‘บราสเคม สยาม’ จ่อลงทุน 1.93 หมื่นล้าน ผุด รง.เอทิลีนชีวภาพ ปั้นโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวรับเทรนด์โลก
บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์ครบวงจรเพื่อความยั่งยืน ตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% (เทียบกับปีฐาน 2564) หรือคิดเป็นปริมาณประมาณ 700,000 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2573 และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2593
ปัจจุบัน SCGC มีโครงสร้างธุรกิจโดยรวมทุกผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่มโอเลฟินส์ (Olefins) และไวนิล (Vinyl) กำลังผลิตรวมอยู่ที่ประมาณ 9.8 ล้านตันต่อปี โดยตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Polymer) ที่ปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 จากเป้าหมายในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2 แสนตัน
นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC กล่าวว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายการด้าน ESG และบรรลุเป้าหมาย Net Zero รวมถึงการเพิ่มปริมาณผลิต Green Polymer หนึ่งในโครงการสำคัญเป็นการร่วมทุนกับบริษัท และบราสเคม ผู้นำด้านพลาสติกชีวภาพระดับโลกจากประเทศบราซิล จัดตั้งบริษัท บราสเคม สยาม จำกัด ขึ้นมา เพื่อดำเนินโครงการเอทิลีนชีวภาพ ใช้เอทานอลเป็นวัตถุดิบ ขนาดกำลังผลิต 2 แสนตันต่อปี ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ขึ้นมา
ด้วยเงินลงทุนราว 19,313 ล้านบาท ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอแล้ว และล่าสุดยังได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม. เศรษฐกิจ) ให้เป็นโครงการนำร่องตามมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อปลดล็อกอุปสรรคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่อีกด้วย
ดังนั้น ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาล จะส่งผลให้โครงการนี้สามารถเดินหน้าลงทุนได้อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 คาดว่าบริษัท บราสเคม สยาม จะสามารถสรุปรูปแบบการว่าจ้างผู้รับเหมาออกแบบวิศวกรรม จัดหาเครื่องจักร เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างโรงงาน (Engineering, Procurement and Construction: EPC) และหลังจากนั้นภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จะสามารถอนุมัติการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision–FID) ได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการตอกเสาเข็มอย่างเต็มรูปแบบ หากขั้นตอนต่าง ๆ ลุล่วงตามแผน
ทั้งนี้คาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งถือเป็นโรงงานแห่งแรกนอกประเทศบราซิล และแห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย ด้วยกำลังการผลิตเอทิลีนชีวภาพ 2 แสนตันต่อปี เพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพภายใต้แบรนด์ “I’m green™”
“แบรนด์ I’m green™ เป็นพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน โดยใช้ผลิตผลจากภาคเกษตรแทนฟอสซิล จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดภาวะโลกร้อน สามารถนำไปผลิตสินค้าได้หลากหลายประเภท ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ส่วนบุคคลและอุปกรณ์ดูแลบ้าน ของเล่น เครื่องใช้ในบ้าน ถุงพลาสติก เป็นต้น”
สำหรับโครงการนี้ถือเป็นการขับเคลื่อนเป้าหมายการด้าน ESG ของ SCGC ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ SCGC และนโยบายเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของไทย อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัท บราสเคม ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ได้ 1 ล้านตันภายในปี 2573 โดยโครงการนี้จะใช้เอทานอลที่ผลิตได้จากภาคเกษตรแทนเอทิลีนจากฟอสซิลประมาณปีละ 450 ล้านลิตรหรือราว 1.2 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีบริษัท มิตรผล ไบโอฟูเอล จำกัด (ในเครือกลุ่มมิตรผล) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นผู้จัดหาเอทานอลหลักให้กับโครงการ
โดย SCGC จะนำเอทิลีนชีวภาพที่ผลิตได้ ไปผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพ หรือ Green-PE (Green-olyethylene) ซึ่งมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลบ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิในบรรยากาศได้ถึง 1 ล้านตันต่อปี
อีกทั้ง นำไปรีไซเคิลได้ 100% เช่นเดียวกับพลาสติกทั่วไป สามารถนำไปผลิตบรรจุภัณฑ์และสินค้าในชีวิตประจำวันหลากหลายประเภท จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ และผู้บริโภคที่มองหาโซลูชันเพื่อความยั่งยืน
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าว ยังถือเป็นการปฏิรูปอุตสาหกรรมเอทานอลของไทย จากปัจจุบันเอทานอลส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในภาคพลังงาน เพื่อผสมเป็นนํ้ามันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะทำให้ความต้องการใช้นํ้ามันลดลงในอนาคต การนำเอทานอลไปสู่การเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมูลค่าสูง จึงเป็นทางออกใหม่ (New S-Curve) ให้กับอุตสาหกรรมเอทานอลไทย ช่วยดูดซับกำลังการผลิตส่วนเกินกว่า 1.2 ล้านลิตรต่อวัน และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับพืชผลเกษตรอย่างอ้อยและมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่งด้วย
“โครงการเอทิลีนชีวภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของไทยสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเอเชียและยุโรป ตลอดจนส่งเสริมการส่งออก ช่วยหนุนอุตสาหกรรมเอทานอล และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรไทยอย่างเป็นรูปธรรม”