โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Spirit of Dala: จิตวิญญาณแห่ง ‘ดาหลา’ รากถิ่น ชีวิตผลิบาน และการยืนหยัดอย่างท้าทายในโลกที่ไม่อ่อนโยน

Thai PBS

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ปฐมบท: พรรณไม้ที่เปื้อนดินและหยาดฝน

หากเราทอดสายตามองลงไปยังผืนดินของคาบสมุทรภาคใต้ ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ ทว่าเต็มไปด้วยความท้าทายจากธรรมชาติ ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนยาวนานถึงแปดเดือน และแผดเผาด้วยความร้อนระอุของแสงแดดอีกสี่เดือน เราจะพบว่ามีพรรณไม้เพียงไม่กี่ชนิดบนโลกใบนี้ที่สามารถยืนหยัด ทรนง และเบ่งบานได้อย่างงดงามท่ามกลางสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ และ “ดาหลา” คือหนึ่งในพรรณไม้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านั้น

ดาหลา เป็นดอกไม้ที่งอกงามอยู่ท่ามกลางฝน แดด และผืนดินของบ้านเรา ก้านที่อวบหนาและใบที่แผ่กว้างราวกับร่มเงา คอยรองรับหยาดหยดของฤดูกาลที่ตกกระหน่ำ

ดอกสีสดที่แทงยอดขึ้นมาจากผืนดินอย่างสง่างามราวกับเปลวเพลิงแห่งชีวิตนั้น ไม่ได้งดงามเพราะมันถูกประคบประหงมอยู่ในเรือนกระจกที่ปลอดภัยและไร้พายุพัดผ่าน

ดาหลาไม่ได้งดงามเพราะชีวิตของมันไม่เคยผ่านความยากลำบาก แต่มันงดงามเพราะมันยังคงสามารถผลิบานอยู่ได้ แม้จะต้องผ่านฤดูกาลแล้วฤดูกาลเล่า เผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอย่างไม่ยอมจำนน

ความทนทานของดอกดาหลา จึงกลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนและทรงพลังที่สุดของกลุ่มคนทำงานขับเคลื่อนชุมชนและคนในท้องถิ่น ดอกไม้ชนิดนี้ไม่ได้เติบโตบนความสะดวกสบาย แต่มันอาศัยรากเหง้าที่หยั่งลึกลงไปในผืนดิน ยึดเหนี่ยวแผ่นดินเกิดไว้แน่นหนา เพื่อกักเก็บธาตุอาหารและพยุงลำต้นให้ก้าวผ่านพายุฝน

ความงามของดาหลาจึงเป็นความงามที่เปื้อนดิน เป็นความงามที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ดิ้นรน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราหันกลับมามองตัวตน ผ่านแนวคิดที่เรียกว่า “Spirit of Dala”

มากกว่าความงาม คือรากถิ่นและลมหายใจของผู้คน

“Spirit of Dala” หรือจิตวิญญาณแห่งดาหลา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของดอกไม้ประดับที่บานสะพรั่งอยู่ในสวนหลังบ้าน แต่มันคือเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของผู้คน ของบ้าน ของความทรงจำ และของภูมิปัญญาที่ถูกบรรจงส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างไม่ขาดสาย

เมื่อพูดถึง บ้าน เราไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งปลูกสร้าง แต่เรากำลังหมายถึง รากถิ่น ที่หล่อหลอมตัวตนของเราขึ้นมา ในยุคสมัยที่กระแสโลกาภิวัตน์และระบบทุนนิยมพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง โลกใบนี้หมุนเร็วจนบางครั้งก็พัดเอาความทรงจำ วิถีชีวิตดั้งเดิม และอัตลักษณ์ของท้องถิ่นให้หลุดลอยไปอย่างง่ายดาย

โลกใบนี้ไม่ได้อ่อนโยนกับเรานัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชุมชนเล็ก ๆ ที่ยังคงพยายามรักษาวิถีชีวิตของตนเองเอาไว้ การยืนหยัดเพื่อปกป้องสิทธิชุมชน การลุกขึ้นมาดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยสองมือของคนในพื้นที่ และการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ล้วนเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานและต้องอาศัยความอดทนอย่างถึงที่สุด ซึ่งไม่ต่างอะไรจากดาหลาที่ต้องต้านทานลมพายุและสายฝน

จิตวิญญาณแห่งดาหลา จึงมีความหมายที่ลึกซึ้งถึงการกลับไปค้นหาและตั้งคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรายังเป็นเรา ?” และ“อะไรคือรากที่ทำให้เรายังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ?” ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน เราจะยังคงรักษาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราไว้ได้อย่างไร การพยายามค้นหาคำตอบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตเล็กๆ ที่ยังพยายามเติบโต แผ่กิ่งก้าน และหยั่งรากลึกในพื้นที่ของตนเองอย่างภาคภูมิ

เทศกาลมหัศจรรย์ดาหลาบาน ครั้งที่ 4: พื้นที่แห่งการระลึกถึงและส่งต่อลมหายใจ

ปรัชญาและความคิดอันลึกซึ้งเหล่านี้ ไม่ได้ถูกทิ้งไว้เพียงบนหน้ากระดาษหรือเป็นเพียงอุดมคติที่ล่องลอย แต่ได้ถูกทำให้มีชีวิต มีลมหายใจ และจับต้องได้จริงผ่าน “เทศกาลมหัศจรรย์ดาหลาบาน ครั้งที่ 4” ภายใต้ธีม “Spirit of Dala” หรือจิตวิญญาณแห่งดาหลา เพื่อสังคมที่ดีต่อใจและโลกที่ยั่งยืน จัดขึ้นอย่างอบอุ่นเมื่อวันที่ 8–9 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ บ้านเมล็ดพันธุ์ จุดนัดพบคนหัวใจอินทรีย์ (คลองปอม) ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

พื้นที่ บ้านเมล็ดพันธุ์ แห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับจัดงานเทศกาลทั่วไป แต่ถูกออกแบบและบริหารจัดการด้วยความตั้งใจให้เป็น พื้นที่สร้างสรรค์ (Community Space) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง การเลือกพื้นที่คลองปอมเป็นหมุดหมายสำคัญในการจัดงาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำพาผู้คนกลับคืนสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ สู่ความเรียบง่าย สู่ความสงบ และสู่วิถีชีวิตที่เคารพเกื้อกูลสิ่งแวดล้อม

ตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 2 ทุ่ม ตลอดทั้ง 2 วันของเทศกาลนี้ อบอวลไปด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ บทสนทนาที่สอดแทรกไปด้วยสาระของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และเสียงหัวเราะของผู้คนที่เดินทางมาร่วมงาน เทศกาลมหัศจรรย์ดาหลาบาน ได้ทำหน้าที่เป็นดั่งจุดนัดพบของคนหัวใจอินทรีย์ เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ที่เปิดโอกาสกว้างให้คนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ผู้เฒ่าที่เป็นดั่ง “รากแก้ว” ผู้กุมรหัสภูมิปัญญาของชุมชน ไปจนถึง “ต้นกล้า” เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เต็มไปด้วยไฟฝัน ได้มานั่งล้อมวงพูดคุย แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่กันและกันอย่างไม่มีช่องว่างระหว่างวัย

ภูมิปัญญาที่กินได้: ศิลปะในจานอาหารและงานทำมือที่หล่อเลี้ยงชีวิต

เสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่ประจักษ์อย่างหนึ่งของงานเทศกาลในครั้งนี้ คือการนำเสนอ ดาหลา ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น ดาหลาในงานนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อชื่นชมความงามเพียงอย่างเดียว แต่มันกินได้ สัมผัสได้ และสามารถสร้างรายได้หล่อเลี้ยงชุมชนได้จริง ภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกนำมาปัดฝุ่นและถ่ายทอดผ่านนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ซึ่งถือเป็นกลไกฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนในยุคปัจจุบัน

ดอกดาหลาสีแดงสดที่คุ้นตา ถูกนำมารังสรรค์อย่างวิจิตรบรรจงเป็นเมนูอาหารพื้นถิ่นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ รสชาติฝาดอมเปรี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกลีบดาหลา กลายเป็นส่วนประกอบชั้นเลิศที่ช่วยชูรสชาติของอาหารใต้ให้มีความกลมกล่อมและมีมิติทางโภชนาการมากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นในเมนู ข้าวยำปักษ์ใต้ (ซึ่งถือเป็นเมนูที่ใช้ดอกดาหลามากที่สุด) เครื่องดื่มสมุนไพรสกัด, พิซซ่าหน้าดาหลา, คราฟต์เบียร์ ไปจนถึงการนำไปแปรรูปเป็นเหล้าและผลิตภัณฑ์ของฝากที่ได้มาตรฐาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความชาญฉลาดและสายตาอันแหลมคมของบรรพบุรุษ ที่รู้จักหยิบจับนำพรรณไม้รอบตัวมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด

นอกเหนือไปจากเรื่องของศิลปะบนจานอาหารแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังเปิดกว้างเป็นเวทีสำคัญให้กับการจัดแสดงผลผลิตทางเศรษฐกิจของชุมชน สินค้าทำมือที่ประณีต งานคราฟต์ที่บอกเล่าเรื่องราว และผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงกายในการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ได้ถูกนำมาจัดแสดงและจำหน่ายอย่างภาคภูมิ

การที่ผู้ร่วมงานได้อุดหนุนสินค้าเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงการซื้อขายแลกเปลี่ยนทางสายพานธุรกิจแบบผิวเผิน แต่มันคือการ “รดน้ำพรวนดิน” ให้กับระบบเศรษฐกิจฐานราก เป็นการต่อลมหายใจให้กับกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย และเป็นการยืนยันด้วยการกระทำว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นยังมีที่ทาง มีศักดิ์ศรี และสามารถเติบโตแข่งขันได้ในยุคปัจจุบัน

ทิศทางการพัฒนาสายพันธุ์และอนาคตของ “ดาหลา”

ในเวทีเสวนา “ดาหลาในดวงใจไปไกลกว่าที่เราคิด: ทิศทางการพัฒนาสายพันธุ์ดาหลาและพืชวงศ์ขิงข่า ไม้ป่าในอนาคต” ผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายได้ร่วมกันมองไปข้างหน้าและสะท้อนมุมมองที่สำคัญยิ่ง

การพัฒนาสายพันธุ์: พัฒนา พาสอน จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ชวนมองว่า ผลิตภัณฑ์แปรรูปในปัจจุบันตรงกับสายพันธุ์ที่ต้องการหรือไม่ พร้อมผลักดันการสำรวจสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่อาจซ่อนอยู่ในธรรมชาติ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งด้านรสชาติ สีสัน และคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง

นวัตกรรมน้ำมันจากผลดาหลา: ณฐา ชัยเพชร จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ สะท้อนว่า ชุมชนหันมาใช้ “ผล (ลูก) ดาหลา” ทั้งสีแดง ชมพู และขาว แทนดอก เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์จากดอกมากแล้ว โดยเฉพาะผลสีขาวที่ให้น้ำมันจำนวนมาก ซึ่งชุมชนต้องการผลักดันการศึกษาเชิงลึกเรื่องน้ำมันดาหลาร่วมกับทีมวิชาการ

การสร้าง Leader ภาคชาวบ้านและความเสี่ยงเชิงพื้นที่: อุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน เตือนว่าความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ เช่น การเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันหรือโครงการรัฐที่ทับซ้อนพื้นที่ พร้อมเสนอให้จัดตั้ง นักปรับปรุงพันธุ์ดาหลาที่เป็นเกษตรกรจริง ๆ เนื่องจากดาหลาเป็นพืชสมบูรณ์เพศที่ต้องพึ่งพานกกินปลีช่วยผสมเกสร องค์ความรู้จึงควรอยู่กับเกษตรกรผู้ปลูก ไม่ใช่แค่ในศูนย์วิจัย และตลาดสารสกัดต้องตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างแท้จริง

สิทธิพันธุ์พืชและฐานข้อมูล: เสาวนีย์ สุทธิชล จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ ยอมรับว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมายังไม่สามารถผลักดันการรับรองสายพันธุ์ดาหลาของชุมชนได้สำเร็จ ปีนี้จึงปักธงให้เกษตรกรลุกขึ้นมาเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อปกป้องสิทธิ พร้อมทั้งร่วมกันปักหมุดเส้นทางและจัดทำฐานข้อมูล (Database) ของดาหลาทั้งในและต่างประเทศ

พาใจกลับบ้านภายใน: ดั่งดาหลาที่เบ่งบานตามฤดูกาล

มิติที่ลึกซึ้งและเยียวยาจิตวิญญาณที่สุดอีกประการหนึ่งในงานเทศกาลครั้งนี้ คือกระบวนการเชื่อมโยงธรรมชาติภายนอกที่รายล้อม เข้าสู่ธรรมชาติภายในจิตใจ ผ่านวงเสวนาในหัวข้อ “พาใจกลับบ้านภายใน ด้วยลมหายใจและคลื่นเสียงบำบัด”

ศิยา ณัชมาศย์ นิยมเดชา จาก Siya Niketan-well-being Centre บอกเล่าและแบ่งปันเรื่องราวการเดินทางอันยาวนานของชีวิต จากอดีตเด็กตัวเล็ก ๆ ที่มีความฝันจนได้ก้าวเข้ามาทำงานเป็นสื่อมวลชน คอยรายงานเหตุการณ์และเรื่องราวของโลกภายนอกให้สังคมได้รับรู้ ทว่าท่ามกลางการรับรู้เรื่องราวมากมายภายนอกนั้น เธอกลับเกิดคำถามที่ผุดขึ้นในใจว่า ทำไมมนุษย์ถึงยังมีความทุกข์ และเราเกิดมาบนโลกใบนี้เพื่ออะไร คำถามเชิงปรัชญาที่ดังก้องอยู่ในใจนี้นำพาให้เธอตัดสินใจพักการทำงาน และลางานเดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมที่ประเทศอินเดียเป็นระยะเวลา 4 เดือนเต็ม

การเดินทางครั้งนั้นไม่ใช่เพียงการฝึกภาษาอังกฤษ แต่คือการเรียนรู้ศาสตร์แห่งชีวิต ทั้งศาสตร์ของโยคะและอายุรเวช การได้ใช้ชีวิตอยู่ในอาศรมที่เป็นสถาบันสอนโยคะ ณ สถานที่ที่เรียกว่า ภูเขาหนุมาน ที่ซึ่งให้ความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ไร้ซึ่งเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ มีเพียงป่าเขาและธรรมชาติที่โอบล้อม ประสบการณ์อันเงียบสงบนั้นทำให้เธอค้นพบความจริงที่ว่า นับตั้งแต่เราเกิดมา มนุษย์มักใช้ชีวิตโดยปราศจากการเชื่อมโยงกับชีวิตจากภายในของตนเอง

ศิยา ยังค้นพบว่า ประตูสำคัญบานเดียวที่จะเชื่อมโยงเราจากฐานกาย ฐานจิต และฐานพลังงานเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบนั้นก็คือ ลมหายใจ ลมหายใจคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานบนโลกใบนี้ และจะเป็นสิ่งสุดท้ายเช่นกันที่จะเป็นตัวบอกว่าเราจะเดินทางไปอยู่ที่ใดในวาระสุดท้าย ดังนั้น ในทางอายุรเวชแล้ว ธาตุลม จึงถือเป็นธาตุที่มีความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งในร่างกายของมนุษย์

มนุษย์เราแท้จริงแล้วคือพลังงานกลุ่มหนึ่ง ที่ก่อร่างสร้างขึ้นจากองค์ประกอบของธาตุต่างๆ ประกอบด้วย ธาตุดิน 20 ส่วน (อวัยวะภายใน กระดูก ผิวหนัง หัวใจ ม้าม) ธาตุน้ำ 12 ส่วน (เลือด น้ำเหลือง น้ำตา เหงื่อ รวมกันกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย) ธาตุไฟ 4 แบบ (ไฟภายนอก ภายใน อุ่นกาย และไฟย่อยอาหาร) และธาตุลมปราณที่หลากหลาย

เมื่อใดก็ตามที่ธาตุเหล่านี้เกิดความไม่สมดุล มนุษย์มีคุณสมบัติพิเศษซ่อนเร้นอยู่ นั่นคือเซลล์ต่างๆ ที่เกิดใหม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา เราจึงสามารถกลับมาสร้างสมดุลให้กับร่างกายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอก เพียงแค่กลับมาพึ่งพาลมหายใจของตนเอง รับประทานอาหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของปราณ (ผักผลไม้ 7 สี ถั่วหลากสี) ควบคู่กับการฝึกฝนการหายใจที่ลึก ยาว และช้า และมองโลกในแง่บวกด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรัก จะช่วยเติมเต็มและชาร์จพลังงานชีวิตได้อย่างแท้จริง

สิ่งที่สร้างความน่าอัศจรรย์ใจและสอดคล้องกับธีมของงานอย่างลึกซึ้งที่สุด คือ

ความจริงที่ว่า โครงสร้างของมนุษย์กับโครงสร้างของต้นไม้นั้นมีความเหมือนกันอย่างน่าประหลาด ตามหลักเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Geometry) และคัมภีร์ลึกลับคาบาล่า (Kabbalah) ต้นดาหลาและมนุษย์ล้วนมีวัฏจักรโครงสร้างและฤดูกาลที่เป็นของตนเอง เรามีฤดูกาลแห่งการหว่านเมล็ดพันธุ์ มีฤดูของการพรวนดินเพื่อบำรุงรักษา และมีฤดูกาลแห่งการเจริญเติบโตเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเบ่งบานเป็นดอกดาหลาที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ทว่าสิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างเรากับธรรมชาติคือ ต้นไม้นั้นต้องอยู่นิ่ง ๆ อย่างมั่นคง เพื่อรอรับมือกับทุกปรากฏการณ์และทุกฤดูกาลที่พัดพาเข้ามา ในขณะที่มนุษย์เรานั้นมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องเป็นฝ่ายที่หันกลับมาแสวงหาความสงบนิ่งให้กับตนเอง

งานมหัศจรรย์ดาหลาบาน จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายสำคัญที่ช่วยสะท้อนและกระตุกเตือนให้เราทุกคนเดินทางกลับมาสู่บ้านภายในของตนเอง และตระหนักรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องนำชีวิตและความสำเร็จของเราไปเปรียบเทียบกับใครอื่น เพราะแท้จริงแล้ว มนุษย์ทุกคนต่างก็มีฤดูกาลเบ่งบานที่เป็นของตนเอง

การเติบโตของต้นกล้าเล็ก ๆ ท่ามกลางโลกที่ไม่อ่อนโยน

“ชีวิตเล็ก ๆ ที่ยังพยายามเติบโต ในโลกที่ไม่ได้อ่อนโยนกับเรานัก” วรรคทองนี้สะท้อนถึงบทบาทหน้าที่อันหนักอึ้งของคนทำงานชุมชนในยุคนี้ได้อย่างบาดลึกถึงขั้วหัวใจ การสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ปากท้อง หรือสิทธิชุมชน ไม่ได้สามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน และเส้นทางนี้มักจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ทั้งในแง่ของโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อน นโยบายที่ไม่เอื้ออำนวย และความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

แต่เทศกาลมหัศจรรย์ดาหลาบานที่ผ่านพ้นไป ได้ทำหน้าที่เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้เดินทางมารวมตัวกัน และตระหนักถึงพลังแห่งฤดูกาลของตนเอง พวกเขาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่ระดับมหภาคได้

เครือข่ายของคนที่ทำงานด้านชุมชน สิทธิ และสิ่งแวดล้อม ที่ดั้นด้นเดินทางมารวมตัวกันที่บ้านเมล็ดพันธุ์ ได้แสดงให้เห็นถึงพลังของการทำงานในรูปแบบของทีมเวิร์ก การทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยง ที่คอยประคับประคองผู้ที่อ่อนแอกว่า และการทำตัวเป็น ต้นกล้า ที่ถ่อมตนและพร้อมจะเรียนรู้ เติบโต และสานต่องานจากคนรุ่นก่อน ความงดงามของการทำงานร่วมกันนี้ คือ ความหวังเดียวที่จะทำให้ชุมชนยืนหยัดต่อไปได้ในโลกที่ท้าทายใบนี้

บทสรุป: ก่อนที่ดอกไม้ของเราจะร่วงโรย

งาน “เทศกาลมหัศจรรย์ดาหลาบาน ครั้งที่ 4” ได้ปิดฉากลงไปแล้วอย่างสมบูรณ์และงดงาม ดอกดาหลาสีแดงสดที่บานสะพรั่งต้อนรับผู้คนในวันงาน อาจถึงคราวร่วงโรย เหี่ยวเฉา และกลับกลายไปเป็นปุ๋ยดินตามกาลเวลาและกฎแห่งธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ “จิตวิญญาณแห่งดาหลา” หรือSpirit of Dala จะไม่มีวันเหี่ยวเฉาและเลือนหายไปจากพื้นที่ ตราบใดที่คนในชุมชนยังคงตระหนักถึงคุณค่าของรากเหง้า และเรียนรู้ที่จะกลับคืนสู่ความสงบของบ้านภายในตนเอง

ท้ายที่สุดแล้ว เทศกาลแห่งชีวิตในครั้งนี้ ได้ฝากคำถามที่สำคัญที่สุดและดังก้องกังวานไว้ในหัวใจของผู้เข้าร่วมงานทุกคนว่า

อะไรคือความงดงามที่เราอยากจะสลักไว้และส่งต่อ ก่อนที่วันหนึ่ง ดอกไม้ในชีวิตของเราจะร่วงโรยลงไป ?

คำตอบของคำถามนี้ อาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบของวัตถุเงินทองที่มีมูลค่ามหาศาล แต่อาจเป็นเพียงมรดกทางความคิด คือ การส่งต่อ “สำนึกรักบ้านเกิด” อย่างเป็นรูปธรรม

การพยายามรักษาวิถีชีวิตที่เกื้อกูลและเคารพต่อธรรมชาติรอบตัว หรือการร่วมกันสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัยสำหรับอนุชนคนรุ่นต่อไป เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านั้นได้มีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์เพียงพอที่จะหยั่งรากลงไปอย่างมั่นคง มีสายลมหายใจที่สะอาดและสงบ และมีสายฝนแห่งความหวังที่ชุ่มฉ่ำพอที่จะหล่อเลี้ยงให้พวกเขาได้เจริญเติบโตขึ้นเป็น“ดอกดาหลา” ดอกใหม่ ที่พร้อมจะเผชิญหน้าและเบ่งบานในฤดูกาลของตนเอง อย่างสง่างาม ภาคภูมิใจ และเป็นนิรันดร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

‘พวงทอง’ แนะ ท้าทายลอยนวลพ้นผิด 6 ตุลาฯ ด้วยเรื่องเล่า จากพลังของประชาชน

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“จีนเทา” ช่วย “กัมพูชา” ใช้แอนตี้โดรนโจมตีฝ่ายไทย

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คลิปไวรัลอ้าง “ทหารไทยปะทะบังเกอร์กัมพูชา” Thai PBS Verify เช็กแล้ว ที่แท้หนังสั้นโปรโมตแข่งยิงปืน

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ไม่ยุติการชุมนุม ดันเพดาน ยกเลิก EEC (18 ส.ค. 69) | ตรงประเด็น

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...