ทำลายป้ายหาเสียง-ตัดต่อ-โพสต์บิดเบือนข้อมูลผู้สมัครเลือกตั้ง ผิดกฎหมายแค่ไหน?
ทำลาย-ดัดแปลงป้ายหาเสียงมีความผิดหรือไม่ ?
ช่วงใกล้วันเลือกตั้ง กระแสในโซเชียลมีเดียเริ่มพบการโพสต์ภาพตัดต่อ การโพสต์สลับเบอร์ผู้สมัคร หรือทำป้ายหาเสียงเลียนแบบ หรือโจมตีพรรคการเมือง รวมไปถึงการดัดแปลงหรือทำลายป้ายหาเสียง จนเกิดคำถามว่า การกระทำลักษณะนี้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่
ทัศไนย ไชยแขวงทนายความ สำนักงานกฎหมาย KSS ให้ข้อมูลกับ Thai PBS Verify ว่าในกรณีการแปะป้ายหรือสติกเกอร์ทับป้ายหาเสียงของผู้อื่น แม้จะไม่ได้ฉีกหรือทำลายป้ายทางกายภาพโดยตรง แต่ป้ายหาเสียงถือเป็นทรัพย์สินของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง การนำสิ่งอื่นมาแปะทับจนทำให้ข้อความที่สื่อสารหาเสียงเดิมถูกบดบัง หรือไม่สามารถใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ได้ ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 โดยไม่คำนึงว่าผู้กระทำจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้สมัครรายอื่น หรือผู้สนับสนุนทางการเมืองก็ตาม
[caption id="attachment_8167" align="aligncenter" width="987"]
ภาพจาก: พรรคเพื่อไทย ระบุผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทยถูกดัดแปลงป้ายหาเสียงโดยการเขียนทับหมายเลขผู้สมัครปลอม[/caption]
อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าว ไม่ใช่ความผิดโดยตรงตามตัวบทกฎหมายเลือกตั้ง และไม่เป็นเหตุให้ถูกลงโทษทางการเมือง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาทุจริต และเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือทีมงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ซึ่งในกรณีเช่นนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจนำพฤติการณ์ดังกล่าวไปใช้ประกอบการสืบสวนหรือไต่สวนคดีเลือกตั้งได้
ด้านรศ.สมชัย ศรีสุทธิยากรอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุกับ Thai PBS Verify ว่า ไม่ว่าจะเป็นการทำลายป้ายหาเสียง การสร้างป้ายปลอม หากทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมมีความผิดตามกฎหมาย
“ถ้าคนทั่วไปทำลายป้ายหาเสียง กรีดป้าย ก็ตีว่าเป็นความผิดทำให้เสียทรัพย์ ฝ่ายที่เป็นเจ้าของดำเนินคดีแจ้งความได้
“แต่หากการกระทำนั้นเกิดจาก ผู้สมัครฝ่ายตรงข้าม แม้กฎหมายเลือกตั้งจะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงอย่างชัดเจน แต่ถือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อคู่แข่ง และอาจถูกนำมาพิจารณาเป็นพฤติการณ์ไม่สุจริตในการเลือกตั้งได้”
และกล่าวว่าโดยปกติป้ายหาเสียง คือ ป้ายที่ได้รับอนุญาตให้ติดตั้งในช่วงการเลือกตั้งตามกฎหมาย จึงสามารถติดตั้งได้ตามพื้นที่ที่กำหนด เช่น ข้างทางหรือจุดที่กฎหมายอนุญาต
แต่หากเป็น ป้ายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ป้ายหาเสียง และมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายคะแนนนิยมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การกระทำดังกล่าวจะเข้าข่าย ติดตั้งป้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ในกรณีนี้ เจ้าของสถานที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเป็นผู้ดำเนินการได้ และหากสืบพบตัวผู้กระทำผิด ก็สามารถเรียกค่าเสียหายหรือฟ้องเรียกค่าใช้จ่าย จากผู้ที่นำป้ายไปติดตั้งได้
[caption id="attachment_8168" align="aligncenter" width="1170"]
ภาพจากเฟซบุ๊ก: ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ - ทนายแจม - Sasinan Thamnithinan[/caption]
ทั้งนี้ การทำลาย หรือปลดป้ายด้วยตนเอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358ฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งก็มีโทษในอัตราเดียวกัน
ดังนั้น หากพบเห็น “ป้ายหาเสียง” ที่ติดตั้งในลักษณะเป็นการกีดขวางทางเท้า หรือติดตั้งอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสม ห้ามทำลาย หรือปลดป้ายหาเสียงด้วยตนเอง เพราะอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา กรุณาแจ้งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ท้องที่ ผ่านทางสายด่วน โทร. 1444 หรือในเขต กทม. ผ่านสายด่วน กรุงเทพมหานคร 1555
กลั่นแกล้งโพสต์หมายเลขพรรค-ข้อมูลผู้สมัครบิดเบือน มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากรกล่าวถึงกรณีสร้างข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดียว่า หากมีการโพสต์กลั่นแกล้งหรือสลับเบอร์ผู้สมัคร อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 (5) และอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งการกระทำลักษณะดังกล่าวถือเป็น การใส่ร้าย ป้ายสี และเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย
หากอ้างอิงจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 73 (5) ระบุห้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ด้วยการใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจไม่ให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
“มาตรา ๗๓ ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใด เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังนี้
ในวรรคที่ (๕) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิด ในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
นอกจากนี้ นายทัศไนย ไชยแขวงยังกล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ ตามหลักการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ยังเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และยังไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการวิจารณ์หรือการแสดงความเห็น แต่จะมีความเสี่ยงทางกฎหมาย หากข้อความนั้นเป็นการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยผู้โพสต์รู้หรือควรรู้ว่าไม่ถูกต้อง และการเผยแพร่ดังกล่าว น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือประชาชน
ในกรณีที่มีการโพสต์ข้อมูลหมายเลขพรรคการเมืองผิดจากความเป็นจริง เช่น ความเป็นจริงพรรคหนึ่งมีหมายเลข 29 อีกพรรคมีหมายเลข 31 แต่กลับมีการโพสต์ว่าเป็นหมายเลขสลับกัน กรณีนี้ถือว่าเป็น “ข้อความอันเป็นเท็จ” เพราะหมายเลขพรรคเป็นข้อมูลสำคัญทางการเลือกตั้งที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี การเป็นข้อความเท็จเพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทันที ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่าผู้โพสต์มีเจตนาหรือไม่ รู้หรือควรรู้ว่าข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ และการโพสต์นั้นมีลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายหรือความสับสนในวงกว้างหรือไม่ หากเป็นกรณีที่รู้ว่าข้อมูลไม่ถูกต้องแล้วไม่แก้ไข มีการโพสต์ซ้ำ หรือทำในลักษณะชี้นำให้ประชาชนสับสน โดยเฉพาะในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14
“ฝากเตือนประชาชน ผู้สนับสนุนทางการเมือง และผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ว่า การแสดงความเห็นทางการเมืองสามารถทำได้ แต่ควรใช้ความระมัดระวัง แยกแยะระหว่าง “ความเห็นส่วนบุคคล” กับ “ข้อกล่าวหาทางกฎหมาย” และไม่ควรเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือไปละเมิดทรัพย์สินและสิทธิของผู้อื่น เพราะอาจนำไปสู่ความรับผิดทางอาญาและกฎหมายอื่นได้ ทั้งนี้ การเลือกตั้งควรเป็นการแข่งขันกันด้วยนโยบายและวิสัยทัศน์” ทัศไนย ไชยแขวง
อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้อง https://www.thaipbs.or.th/news/content/500571
ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์