เครือข่ายอากาศสะอาด เปิดข้อเสนอเชิงนโยบาย ส่งตรง ‘ว่าที่รัฐบาล’ แก้ฝุ่น 3 ระยะ
ขอเดินหน้ามาตรการเร่งด่วน ก่อนมี ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ รื้อโครงสร้างรัฐ ตั้งศูนย์กลางข้อมูลสั่งการแบบเอกภาพ ยกระดับ ‘สิทธิในอากาศสะอาด’ เป็นสิทธิมนุษยชน คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ใช้มาตรการจูงใจควบคู่ลงโทษ ยึดหลักผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย ตั้งกองทุนอากาศสะอาดอิสระ เร่งออกกฎหมายลูกให้ใช้ได้จริง
วันนี้ (8 ม.ค. 69) เครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทย เปิดข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย
ระยะที่ 1 มาตรการหรือนโยบายที่ทำระหว่างรอกฎหมายอากาศสะอาดออก
รัฐบาลใหม่สามารถใช้อำนาจบริหารเพื่อรื้อระบบการทำงานเดิมได้ทันที โดยจัดตั้งศูนย์กลางเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ ที่รวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพื่อให้มีข้อมูลชุดเดียวในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา ต้องใช้เทคโนโลยีที่มีเพื่อติดตามพื้นที่การเผาและการตรวจจับความร้อนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ทันที (Real-time)
ด้านการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา ต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและเหมาะสมต่อการจัดการปัญหาระดับพื้นที่ และต้องสอดคล้องกับฤดูฝุ่นและรอบการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ท้องถิ่นและเกษตรกรสามารถจัดการเชื้อเพลิงและรับมือกับปัญหาก่อนเกิดปัญหาไฟป่า รวมไปถึงการใช้นโยบายการต่างประเทศเชิงรุกและการห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากการเผาที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานได้อย่างแท้จริง
ระยะที่ 2 มาตรการที่ต้องมีในกฎหมายอากาศสะอาด
รัฐบาลใหม่ ต้องช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมีกฎหมายอากาศสะอาด โดยกฎหมายต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้
- การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการ ทลายไซโล และกระจายอำนาจอย่างมีส่วนร่วม
ปัญหาเรื้อรังของการจัดการมลพิษทางอากาศของประเทศไทย คือการทำงานแบบแยกส่วน ขาดเอกภาพ และสั่งการจากบนลงล่าง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลชุดใหม่ต้องผลักดันให้กฎหมายมีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง ควรมีคณะกรรมการที่รับผิดชอบใน ระดับนโยบาย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสั่งการ เพื่อกำหนดทิศทางและบูรณาการข้ามกระทรวงไม่ให้เกิดภาวะต่างคนต่างทำ
มีคณะกรรมการ ระดับกำกับดูแล ทำหน้าที่ติดตามหน่วยงานรัฐให้ปฏิบัติตามแผน มีคณะกรรมการเฉพาะด้านทั้ง ด้านวิชาการ เพื่อนำองค์ความรู้ทางวิชาการและวิทยาศาสตร์มาใช้กำหนดมาตรการและเครื่องมือต่าง ๆ ให้มีมาตรฐาน และคณะกรรมการ เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อออกแบบกลไกการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
นอกจากนี้ ต้องมีองค์กรสำนักงาน ที่รับผิดชอบการจัดการปัญหาโดยตรง และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้บทบาท นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งมาจากการเลือกตั้งและยึดโยงกับประชาชนเป็นประธานกรรมการการขับเคลื่อนระดับจังหวัด เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณท้องถิ่นแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีและต่อเนื่อง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่กำกับดูแลในภาพรวม
- ปรับเปลี่ยนมุมมองการจัดการ ให้อยู่บนฐานของ ‘สิทธิในอากาศสะอาด’
กฎหมายต้องเปลี่ยนมุมมองจากการแก้ปัญหาที่มุ่งไปที่มลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดมลพิษ ไปเป็นการจัดการเพื่ออากาศสะอาดในฐานะที่สิทธิในอากาศสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชน ที่มุ่งหมายว่าประชาชนมีสิทธิในอากาศสะอาดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับสิทธิในการมีชีวิต ควบคู่ไปกับสิทธิเชิงกระบวนการที่รับประกันว่าประชาชนมี สิทธิที่จะรู้ ข้อมูลมลพิษ สิทธิมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ และ สิทธิเข้าถึงความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม เพื่อการฟ้องร้องเยียวยา
- ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศมากกว่าคนทั่วไป
กฎหมายต้องออกแบบเพื่อเอื้อต่อกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ รวมถึงคนที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ไรเดอร์ วินมอเตอร์ไซค์ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และกรรมกร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องสัมผัสค่าฝุ่นเกินมาตรฐานสะสมอย่างต่อเนื่องและไม่มีทางเลือกในการหยุดงาน รัฐจึงต้องจัดมาตรการคุ้มครองเป็นพิเศษแก่กลุ่มเปราะบาง เช่น การสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การตรวจสุขภาพเชิงรุก
- ต้องมีมาตรการจูงใจ (Carrot) ที่ควบคู่ไปกับมาตรการลงโทษ (Stick)
กฎหมายต้องไม่เน้นแต่บทลงโทษ เพราะไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ต้องออกแบบกฎหมายที่ผสมผสานเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ทั้งการบังคับและการจูงใจ ยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” อย่างเคร่งครัด ผ่านการเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมอากาศสะอาดจากกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษ กำหนดให้มีค่าเสียหายเชิงลงโทษในคดีแพ่งเพื่อป้องปรามผู้จงใจปล่อยมลพิษ และกำหนดความรับผิดของสถาบันการเงิน ให้ต้องตรวจสอบความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมก่อนปล่อยสินเชื่อ หากเพิกเฉยต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหาย
กฎหมายต้องจัดตั้ง ‘กองทุนอากาศสะอาด’ ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นอิสระจากระบบงบประมาณปกติ โดยแหล่งรายได้ของกองทุนมาจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาดจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ ไม่ใช่มาจากภาษีของประชาชน และต้องเป็นกองทุนที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากกองทุนสิ่งแวดล้อมที่เป็นการจัดการแบบกระจายทรัพยากรไปในทุกด้านของสิ่งแวดล้อม
- การบริหารจัดการอากาศสะอาดโดยมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย
กฎหมายต้องมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยที่แตกต่างจากเครื่องมือในปัจจุบัน เช่น กำหนดให้มีดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ (AQHI) และมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาดเพื่อสวัสดิภาพของสาธารณะระดับพื้นที่ จัดทำระบบฐานข้อมูลอากาศสะอาด ที่เปิดเผยข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษให้ประชาชนตรวจสอบได้แบบ Real-time มีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ผู้ที่มีหน้าที่มีอำนาจประกาศจำแนกพื้นที่คุณภาพอากาศ และประกาศ เขตเฝ้าระวัง และ ประสบปัญหามลพิษ เพื่อสั่งการควบคุมได้ทันที มีกฎหมาย ป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) เพื่อคุ้มครองประชาชนที่แจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนเรื่องมลพิษทางอากาศโดยสุจริต ไม่ให้ถูกกลุ่มทุนฟ้องร้องดำเนินคดีกลั่นแกล้ง
สำหรับการจัดการมลพิษทางอากาศในภาคการเกษตร ควรต้องมองปัญหาให้ครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน
มีระบบห้ามโรงงานรับซื้อผลผลิตจากการเผา และต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้จริง สำคัญที่สุด คือ เราต้องออกแบบนโยบายและกฎหมายที่ไม่ใช่เป็นเพียงการ ฟอกเขียว โดยต้องไม่ตัดทอนกลไกบังคับใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน
ระยะที่ 3 มาตรการหลังกฎหมายอากาศสะอาดมีผลบังคับใช้แล้ว
รัฐบาลต้องเร่งตรากฎหมายลำดับรองภายในกรอบเวลาที่กฎหมายแม่บทกำหนด เพื่อให้มาตรการหลักในกฎหมายแม่บทมีผลปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมจากผู้ก่อมลพิษ การบริหารกองทุนอากาศสะอาด การกำหนดรายละเอียดของดัชนี มาตรฐาน เครื่องมือ และมาตรการต่าง ๆ เร่งการจัดตั้งองค์กรที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อให้มีความคล่องตัวและสามารถแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนได้ รวมทั้งเร่งสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การขับเคลื่อนกฎหมายไม่ถูกล็อก หรือติดขัด