“เดินทางด้วยใจ ฝากไว้ด้วยคุณค่า : รู้จัก 3 โมเดลท่องเที่ยวเปลี่ยนชุมชน”
จากรายงานการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 31,000 คน โดยเว็บไซต์ Booking.com เมื่อปีที่ผ่านมาพบ 71% ของนักท่องเที่ยวระบุว่า “พวกเขาปรารถนาที่จะจากไปโดยทิ้งสถานที่ที่ไปเยือนให้ดีกว่าในยามที่มาถึง” และสำหรับรายงานปีล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็นับเป็นครั้งแรกของการสำรวจ ที่พบนักท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง (53%) ตระหนักถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม โดย 84% เลือกที่จะให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพิ่มขึ้นเท่าตัวนับจากปี 2016 ที่ 42%
ในเรื่องพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจากมุมคนในพื้นที่พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่พวกเขาพบเห็น มักจะเคารพวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น (53%) และยังช่วยสนับสนุนร้านค้าในชุมชน (54%) ด้วย ถึงแม้ยังมีบางเรื่องที่ควรปรับปรุง เช่น ระบบขนส่ง การจัดการขยะ แต่สิ่งนี้ก็สอดคล้องกับแนวคิดของนักเดินทางที่ใส่ใจ เพราะ 73% ระบุว่า อยากให้เงินที่ใช้จ่ายกลับไปช่วยชุมชนท้องถิ่น และ 77% ต้องการประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สะท้อนวัฒนธรรมจริง ๆ ของแต่ละท้องที่
จากข้อมูลเหล่านี้ เมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มตระหนักถึงผลกระทบทางสังคมของการท่องเที่ยว “คิด” จึงอยากชวนผู้อ่านทุกท่านไปสำรวจ 3 โปรเจ็กต์ที่โลกการท่องเที่ยวได้ตอบสนองกลับต่อกระแสความยั่งยืนนี้ โดยช่วยให้นักท่องเที่ยวสร้างผลกระทบเชิงบวกกับคนพื้นที่ให้ได้มากที่สุด และลดผลกระทบด้านลบจากการเดินทางให้น้อยที่สุด
(Valentin Lacoste / Unsplash)
01 Kind Traveler พลังของการเข้าพักที่คืนกำไรให้ชุมชน
“หัวใจที่โหยหาการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ๆ คือหัวใจดวงเดียวกันที่สามารถปกป้องสถานที่เหล่านั้นได้” เจสสิกา บลอตเตอร์ (Jessica Blotter) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Kind Traveler แพลตฟอร์มการจองที่พักและท่องเที่ยวเชิงจริยธรรมแห่งแรกของโลก ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชนท้องถิ่น สังคม และสิ่งแวดล้อม กล่าวว
ปี 2023 Kind Traveler ได้เปิดตัวโครงการ Every Stay Gives Back (ESGB) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน โดยรวบรวมที่พักคุณภาพจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น โรงแรมบูติกแสนมีเสน่ห์ วิลล่าสำหรับพักผ่อน หรือรีสอร์ตหรูระดับไฮเอ็นด์ โดยทุกการเข้าพักกับพันธมิตรที่เข้าร่วมในโครงการ ไม่ว่าจะจองผ่านช่องทางใดหรือรูปแบบใดก็ตาม จะช่วยสนับสนุนเงินทุนให้แก่องค์กรการกุศลในท้องถิ่นซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนนั้น ๆ โดยตรง
ปัจจุบัน โครงการนี้ได้รับเงินบริจาครวมแล้วกว่า 819,978 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนภารกิจขององค์กรในการพัฒนาชุมชนและสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน
“โครงการ Every Stay Gives Back เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนของ Kind Traveler เป็นแนวทางที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับจุดหมายปลายทางและพันธมิตรด้านที่พักในการระดมทุนสนับสนุนองค์กรการกุศลในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังวัดผลได้ มีรายงานตัวชี้วัดผลกระทบเชิงบวก ตลอดจนช่วยส่งเสริมการนำแนวปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบมาใช้จริง” เวสลีย์ เอสปิโนซา (Wesley Espinosa) รักษาการผู้อำนวยการบริหารศูนย์ Center for Responsible Travel (CREST) กล่าวถึงโครงการ ESGB
(ASTRONAUD23 / Unsplash)
02 Regenerative Travel สไตล์การท่องเที่ยวที่ช่วยฟื้นฟูชุมชนไปด้วยกัน
“วิธีเดียวที่จะรักษาโลกของเราให้หายดีได้ คือการพัฒนาความสามารถของเราในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเองและกับชุมชนของเรา” แอนนา พอลล็อก (Anna Pollock) ผู้ก่อตั้ง Conscious Travel เสนอความเห็น
เดวิด เลเวนธัล (David Leventhal) ผู้สนใจในการอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น จับมือกับ อแมนดา โฮ (Amanda Ho) ผู้ก่อตั้งนิตยสารท่องเที่ยวและเอเจนซีด้านครีเอทีฟ ก่อตั้ง Regenerative Travel ขึ้นในฐานะเครือข่ายของโรงแรมอิสระที่มีพันธกิจในการเชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับประสบการณ์ที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมทั่วโลก ด้วยเล็งเห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า
เป้าหมายหลักของ Regenerative Travel คือการส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานอย่างสอดประสานระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ตัวแทนท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้ประกอบการทัวร์ ให้รวมพลังกันภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน นั่นคือเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและฟื้นฟูได้
รูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนก็คือการนำเสนอทริปที่มอบ ‘คุณค่า’ ให้แก่นักท่องเที่ยว “เราไม่ควรหยุดอยู่แค่การทำให้การท่องเที่ยวยั่งยืนเท่านั้น แต่เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความเสียหาย และต้องทำงานในระดับองค์รวม เพื่อเชื่อมโยงผู้คนและโลกให้กลมกลืนกันมากยิ่งขึ้น” เดวิดกล่าว
ดังนั้น Regenerative Travel จึงไม่ได้มีแค่ชุมชนของเครือข่ายอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ยังนำเสนอหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้กลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และเส้นทางการท่องเที่ยวแบบฟื้นฟูอย่างเช่นทริปสำรวจหมู่เกาะกาลาปากอส ที่นอกเหนือจากทิวทัศน์อันงดงามตระการตาแล้ว คุณยังจะได้เรียนรู้ถึงการรักษาป้องกันทรัพยากร และได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าคลาสทำอาหาร งานฝีมือ หรือการทำเกษตรร่วมกับชาวบ้านอีกด้วย
(Rich Smith / Unsplash)
03 Invisible Cities มองเมืองมุมใหม่จากเสียงคนไร้บ้าน
นอกเหนือจากการรวมกลุ่มเครือข่ายและให้ความรู้แล้ว อีกผู้เล่นอย่างบริษัททัวร์ ก็สามารถช่วยเสริมพลังให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมกับประเด็นทางสังคมที่ซับซ้อนในชุมชนที่พวกเขาไปเยือนได้ด้วยเช่นกัน นั่นคือการผลักดันในเรื่องของวัฒนธรรมคู่ขนานไปกับการท่องเที่ยว
Invisible Cities เป็นองค์กรเพื่อสังคมที่ให้การฝึกอบรมแก่ผู้เคยไร้บ้าน เพื่อให้พวกเขาเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวชมเมืองของตนเอง โดยนักท่องเที่ยวจะได้ฟังเรื่องราวที่ไม่เคยเปิดเผยเกี่ยวกับบ้านเกิด ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และวัฒนธรรมจากผู้ที่เคยมีประสบการณ์ตรง
ในแง่หนึ่ง Invisible Cities ได้ช่วยเหลือผู้ที่เคยประสบกับภาวะไร้บ้าน ให้มีค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต รวมถึงการฝึกอบรมและงานรณรงค์ในวงกว้างที่ทีมงานได้ดำเนินการ เช่น การสร้างความมั่นใจ การพูดในที่สาธารณะ การเล่าเรื่องราว และทักษะชีวิตที่มีคุณค่าอื่น ๆ เมื่อคนเหล่านี้ได้เล่าเรื่องราวของตนเอง ย่อมทำให้เส้นทางการนำชมนั้นเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ พร้อมเพรียงไปกับความทรงจำที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน
ต่อมาก็คือ การช่วยลบอคติต่อคนไร้บ้านซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของ Invisible Cities ที่ต้องการท้าทายความเข้าใจผิดนี้ ด้วยการถ่ายทอดประสบการณ์จริง ทัวร์แต่ละเส้นทางจึงเชื้อเชิญให้ผู้คนมองเมืองผ่านมุมมองใหม่ โดยมีผู้นำทางเป็นผู้คนที่มีประสบการณ์ตรงกับพื้นที่นั้น ๆ อย่างแท้จริง
ตัวอย่างเช่น ทัวร์เดินชมเมืองยอร์กที่จะถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของ กาย ฟอร์กส์ (Guy Fawkes) ชาวอังกฤษในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากการพยายามลอบวางระเบิดอาคารรัฐสภาอังกฤษ (Houses of Parliament) ในปี 1605 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันในชื่อว่า Gunpowder Plot หรือ "แผนดินปืน" และหน้าตาของเขาก็กลายมาเป็นที่มาของหน้ากากนิรนามในภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta (2005, James McTeigue) นั่นเอง
ทัวร์นี้นำเสนอเรื่องราวชีวิตของหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองยอร์ก พร้อมกับพาคุณเยี่ยมชมอาคารสวยงามมากมาย รวมถึงโบสถ์ที่กาย ฟอร์กส์ และน้องสาวของเขาเคยเข้าพิธีล้างบาป และยังพาไปยังสถานที่ลับในเมืองที่แม้แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้จัก
และหากอยู่ร่วมทัวร์จนจบ วิคกี้ แมคไฟล์ (Vicki MacPhail) ผู้นำชมจะเปิดเผยเรื่องบังเอิญที่น่าทึ่งระหว่างชีวิตของกาย ฟอร์กส์ กับเส้นทางฟื้นฟูชีวิตของเธอเองในศูนย์พักพิงคนไร้บ้านอีกด้วย
กิจกรรมของ Invisible Cities ไม่ได้หยุดแค่ทัวร์เท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมและแคมเปญสาธารณะที่สร้างสรรค์มากมาย เพื่อเข้าถึงผู้คนในวงกว้างและหลากหลาย ตั้งแต่งานศิลปะ นิทรรศการ ไปจนถึงเวิร์กช็อปในโรงเรียนและการบรรยายในองค์กรธุรกิจ อีกทั้งยังมีการสนับสนุนผู้นำทัวร์เหล่านี้ให้บรรลุฝันตัวเองอีกด้วย อย่างเช่นวิคกี้ ผู้นำทัวร์ชีวิตของกาย ฟอร์กส์ ที่ในปีที่ผ่านมา เธอได้ออกหนังสือของเธอที่เล่าเรื่องราวชีวิตของกาย ฟอร์กส์ ซึ่งซ้อนทับกับชีวิตของเธอในชื่อ Guy Fawkes & Me
ด้วยการนำประเด็นคนไร้บ้านออกจากเงามืดสู่การพูดคุยในที่สาธารณะ ทาง Invisible Cities หวังจะสร้างสังคมที่ไม่เพียงแค่ตระหนักรู้ แต่ยังเปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจและเปิดกว้างมากขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ “การแทนที่การตีตราด้วยความเข้าใจ และแทนที่อคติด้วยความเชื่อมโยงของมนุษย์”
(Finde Zukunft / Unsplash)
ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่สนับสนุนองค์กรการกุศลในท้องถิ่น เส้นทางการท่องเที่ยวที่ช่วยสร้างประสบการณ์ร่วมกันกับคนท้องถิ่นและได้เรียนรู้ถึงการฟื้นฟูธรรมชาติ หรือจะเป็นการสร้างทัวร์ที่ใช้คนที่เคยไร้บ้านมาเป็นผู้นำทัวร์ ล้วนแล้วแต่เป็นภาคปฏิบัติที่ภาคการท่องเที่ยวขานรับกับความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า
อย่างไรก็ตาม วินซี โฮ (Vincie Ho) ผู้อำนวยการบริหารขององค์กร RISE Travel Institute ยอมรับว่า ปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า “ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำยังคงกว้างมาก” เธอกล่าวว่านักท่องเที่ยวควรระมัดระวังต่อการ “ลวงโลกสีเขียว” (Green Washing) และ “การใช้จริยธรรมบังหน้า” (Ethics Washing) ให้มาก
“เราจำเป็นต้องขุดลึกกว่านั้น คิดอย่างมีวิจารณญาณ และไม่หลงเชื่อสิ่งที่บริษัทพูด เพียงเพราะพวกเขาบอกว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง” วินซี โฮ กล่าว
ผลการศึกษาของ Trip.com ในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวเกือบครึ่งยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการ "ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน" ในขณะที่รายงานปี 2025 ของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel & Tourism Council) ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเดินทางอย่างยั่งยืน
สำหรับปัจจัยสุดท้ายเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซาร่าห์ รีด (Sarah Reid) ผู้สื่อข่าวจาก BBC ได้เสนอแนะแนวทางการท่องเที่ยวโดยเริ่มต้นจากการตระหนักว่า การเดินทางอย่างอิสระนั้นเป็น "สิทธิพิเศษ" ที่มีเพียงคนส่วนน้อยในโลกเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เกิดผลดี สิทธิพิเศษนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมได้ เช่น การเลือกกิจกรรมที่ไม่ทำร้ายสัตว์ การตรวจสอบว่ากิจกรรมที่เข้าร่วมไม่เป็นอันตรายต่อเด็กที่เปราะบาง และไม่เอารัดเอาเปรียบวัฒนธรรมหรือชุมชน
ผู้สื่อข่าวจาก BBC สรุปว่า "สิทธิพิเศษ" ไม่ได้มาพร้อมกับอำนาจเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้อื่น
ที่มา : เว็บไซต์ "kindtraveler.com"
เว็บไซต์ "regenerativetravel.com"
เว็บไซต์ "invisible-cities.org"
บทความ “Sustainable Travel: Maximizing Visitors’ Positive Impact on Locals” โดย Paige McClanahan
บทความ “8 ways to travel more sustainably in 2025” โดย Sarah Reid
บทความ “Booking.com's 2025 Research Reveals Growing Traveler Awareness of Tourism Impact on Communities Both at Home and Abroad” จาก Booking.com
รายงาน “Travel & Sustainability Report 2025” จาก Booking.com
รายงาน “Invisible Cities Impact Report 2024” จาก invisible-cities.org