โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

NETBAY สปีดครึ่งปีหลัง ดัน 3 แพลตฟอร์มหลัก ขยายฐานลูกค้า-ร่วมมือปปง. เชื่อมระบบตรวจสอบ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 13.00 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 13.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นางกอบกาญจนา วีระพงษ์ประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) หรือ NETBAY เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในครึ่งหลังปี 2568 บริษัทฯ มุ่งเน้นสร้างความเติมโตอย่างต่อเนื่องกับธุรกิจการให้บริการในรูปแบบ Software as a Service (Saas) พร้อมกับการสร้าง Value ให้แพลตฟอร์มของบริษัทและกลุ่มบริษัทย่อย ภายใต้การนำประสบการณ์ด้าน “RegTech” หรือ “Regulatory Technology” มาประยุกต์ใช้ในการกำกับดูแลควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัท เพื่อช่วยเหลือให้ภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถดำเนินงานและรายงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ตามที่หน่วยงานที่กำกับดูแลกำหนด เช่น อุตสาหกรรมการเงิน, Logstics, ธนาคาร เป็นต้น โดยสามารถเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการดำเนินงานด้านการกำกับดูแล (Compliance) ที่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว แม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของหน่วยงานผู้กำกับดูแลได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยปัจจุบัน NETBAY เดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยการสร้าง Value ใหม่ๆ บนแพลตฟอร์ม เพื่อขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วยการให้บริการ 3 แพลตฟอร์มหลัก คือ

1) ShippingNet Pluz แพลตฟอร์มให้บริการจัดทำ นำส่งใบขนสินค้านำเข้า-ส่งออก ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยาวนานสำหรับกลุ่มลูกค้าโลจิสติกส์ โดยได้ Add Value และเปิดตัว Feature ใหม่โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการทำงานให้ลูกค้าที่ใช้บริการได้รับความสะดวก ลดระยะเวลา เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากยิ่งขึ้น

2) AiBox เป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาต่อยอดจาก iBox เดิมเพื่อยกระดับให้เป็น “The Trusted Digital Transformation Platform” ที่สมบูรณ์แบบ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

3) CHECK+ แพลตฟอร์มที่เน้นการให้บริการกลุ่มงานด้านการกำกับดูแล (Compliance) อย่างครบวงจร อาทิ ตรวจสอบตัวตน บันทึกข้อมูลการทำธุรกรรม และนำส่งรายงานการทำธุรกรรมให้กับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อช่วยยกระดับให้ภาคธุรกิจสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของหน่วยงาน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในภาคธุรกิจได้

“นอกจากนี้ บริษัท เคลาด์ ครีเอชั่น จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทย่อย ของ NETBAY ได้มีการลงนามใน NDA ทั้ง 2 ฉบับกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อครอบคลุมบริการเชื่อมต่อระบบตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงด้านการฟอกเงินและรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด และได้รับอนุญาตเชื่อมต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการรายงานธุรกรรมในฐานะผู้ให้บริการตัวกลาง” นางกอบกาญจนา กล่าวเพิ่มเติม

นางกอบกาญจนา กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ก็ยังคงเติบโตทั้งมุมรายได้และความสามารถในการขยายฐานลูกค้าในบริการเดิมและบริการใหม่ของบริษัท โดยมีการนำเทคโนโลยี เช่น AI หรืออื่นๆ เข้ามา Add Value เพื่อขยายบริการของบริษัทได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง และสามารถให้บริการได้ครอบคลุมมากกว่าเดิม บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ การให้บริการ AiBox กับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ Retail และ Nano Leasing, การให้บริการ CHECK+ กับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 13 (สหกรณ์) และมาตรา 16 (ร้านทอง อัญมณี, เต้นท์รถมือสอง, ผู้ค้าของเก่า เป็นต้น), การให้บริการ ShippingNet Pluz บนกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการทำธุรกิจมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐอีกหลายโครงการ รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ และพันธมิตรทางเทคโนโลยีเพื่อมาช่วยกันต่อยอดธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้นซึ่งนอกจากลูกค้าเอกชนแล้ว บริษัทยังมีความสามารถในการพัฒนาแพลตฟอร์มให้กับหน่วยงานรัฐบาลต่างๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามที่กฎหมายของหน่วยงานนั้นนั้นกำหนด

นางกอบกาญจนา กล่าวต่อว่า บริษัทเดินหน้าแผนกลยุทธ์ระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตบนรายได้ประจำ (Recurring Revenue) เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 80-90% ของรายได้รวมทั้งหมด โดยรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากโมเดลธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่บริษัทพัฒนาและให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่รายได้ที่เหลืออีก 10-20% จะมาจากการดำเนินโครงการ (Project-based Revenue) ที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรในโครงการต่าง ๆ

ทั้งนี้ รูปแบบรายได้ของบริษัทจะประกอบด้วยทั้งรายได้ประจำและรายได้แบบครั้งเดียว ซึ่งในบางกรณีบริษัทสามารถสร้างรายได้ทั้งสองรูปแบบจากโครงการเดียวกัน โดยมีรายได้ประจำจากการใช้งานแพลตฟอร์มควบคู่กับรายได้จากการให้บริการหรือพัฒนาโซลูชันเฉพาะทางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับลูกค้า

ส่วนเทคโนโลยี AI บริษัทเน็ตเบสยังคงมุ่งเน้นการนำดิจิทัลมาแก้โจทย์ทางธุรกิจอย่างครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ business journey การออกแบบกระบวนการ (process design) และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตัวอย่างหนึ่งคือการใช้งาน Document AI ซึ่งช่วยจัดกลุ่มและจัดเก็บข้อมูลเอกสารอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI Box ของเน็ตเบสยังถูกนำไปใช้จริงในหลายกลุ่มธุรกิจ หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรม Nano Finance ซึ่งครอบคลุมธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การให้บริการผ่อนชำระโทรศัพท์มือถือ หรือสินเชื่อบุคคล โดยเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดขั้นตอนการยืนยันตัวตน ตรวจสอบเอกสาร และอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็วขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ บริษัท Gentle Woman ซึ่งได้เริ่มใช้งานแพลตฟอร์ม AI Box เพื่อเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และสามารถสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ทั้งนี้ บริษัทย้ำว่า บริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-15% ในช่วงที่ผ่านมา และยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้า พร้อมเพิ่มปริมาณการใช้งานแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนถึงศักยภาพในการเติบโตของบริษัทในระยะยาว” นางกอบกาญจนา กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...