด้านรูปทรง เส้นสาย และวัสดุจากแฟชั่นดีไซน์ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีมิติและใช้งานได้จริง

1(19)_0

ขณะเดียวกัน โปรเจกต์ดังกล่าวยังบูรณาการร่วมกับรายวิชา “อัตลักษณ์นักออกแบบ” สอนโดย อ.ปรัชญา พิระตระกูล เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การค้นหาแนวทางและตัวตนของนักออกแบบ ควบคู่กับการทำความเข้าใจอัตลักษณ์ของพื้นที่ ชุมชน และวัฒนธรรมท้องถิ่น ก่อนนำมาพัฒนาเป็นแนวคิดการออกแบบที่มีเรื่องเล่า มีความหมาย และสะท้อนมุมมองเฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์ผลงาน
“วิชานี้ช่วยให้นักศึกษาเห็นเส้นทางของตัวเองกว้างขึ้น ไม่จำกัดอยู่เพียงการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ อินทีเรียดีไซเนอร์ หรือแฟชั่นดีไซเนอร์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำทักษะที่มีไปพัฒนาเป็นผลงานรูปแบบอื่น ทำงานร่วมกับเพื่อนต่างสาขา ติดต่อกับซัพพลายเออร์ และเข้าใจกระบวนการทำงานจริงมากขึ้น” ผศ.กมลศิริ กล่าว

1(26)_0

นอกจากการรับโจทย์จาก ททท. แล้ว คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU ยังพานักศึกษาไปศึกษาดูงานในงานไทยเที่ยวไทย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อให้นักศึกษาได้พบผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ และตัวแทนชุมชน รวมถึงสังเกตวิธีการนำเสนอสินค้า อัตลักษณ์ท้องถิ่น และเรื่องเล่าของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมจากข้อมูลที่ได้รับในชั้นเรียน ก่อนนำกลับมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็นผลงานไฟนอลโปรเจกต์
ในครั้งนี้ มีผลงานจากนักศึกษาทั้งหมด 16 กลุ่ม แบ่งเป็นจังหวัดละ 4 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มได้นำเสนอชิ้นงานต้นแบบ พร้อมบอร์ดแนวคิด เรื่องเล่าของผลิตภัณฑ์ แรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์จังหวัด และแนวทางการต่อยอดสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
บรรยากาศการนำเสนอผลงานเป็นไปอย่างคึกคัก พื้นที่จัดแสดงเต็มไปด้วยผลงานที่สะท้อนบุคลิกของแต่ละจังหวัดผ่านสี วัสดุ ลวดลาย ภาพประกอบ รูปทรง และองค์ประกอบการจัดวาง นักศึกษาได้สลับกันอธิบายแนวคิด กระบวนการค้นคว้า การตีความอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเหตุผลในการออกแบบผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นต่อคณาจารย์และผู้เข้าชม ทำให้เวทีครั้งนี้เป็นมากกว่าการส่งไฟนอลโปรเจกต์ แต่เป็นพื้นที่ฝึกคิด ฝึกสื่อสาร รับฟังข้อเสนอแนะ และเรียนรู้การนำเสนอผลงานในรูปแบบใกล้เคียงกับการทำงานจริง

1(28)_0

ผศ.กมลศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ การทำให้นักศึกษาเข้าใจว่าสินค้าที่ออกแบบขึ้นไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ของที่ระลึก” หรือสินค้าในลักษณะ OTOP ทั่วไป แต่ควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแนวคิด มีเรื่องเล่า และสามารถสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างร่วมสมัย เพราะการท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ความหมาย วัฒนธรรม และเรื่องราวที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกเชื่อมโยงกับพื้นที่นั้น ๆ
ดังนั้น ผลงานของนักศึกษาจึงถูกพัฒนาให้เป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องราวของจังหวัด ผ่านการออกแบบทั้งลวดลาย สี วัสดุ รูปทรง การใช้งาน และวิธีการนำเสนอ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้อัตลักษณ์ท้องถิ่น และต่อยอดสู่แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ หรือ Creative Tourism ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสพื้นที่ผ่านผลิตภัณฑ์ เรื่องเล่า และประสบการณ์ใหม่ ๆ อันจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนอยากเดินทางไปเรียนรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้น

1(9)

สำหรับขั้นตอนต่อไป คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU จะรวบรวมผลงานของนักศึกษาส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องจาก ททท. และเครือข่ายในแต่ละจังหวัดพิจารณา เพื่อรับฟังความคิดเห็นและประเมินแนวทางการต่อยอด โดยมีเป้าหมายให้ผลงานบางส่วนสามารถพัฒนาไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ของชุมชนหรือจังหวัดได้ในอนาคต
ด้านนายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่มาช่วยตีความอัตลักษณ์ท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัย โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ซึ่งมีจุดเด่นทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และ ธรรมชาติที่สวยงาม
นายอนันต์ กล่าวว่า เมื่อนึกถึงจังหวัดน่าน หลายคนมักนึกถึงศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ โดยจังหวัดน่านเป็นเมืองเล็ก ๆ ในดินแดนล้านนาตะวันออก ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้อย่างโดดเด่น ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z ซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวของพื้นที่

1384272_0

“การที่นักศึกษาได้เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน วิถีชีวิต การแต่งกาย อาหารท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาของจังหวัดน่าน จะช่วยให้เกิดมุมมองใหม่ในการออกแบบสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว เพราะคนรุ่นใหม่มีพลังในการคิดสร้างสรรค์ และสามารถนำอัตลักษณ์ดั้งเดิมมาตีความให้เข้ากับยุคสมัยได้” นายอนันต์ กล่าว
ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานกับโจทย์จริงจากพื้นที่ ชุมชน และผู้ประกอบการ มีความสำคัญต่อการพัฒนาทั้งคนรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพราะนักศึกษาจะได้เรียนรู้จากบริบทจริง เห็นความแตกต่างของพื้นที่ และเข้าใจว่าการออกแบบไม่ได้หมายถึงความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมาย การใช้งานจริง ต้นทุน การสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางการตลาด

1384273_0

สำหรับผลงานที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้งานจริง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน มองว่า ควรเป็นผลงานที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เข้าถึงได้ง่าย สื่อสารอัตลักษณ์พื้นที่ได้ชัดเจน และมีโอกาสจำหน่ายได้จริง โดยเมื่อผู้บริโภคเห็นสินค้าแล้วสามารถเชื่อมโยงกลับไปถึงจังหวัดหรือแหล่งกำเนิดของภูมิปัญญานั้น ๆ ได้ทันที นอกจากนี้ สินค้ายังควรช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปเรียนรู้ต้นกำเนิดของสินค้า วิถีชุมชน และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยตนเอง
นายอนันต์ กล่าวถึงแนวทางการต่อยอดในอนาคตว่า หากมีโอกาส อยากให้นักศึกษาที่ร่วมโครงการได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนำผลงานออกแบบไปแลกเปลี่ยนกับคนในพื้นที่โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้สองทาง ทั้งจากนักศึกษาที่นำความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเติมเต็ม และจากชุมชนที่มีองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และเรื่องราวของพื้นที่เป็นทุนเดิม
“หากผลงานของนักศึกษาได้รับการพัฒนาและนำไปจัดแสดงหรือแลกเปลี่ยนกับชุมชนในพื้นที่จริง จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างสิ่งใหม่ให้กับการท่องเที่ยว และยังสามารถต่อยอดไปสู่การประชาสัมพันธ์ การทำตลาด และการพัฒนาสินค้าเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับคนรุ่นใหม่ในอนาคต” นายอนันต์ กล่าว

1384274_0

สำหรับกลุ่ม Rung Jarat นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นำเสนอโปรเจกต์ “ชุดเครื่องสำอางจากผ้าไหมบุรีรัมย์” ผลงานออกแบบที่มุ่งนำอัตลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์มาตีความใหม่ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ผ่านงานกราฟิก แพ็กเกจจิ้ง และพื้นผิวของผ้าไหมท้องถิ่น
นางสาวกนกวรรณ โสตถิรัตนพันธุ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ วิชาเอกการออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ และหลักสูตรการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวว่า แนวคิดหลักของผลงาน คือ การนำวิถีชีวิต อารยธรรม และสิ่งแวดล้อมของบุรีรัมย์มาสร้างเป็นกราฟิกซิมโบลที่ร่วมสมัย โดยทีมเลือกใช้แรงบันดาลใจจากดอกไม้สำคัญของจังหวัด ได้แก่ ดอกคำฝ้าย และ ดอกสะแบง ซึ่งพบมากในพื้นที่บุรีรัมย์ มาถอดเส้นสายและพัฒนาเป็นลวดลายสำหรับต่อยอดบนผ้าไหม
ลวดลายดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้กับชุดเครื่องสำอางและแพ็กเกจจิ้งหลายรูปแบบ เช่น ตลับคุชชั่น ตลับพาเลต ตลับลิป กระจก และด้ามแปรงแต่งหน้า โดยออกแบบให้ผู้ใช้ได้สัมผัสพื้นผิวและคุณค่าของผ้าไหมบุรีรัมย์ในรูปแบบใหม่ ไม่จำกัดอยู่เพียงผ้าพันคอ กระเป๋า หรือผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแบบเดิม

1384275_0

นางสาวกนกวรรณ กล่าวว่า จุดเด่นของโปรเจกต์นี้อยู่ที่การสร้างต้นแบบแนวคิดที่สามารถส่งต่อให้ชุมชนท้องถิ่นนำไปปรับใช้ได้ โดยแต่ละชุมชนสามารถนำลวดลายหรือผ้าไหมเอกลักษณ์ของตนเองมาต่อยอดกับผลิตภัณฑ์ในลักษณะเดียวกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผ้าไหมบุรีรัมย์ และขยายตลาดไปสู่สินค้าของฝากหรือของที่ระลึกที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น
สำหรับแนวทางการจำหน่าย ทีมมองว่าสินค้าประเภทนี้สามารถวางขายในจุดจำหน่ายสินค้า OTOP หรือพื้นที่รวมสินค้าชุมชนของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังมีโอกาสพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และทำให้ผ้าไหมบุรีรัมย์เข้าใกล้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น
นางสาวกนกวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลงาน “ชุดเครื่องสำอางจากผ้าไหมบุรีรัมย์” ยังมีศักยภาพในการต่อยอดได้อีกหลากหลายรูปแบบ เพราะลวดลายที่ออกแบบขึ้นสามารถนำไปประยุกต์กับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ผ้าพันคอ สินค้าแฟชั่น หรือของที่ระลึกประเภทต่าง ๆ ได้ในอนาคต โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผ้าไหมบุรีรัมย์ถูกมองในมุมใหม่ ทันสมัยขึ้น และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างกว่าเดิม

1384276_0

ขณะที่นางสาวศุภิสรา ระวังวงศ์ หรือ “ชาลอยด์” นักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงผลงานคอลเลกชัน “Changsuek Race” ว่า ผลงานชุดนี้เกิดจากแนวคิดในการนำ “ผ้าตุ้มทอง” ผ้าไหมท้องถิ่นของจังหวัดบุรีรัมย์ มาตีความใหม่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ผ่านการผสมผสานผ้าไหมไทยกับความเป็นสปอร์ต แฟชั่น และอัตลักษณ์ของบุรีรัมย์ในฐานะเมืองกีฬา
คอลเลกชันนี้ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Silk in Speed” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสนามฟุตบอลช้างอารีนา ของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สนามแข่งรถของจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อนำภาพจำของเมืองกีฬาไปต่อยอดเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานได้จริง เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัว ความสนุก และแฟชั่นที่มีเรื่องเล่า

1384277_0

จุดเด่นของผลงานคือการใช้ผ้าไหมบุรีรัมย์เป็นองค์ประกอบหลัก พร้อมออกแบบคาแรกเตอร์ “นกกระยาง” สัตว์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ให้มีภาพลักษณ์น่ารัก จดจำง่าย และสวมชุดแข่งรถ เพื่อสื่อถึงความเร็วและบรรยากาศของสนามแข่ง ทำให้ผลงานมีทั้งความเป็นท้องถิ่น ความร่วมสมัย และศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์
สำหรับสินค้าในคอลเลกชันนี้ ประกอบด้วย เสื้อแจ็กเก็ต ผ้าพันคอ หมวก แก้วน้ำเก็บอุณหภูมิ และกระเป๋าหูรูดสำหรับสายสปอร์ต โดยทุกชิ้นถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับแนวคิดเดียวกัน คือการนำผ้าไหมบุรีรัมย์มาเล่าใหม่ผ่านภาษาของแฟชั่นสปอร์ต เช่น เสื้อแจ็กเก็ตที่ได้แรงบันดาลใจจากการแข่งขัน F1 ใช้โทนสีน้ำเงินและเส้นสายของสนามแข่งรถมาประยุกต์เป็นลวดลาย ขณะที่สินค้าชิ้นอื่น ๆ เน้นการใช้งานง่าย มีลูกเล่น และสะท้อนภาพลักษณ์ของบุรีรัมย์อย่างชัดเจน

1384279_0

นางสาวศุภิสรา กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูล ทีมพบว่าผ้าไหมยังถูกมองว่าเป็นของดั้งเดิมหรือเหมาะกับคนบางกลุ่ม จึงต้องการนำผ้าไหมมาตีความใหม่ให้สนุก ทันสมัย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ตัวตน และสินค้าที่มีเรื่องราว
ทั้งนี้ การทำโปรเจกต์ครั้งนี้ช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การค้นคว้าข้อมูล การวิเคราะห์อัตลักษณ์ท้องถิ่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทำงานเป็นทีม การคำนวณต้นทุน การตั้งราคา และการนำเสนอผลงาน โดยทีมมองว่า “Changsuek Race” มีโอกาสต่อยอดเป็นสินค้าของฝาก สินค้าแฟชั่น และสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ เช่น สนามบิน สนามแข่งรถ สนามฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และศาลหลักเมืองบุรีรัมย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...