โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

งมเจอ‘ปืน’แล้ว!คาดกระบอกที่ลั่นใส่นร.ดับ ‘คณะครู’เล่านาทีเกิดเหตุ-ยันไม่ได้ปกปิด

แนวหน้า

เผยแพร่ 14 ก.ย 2565 เวลา 17.00 น.

งมเจอ‘ปืน’แล้ว!คาดกระบอกที่ลั่นใส่นร.ดับ ‘คณะครู’เล่านาทีเกิดเหตุ-ยันไม่ได้ปกปิด

15 กันยายน 2565 ความคืบหน้ากรณีกระแสข่าวคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้ระเบิด ทำให้นักเรียนชายวัย 15 ปี ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใบหน้าสาหัส บริเวณคิ้วซ้ายมีบาดแผลแตกลึก เจ้าหน้าที่เร่ง PCR แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ ทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา และต่อมาเพื่อนนักเรียนยอมรับว่าทำปืนลั่นใส่ ไม่ใช่เหตุคอมพิวเตอร์ระเบิดนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : คดีพลิก!เพื่อนทำ‘ปืนปากกา’ลั่นใส่ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ระเบิดใส่นร.ดับ)

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนจนทราบว่ามีการนำปืนไปทิ้งหน้าโรงเรียน จากนั้นเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปงมปืนที่ศาลารอรถเมล์ คลองบางไผ่ ต.บางรักพัฒนา อ.บางบังทอง จ.นนทบุรี ก่อนถึงเทศบาลเมืองบางรักพัฒนา โดยเจ้าหน้าที่มูลนิธิประดาน้ำได้งมเจอปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด.38 แล้ว หลังรุ่นพี่ของเด็กที่ก่อเหตุชื่อ “เซ็น” อายุ 20 ปี เป็นคนนำปืนมาทิ้ง

นายวีรพงษ์ ประเสริฐสุข อายุ 39 ปี เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง จุดบางบัวทอง กล่าวว่า เบื้องต้นรับแจ้งจากผู้กำกับและสืบภาค 1 ขอกำลังให้มาดำน้ำหาของกลาง เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้นำอุปกรณ์ลงเพื่อดำหา ใช้เวลาประมาณ 25-30 นาที ในการค้นหาพบปืน แต่ไม่ทราบว่าขนาดเท่าไร

ส่วนนายเซ็น เปิดเผยว่า น้องโทรศัพท์มาบอกให้ไปรับที่โรงเรียน แต่น้องส่งข้อความมาบอกว่าปืนลั่น จึงรีบไปโรงเรียน น้องส่งเสื้อกันหนาวมาให้ ไม่ทราบว่าในเสื้อมีปืน จึงนำปืนมาโยนทิ้ง และพาตำรวจมาชี้จุดและช่วยงมปืนที่นำปืนมาทิ้ง ซึ่งเป็นปืนที่ทำขึ้นเอง

ทางด้านคณะครูได้เข้าให้ปากคำกับเจ้าเจ้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยภายหลังการสอบปากคำเสร็จสิ้นในเวลา 19.30 น. นางสาวศศินา ครูประจำวิชาคอมพิวเตอร์ มาพร้อมกับสามี โดยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ก่อนเดินทางกลับว่า ให้รอรายละเอียดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ไปหมดแล้ว เสียงที่ดังออกมาไม่ทราบว่าเป็นเสียงปืน รู้แต่ว่ามีเสียงดังออกมาเท่านั้น

ด้านครูเอ้ ครูหัวหน้าชั้นมัธยม ให้สัมภาษณ์พร้อมน้ำตานองหน้า ว่า ในตอนเกิดเหตุการณ์ตนเองอยู่ชั้นล่างของอาคารเรียน โดยมีครูอีกคนวิ่งไปบอกว่าได้ยินเสียงระเบิด จึงได้วิ่งเข้าไปดูเห็นว่าแป้นพิมพ์แตก และตัวเด็กมีเลือดไหล จึงได้บอกให้ครูคนดังกล่าวโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล จากนั้นตนได้วิ่งไปหาครูอนุบาลที่รู้จักเทศบาลขอให้ส่งหน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือโดยด่วน เนื่องจากเด็กเสียเลือดเยอะ ทำให้ตนเข้าใจว่าเกิดเหตุระเบิดขึ้นจริงเพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จากนั้นได้โทรตามคุณยายและแม่ของเด็กที่เสียชีวิต โดยบอกแม่ว่าให้รีบมาที่โรงเรียนเพราะน้องเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้บอกว่าเสียชีวิตเพราะกลัวยายจะเกิดอาการช็อก

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงสถานที่เกิดเหตุว่าพบร่องรอยกระสุนตกอยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่ ครูเอ้ เปิดเผยว่า ตัวเองไม่ได้เห็น เพราะขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กันให้ครูออกนอกห้องเรียนคอมพิวเตอร์ เห็นหน่วยกู้ภัยกำลังปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิตน้องที่เสียชีวิต ซึ่งในใจภาวนาให้ต้องรอด ต้องกลับมาหาคุณครู

ส่วนข่าวที่ออกมีมาตั้งข้อสังเกตว่าครูพยายามปกป้องคนที่ก่อเหตุนั้น ครูเอ้ กล่าวว่าด้วยความสัตย์ ส่วนตัวได้คุยกับยาย ยายก็บอกว่าครูดีทุกอย่างและขอให้ครูต้องให้ความยุติธรรมด้วย ซึ่งครูก็บอกว่าพร้อมให้ความยุติธรรม เพราะเป็นลูกศิษย์ของครูทุกคน ส่วนตัวไม่รู้ว่าเป็นการยิงกันไม่รู้จริงๆ

สำหรับเด็กที่ก่อเหตุนั้น เป็นเด็กที่ขาดเรียนบ่อย ไม่ค่อยมาเรียน หลัง สพฐ.มีนโยบาย พาน้องกลับเข้าห้องเรียน ครูประจำชั้นจึงได้โทรตามน้องกลับมาเรียน ซึ่งเป็นการเรียนวันแรก พร้อมย้ำว่าเด็กชายคนดังกล่าวไม่ได้มีพฤติกรรมเกเร เพียงแต่ขาดเรียนบ่อย เนื่องจากอยู่กับหลวงพ่อ ซึ่งหลวงพ่อฝากฝังว่าให้ครูช่วยดูแล หลวงพ่อฝากมาตลอดให้ช่วยดูแลน้องทางครูก็ประคับประคองน้องมาโดยตลอด น้องไม่มีพฤติกรรมเกเร ส่วนการทะเลาะวิวาทระหว่างเด็กทั้งสองคนนั้นครูเอ้บอกว่าจะต้องไปสอบถามครูประจำชั้นก่อน แต่น้องไม่เคยมีประวัติที่อยู่ในอัลบั้มของฝ่ายปกครอง ส่วนน้องที่เสียชีวิตเป็นเด็กน่ารัก

ครูเอ้ ยังยืนยันไม่รู้จริงๆว่าเป็นอาวุธปืน เพราะได้พูดคุยกับครูอีกคน พร้อมได้ดูภาพเหตุการณ์แล้ววิเคราะห์กันว่าไม่น่าจะใช่คีย์บอร์ดระเบิด ต้อรอให้ตำรวจออกมาแจ้งว่าสาเหตุที่แท้จริง ว่าเป็นเรื่องของอาวุธปืน ซึ่งได้ยินคร่าวๆจากตำรวจว่าเป็นเรื่องของอาวุธปืน

-005

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...