โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

‘บราสเคม สยาม’ จ่อลงทุน 1.93 หมื่นล้าน ผุด รง.เอทิลีนชีวภาพ ปั้นโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวรับเทรนด์โลก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์ครบวงจรเพื่อความยั่งยืน ตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% (เทียบกับปีฐาน 2564) หรือคิดเป็นปริมาณประมาณ 700,000 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2573 และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2593

ปัจจุบัน SCGC มีโครงสร้างธุรกิจโดยรวมทุกผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่มโอเลฟินส์ (Olefins) และไวนิล (Vinyl) กำลังผลิตรวมอยู่ที่ประมาณ 9.8 ล้านตันต่อปี โดยตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Polymer) ที่ปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 จากเป้าหมายในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2 แสนตัน

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC กล่าวว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายการด้าน ESG และบรรลุเป้าหมาย Net Zero รวมถึงการเพิ่มปริมาณผลิต Green Polymer หนึ่งในโครงการสำคัญเป็นการร่วมทุนกับบริษัท และบราสเคม ผู้นำด้านพลาสติกชีวภาพระดับโลกจากประเทศบราซิล จัดตั้งบริษัท บราสเคม สยาม จำกัด ขึ้นมา เพื่อดำเนินโครงการเอทิลีนชีวภาพ ใช้เอทานอลเป็นวัตถุดิบ ขนาดกำลังผลิต 2 แสนตันต่อปี ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ขึ้นมา

ด้วยเงินลงทุนราว 19,313 ล้านบาท ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอแล้ว และล่าสุดยังได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม. เศรษฐกิจ) ให้เป็นโครงการนำร่องตามมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อปลดล็อกอุปสรรคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่อีกด้วย

ดังนั้น ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาล จะส่งผลให้โครงการนี้สามารถเดินหน้าลงทุนได้อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 คาดว่าบริษัท บราสเคม สยาม จะสามารถสรุปรูปแบบการว่าจ้างผู้รับเหมาออกแบบวิศวกรรม จัดหาเครื่องจักร เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างโรงงาน (Engineering, Procurement and Construction: EPC) และหลังจากนั้นภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จะสามารถอนุมัติการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision–FID) ได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการตอกเสาเข็มอย่างเต็มรูปแบบ หากขั้นตอนต่าง ๆ ลุล่วงตามแผน

ทั้งนี้คาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งถือเป็นโรงงานแห่งแรกนอกประเทศบราซิล และแห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย ด้วยกำลังการผลิตเอทิลีนชีวภาพ 2 แสนตันต่อปี เพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพภายใต้แบรนด์ “I’m green™”

“แบรนด์ I’m green™ เป็นพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน โดยใช้ผลิตผลจากภาคเกษตรแทนฟอสซิล จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดภาวะโลกร้อน สามารถนำไปผลิตสินค้าได้หลากหลายประเภท ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ส่วนบุคคลและอุปกรณ์ดูแลบ้าน ของเล่น เครื่องใช้ในบ้าน ถุงพลาสติก เป็นต้น”

สำหรับโครงการนี้ถือเป็นการขับเคลื่อนเป้าหมายการด้าน ESG ของ SCGC ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ SCGC และนโยบายเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของไทย อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัท บราสเคม ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ได้ 1 ล้านตันภายในปี 2573 โดยโครงการนี้จะใช้เอทานอลที่ผลิตได้จากภาคเกษตรแทนเอทิลีนจากฟอสซิลประมาณปีละ 450 ล้านลิตรหรือราว 1.2 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีบริษัท มิตรผล ไบโอฟูเอล จำกัด (ในเครือกลุ่มมิตรผล) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นผู้จัดหาเอทานอลหลักให้กับโครงการ

โดย SCGC จะนำเอทิลีนชีวภาพที่ผลิตได้ ไปผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพ หรือ Green-PE (Green-olyethylene) ซึ่งมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลบ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิในบรรยากาศได้ถึง 1 ล้านตันต่อปี

อีกทั้ง นำไปรีไซเคิลได้ 100% เช่นเดียวกับพลาสติกทั่วไป สามารถนำไปผลิตบรรจุภัณฑ์และสินค้าในชีวิตประจำวันหลากหลายประเภท จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ และผู้บริโภคที่มองหาโซลูชันเพื่อความยั่งยืน

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าว ยังถือเป็นการปฏิรูปอุตสาหกรรมเอทานอลของไทย จากปัจจุบันเอทานอลส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในภาคพลังงาน เพื่อผสมเป็นนํ้ามันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะทำให้ความต้องการใช้นํ้ามันลดลงในอนาคต การนำเอทานอลไปสู่การเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมูลค่าสูง จึงเป็นทางออกใหม่ (New S-Curve) ให้กับอุตสาหกรรมเอทานอลไทย ช่วยดูดซับกำลังการผลิตส่วนเกินกว่า 1.2 ล้านลิตรต่อวัน และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับพืชผลเกษตรอย่างอ้อยและมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่งด้วย

“โครงการเอทิลีนชีวภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของไทยสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเอเชียและยุโรป ตลอดจนส่งเสริมการส่งออก ช่วยหนุนอุตสาหกรรมเอทานอล และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรไทยอย่างเป็นรูปธรรม”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...