แพทย์เตือน เด็ก วัยรุ่น ป่วยคางทูมเพิ่ม เช็กอาการ "แก้มบวม ปวดกราม" ใช่ "คางทูม" หรือไม่
ผ่านพ้นช่วงปีใหม่มาได้ไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ต้องจับตาไม่แพ้กันคือสถานการณ์ด้านสุขภาพ หลังมีรายงานพบผู้ป่วย "โรคคางทูม" เพิ่มขึ้น โดยโรคนี้แม้จะคุ้นชื่อกันดีและมักพบในเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันกลับพบผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน
ชวนทุกคนมารู้จักโรคคางทูมให้มากขึ้น ตั้งแต่สาเหตุ อาการที่ควรเฝ้าระวัง ไปจนถึงวิธีป้องกันและดูแลตนเองอย่างถูกต้อง เพื่อรับมือกับโรคติดต่อใกล้ตัว และลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยในช่วงต้นปีนี้
"โรคคางทูม" โรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ
โรคคางทูม (Mumps) เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ที่ติดเชื้อไวรัสจากคนสู่คน โดยสัมผัสละอองน้ำลายของผู้ที่ติดเชื้อได้จากการไอหรือจาม ไวรัสจะเคลื่อนจากระบบทางเดินหายใจไปยังต่อมน้ำลายบริเวณข้างหู เมื่อต่อมนี้เกิดการอักเสบจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและบวมแดง นอกจากนี้ หากไวรัสแพร่กระจายเข้าสู่น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังแล้ว ก็อาจจะแพร่ไปที่อื่นในร่างกายส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ภาวะแทรกซ้อนในระบบสืบพันธุ์
ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล DDS กองระบาดวิทยา ระบุตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-29 ธ.ค. 2568 พบรายงานผู้ป่วยโรคคางทูมจำนวน 1,961 คน คิดเป็นอัตราป่วย 3.21 ต่อประชากรแสนคน โดยไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบอัตราป่วยสูงสุดใน 3 กลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มอายุ 15–19 ปี (คิดเป็นอัตราป่วย 7.55 ต่อประชากรแสนคน) รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 20–29 ปี (6.66) และกลุ่มอายุ 5-9 ปี (6.21)
ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2567–2568 พบว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และตั้งแต่เดือน พ.ย. มีรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนจำนวน 7 เหตุการณ์ โดยพบมากในสถานศึกษา 4 เหตุการณ์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายอื่น เช่น การอยู่ร่วมกัน หรือการทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน
เช็กลิสต์ "คางทูม" อาการ-พื้นที่เสี่ยงสูง
- แพร่กระจายผ่าน ไอ จาม
- อาการส่วนใหญ่ไม่รุนแรง อัตราเสียชีวิตต่ำ
- อาการ แก้มบวม ขากรรไกรโต, ปวดเวลาเคี้ยว/กลืน, มีไข้ ปวดหัว อ่อนเพลีย
- พื้นที่เสี่ยงสูง โรงเรียนประจำ ค่ายทหาร หอพัก
โรคคางทูมจะมีอาการผิดปกติที่สังเกตได้คือ ต่อมน้ำลายบริเวณข้างหูเจ็บและบวมอย่างเห็นได้ชัด และปรากฏอาการเบื้องต้นของโรค ดังนี้ มีไข้สูง (38 องศาเซลเซียส หรืออาจสูงกว่า), ปากแห้ง, เบื่ออาหาร, ปวดศีรษะ, ปวดตามข้อ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 7 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา แม้ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา และพื้นที่ที่มีการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งโรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านน้ำลายและละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย
ลักษณะเด่นคือ ต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มหรือใต้หูบวม และมีอาการเจ็บ โดยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และสมอง/เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับวัคซีนไม่ครบ
การป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) ให้ครบตามเกณฑ์ "เด็ก" ควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม โดย เข็มที่ 1 อายุ 9 เดือน / เข็มที่ 2 อายุ 1 ปี 6 เดือน ตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ส่วน "วัยรุ่นและผู้ใหญ่" ที่ไม่เคยฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีด แนะรับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
แนะนำกลุ่มที่ควรรับวัคซีนคือ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรสาธารณสุข ผู้ทำงานหรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
ทั้งนี้ สามารถเข้ารับวัคซีนที่ โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเวชกรรม สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน (บางแห่งมีบริการฟรีตามสิทธิ) หลังฉีดอาจมีไข้ต่ำ ๆ ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด (หายได้เอง) ข้อควรระวัง สำหรับหญิงตั้งครรภ์ห้ามฉีด (ควรเว้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์) ผู้ที่มีไข้หรือป่วยรุนแรง ควรเลื่อนการฉีดออกไป ประโยชน์ของวัคซีน ป้องกันโรคคางทูมและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ลดการแพร่เชื้อในโรงเรียน ชุมชน และครอบครัว
พร้อมกันนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหากพบว่ามีอาการเข้าข่ายโรคคางทูม ควรรีบพบแพทย์ และแยกตนเองจากผู้อื่นอย่างน้อย 5 วัน หลังเริ่มมีอาการบวม เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน
นพ.หิรัญวุฒิ ย้ำว่า โรคคางทูมยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่จากการประเมินความเสี่ยงในการระบาดเป็นกลุ่มก้อนโรคคางทูมในประเทศไทย พบความเสี่ยงอยู่ระดับปานกลาง (Moderate) ซึ่งจะต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
พร้อมทั้งเฝ้าระวังเชิงรุกติดตามกลุ่มเป้าหมาย และทบทวนประวัติการได้รับวัคซีน MMR ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะวัยรุ่น/วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุประมาณ 15–24 ปี) ที่มีประวัติการรับวัคซีน MMR ไม่ครบถ้วน 2 เข็ม ควรเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์จึงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรค และสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน
สุดท้าย ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง นอกจากไข้หวัดแล้ว ยังต้องระวัง "โรคคางทูม" ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านการ "ไอ จาม"
- เกราะป้องกันที่ดีที่สุด "วัคซีน MMR"
- เด็กเล็ก พ่อแม่เช็กสมุดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์
- วัยรุ่น/ผู้ใหญ่ หากฉีดไม่ครบ หรือจำประวัติไม่ได้ รีบปรึกษาแพทย์
ถ้า "ทรัมป์" ได้ครอบครองน้ำมันเวเนซุเอลา "โลก" จะเผชิญอะไรบ้าง ?
กกต.รู้แหล่งพิมพ์ป้ายปริศนา จ.พิษณุโลก ดูข้อความเข้าข่ายใส่ร้ายหรือไม่
"มูลนิธิกระจกเงา" เผยข้อมูลเด็กหายปี 68 เผยได้รับแจ้งเด็กหายรวม 265 คน