โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำเค็มรุกแม่กลองกระทบพืช GI เสริม DATA สู่การจัดการน้ำไร้รอยต่อ

Thai PBS

อัพเดต 7 กันยายน 2569 เวลา 22.20 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

สมุทรสงครามเผชิญปัญหาน้ำเค็มรุกต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านและผลผลิตทางการการเกษตร โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขมาจากการขาด ‘ข้อมูล’ จนทำให้ไม่สามารถจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลายเป็นโจทย์ที่นักวิจัยคิดหาแนวทางรับมือพร้อมติดตั้งเครื่องมือเสริมจุดตรวจวัดน้ำ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และหาทางแก้ไขปัญหาน้ำเค็มรุก ปกป้องพืชผลทางการเกษตรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 820 ล้านบาท ด้วยจุดเด่นที่สำคัญคือการพัฒนาความร่วมมือเชื่อมโยงแผนท้องถิ่นสู่แผนจังหวัด

ภาคเกษตรเมืองแม่กลองเติบโต

แม้ว่า จ.สมุทรสงคราม จะมีประชากรน้อยที่สุดของประเทศ แต่กลับสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในจังหวัด (GPP) ปี 2567 ได้ถึง 28,567 ล้านบาท และมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อประชากร (GPP per Capita) อยู่ที่ 164,070 บาท สูงเป็นอันดับ 3 ของภาคตะวันตก และเป็นอันดับที่ 26 ของประเทศ โดยมาจากภาคบริการ 16,510 ล้านบาท (58%) ภาคอุตสาหกรรม 6,224 ล้านบาท (22%) และภาคเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง 5,833 ล้านบาท (20%)

นอกจากภาคบริการที่เติบโตอย่างมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ภาคเกษตรกรรมก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2560 ที่โตขึ้นเป็น 2 เท่าจากปีก่อนหน้า และยังเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจำนวนพื้นที่ทางการเกษตรจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม สะท้อนถึงมูลค่าของสินค้าเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากประสิทธิภาพการผลิตที่ให้ปริมาณมากขึ้นและคุณภาพดีขึ้น การต่อยอดผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่า และการส่งเสริมสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดหลายชนิด จนทำให้สมุทรสงครามเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีของดีขึ้นชื่อเป็นที่รู้จักทั่วไทย

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) จ.สมุทรสงคราม ปี 2538 - 2567

การส่งเสริมที่สำคัญคือการผลักดันการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่ปัจจุบันมีสินค้าได้ GI แล้ว 6 รายการ ได้แก่ ลิ้นจี่ค่อม ส้มโอขาวใหญ่ พริกบางช้าง ปลาทูแม่กลอง เกลือสมุทร และน้ำตาลมะพร้าวเป็นรายการล่าสุดที่ขึ้นแท่นในปี 2569 นี้ และยังเป็นแหล่งมะพร้าวที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวแก่ทำกะทิ

แต่เกษตรกรสมุทรสงครามกำลังเผชิญความท้าทาย จากความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ส่งผลต่อรายได้และวิถีชีวิตที่ดำรงมานาน

น้ำเค็มรุกรุนแรงขึ้น กระทบพืชเศรษฐกิจ

จ.สมุทรสงคราม มีพื้นที่ชายทะเลยาว 23 กิโลเมตร พื้นที่เกือบทั้งหมดของจังหวัดเป็นที่ราบชายฝั่ง มีแม่น้ำแม่กลองเป็นแม่น้ำสายสำคัญ ไหลผ่านทุกอำเภอของสมุทรสงคราม กำเนิดคลองที่แยกจากแม่กลอง 335 คลอง และลำประโดงหรือคลองขนาดเล็กที่อยู่ในสวนอีก 1,947 ลำประโดง เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย แหล่งน้ำธรรมชาติส่วนใหญ่จึงรับน้ำมาจากแม่น้ำสายนี้

แต่ละวันจะมีน้ำขึ้นน้ำลงที่อ่าวไทย เกิดเป็นน้ำทะเลหนุนรุกเข้าแม่น้ำแม่กลองและคูคลองต่าง ๆ และรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูแล้งที่ฝนน้อย น้ำจืดน้อย ทำให้ต้องเฝ้าระวังค่าความเค็มในน้ำเพื่อการเกษตรอยู่ที่ไม่เกิน 2 กรัม/ลิตร

เมื่อย้อนดูข้อมูลตรวจวัด 4 จุดของกรมชลประทาน พบว่า น้ำเค็มเริ่มรุกตั้งแต่พฤศจิกายนไปจนถึงเมษายนของปีถัดไป ช่วงเวลารุนแรงที่สุดคือเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการออกดอกของส้มโอและลิ้นจี่ ความเค็มที่เกิดขึ้นจึงส่งผลกระทบทำให้ดอกร่วง ติดผลได้ยาก หรือผลผลิตมีขนาดเล็ก มะพร้าวน้ำหอมไม่ได้คุณภาพ ขณะที่หลายครั้งพบว่าค่าความเค็มในน้ำพุ่งขึ้นสูงมากกว่าค่าเฉลี่ยความเค็มของน้ำทะเล 35 กรัม/ลิตร ในบริเวณจุดตรวจวัด อ.เมืองสมุทรสงคราม

น้ำเค็มยังรุกไปไกลถึง อ.อัมพวา และ อ.บางคนที ที่มีสวนหนาแน่นมากขึ้น จากข้อมูลระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri Map Online) กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้ให้เห็นว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่ของจังหวัดยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกไม้ผล 101,074 ไร่ คิดเป็น 39% ของพื้นที่

ส่วนการผลิตน้ำประปาที่ อ.บางคนที มีการเฝ้าระวังความเค็มเมื่อแตะ 0.25 กรัม/ลิตร และจะห้ามสูบน้ำดิบเข้าระบบผลิตประปาเมื่อเกิน 0.50 กรัม/ลิตร

ค่าความเค็มในแม่น้ำแม่กลองจากจุดตรวจวัดของกรมชลประทาน ปี 2566 - 2568

แม้ว่าเกษตรกรสมุทรสงครามจะมีวิถีทำการเกษตรให้สอดคล้องกับน้ำมาช้านาน โดยคนพื้นที่เขตน้ำเค็มจะทำการประมง เลี้ยงกุ้ง หรือทำนาเกลือ ส่วนเขตน้ำกร่อยจะปลูกพืชที่ทนความเค็มได้ดี และเขตน้ำจืดปลูกไม้ผลและพืชผักอื่น ๆ แต่ความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้น้ำเค็มยิ่งเค็มมากขึ้นและรุกเข้าไปไกลมากขึ้น จนในวันนี้พืชสวนที่เคยทนได้ก็ไม่อาจสู้ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะลิ้นจี่ที่ให้ผลผลิตไม่ได้สม่ำเสมอ จากที่บางปีเคยได้ 3,000 – 4,000 ตัน ก็เหลือเพียง 200 ตันบ้าง หรือไม่มีผลผลิตเลยอย่างในปี 2567 ตามข้อมูลสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงครามในรายงานสถิติจังหวัดสมุทรสงคราม

เสริมระบบป้องกันน้ำเค็ม ชาวสวนเข้าถึงข้อมูล – วางแผนรับมือได้

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ (Area Base) เป็นพื้นที่น้ำเค็มรุกในสมุทรสงคราม 60,296 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 17 ตำบล 3 อำเภอ

การป้องกันน้ำเค็มรุกที่ผ่านมา อาศัยการปล่อยน้ำจาก 2 เขื่อนใหญ่ คึอเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ลงมาผลักดันน้ำเค็มออกไป และมีการสร้างคันป้องกันน้ำเค็มทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำแม่กลอง ควบคุมการกั้นน้ำจืดน้ำเค็มด้วยประตูระบายน้ำ

การระบายน้ำเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้ระบายน้ำจากเขื่อนแม่กลองผ่านประตูระบายน้ำท้ายเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแม่กลอง รวมกันอย่างน้อย 70 ลบ.ม./วินาที และเพิ่มเป็น 120 ลบ.ม./วินาที ในช่วงฤดูแล้ง (มกราคม – มิถุนายน) เพื่อควบคุมความเค็มบริเวณปากคลองดําเนินสะดวกให้อยู่ในเกณฑ์ 2 กรัม/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำเค็มรุกยังคงส่งกระทบอย่างมาก และพบปัญหาความไม่ชัดเจนในการบริหารจัดการน้ำ จนเกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและหน่วยงานภาครัฐซ้ำเติมความตึงเครียดของสถานการณ์

ทีมนักวิจัยโครงการขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำขององค์กรผู้ใช้น้ำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับแผนการจัดการน้ำระดับจังหวัด โดย ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ และคณะ หนึ่งในโครงการวิจัยของ “แผนงานน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่มองถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างมีเอกภาพและการสร้างรายได้ไปพร้อมกัน

ได้เข้ามาเสริมความสมบูรณ์ของชุดข้อมูล ด้วยการพัฒนาและติดตั้งเครื่องตรวจวัดความเค็มโซลาร์เซลล์และระบบวัดน้ำฝนเพิ่มอีก 13 จุด ใน 5 ตำบล 3 อำเภอของสมุทรสงคราม ได้แก่ ต.แหลมใหญ่ อ.เมืองสมุทรสงคราม, ต.ปลายโพงพาง ต.บางช้าง ต.บางนางลี่ อ.อัมพวา, ต.ดอนมะโนรา อ.บางคนที เนื่องจากเครื่องตรวจวัดค่าความเค็ม 4 เครื่องของกรมชลประทานติดตั้งตรวจวัดในแม่น้ำสายหลักเท่านั้น ทำให้อาจขาดข้อมูลค่าความเค็มในคลองย่อยที่ไหลเข้าพื้นที่เกษตรกรรม

ข้อมูลแบบเรียลไทม์จะถูกคำนวณแล้วส่งเข้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ให้เกษตรกรสามารถเช็กได้ด้วยตนเองว่าน้ำมีความเค็มมากแค่ไหนเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจในการเตรียมรับมือต่อไปได้ ด้วยการปิดประตูน้ำเข้าสวนและกักเก็บจืดไว้

ขณะเดียวกันยังสื่อสารไปที่ฝ่ายจัดสรรน้ำเพื่อให้มีการควบคุมและจัดสรรน้ำจืดมาพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างเหมาะสมมากขึ้น สอดคล้องกับการขึ้นลงของน้ำทะเลในแต่ละวัน

จุดติดตั้งเครื่องวัดความเค็มใน จ.สมุทรสงคราม ของกรมชลประทานและของโครงการวิจัยแผนงานน้ำมั่นคง

เว็บไซต์ดังกล่าวยังเป็นระบบฐานข้อมูลน้ำระดับตําบลแบบมีส่วนร่วม ที่มีการสํารวจและจัดเก็บข้อมูลแหล่งน้ำ ความต้องการใช้น้ำ ผังน้ำชุมชน เพื่อสนับสนุนการวางแผนจัดการน้ำและจัดทำแผนน้ำชุมชนโดยชาวบ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาท้องถิ่นได้

สู้น้ำเค็มรุก ตำบลเดียวสร้างเศรษฐกิจ 820 ล้านบาท

เมื่อเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลและวางแผนบริหารจัดการได้จนมีการผลิตที่มั่นคงมากขึ้น ก็ช่วยลดความสูญเสียและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อย อย่างที่ ต.ปลายโพงพาง อ.อัมพวา เครื่องวัดค่าความเค็มและระบบวัดปริมาณน้ำฝนช่วยสนับสนุนเกษตรกรราว 800 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 6,000 ไร่ ป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 800 ล้านบาท จากผลผลิตส้มโอและมะพร้าว

มูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลผลิตทางการเกษตรหลังดำเนินการป้องกันน้ำเค็มรุก

จากความสำเร็จนี้ ก้าวต่อไปในปี 2570 ทีมนักวิจัยเตรียมยกระดับการป้องกันน้ำเค็มรุกให้สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ด้วยการนำปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกับระบบการจำลองแบบอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้งเครื่องวัดลมทะเลบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองหลังพบว่ามีผลต่อการยกตัวของน้ำ เพื่อเพิ่มชุดข้อมูลปัจจัยน้ำเค็มรุกอีกชุดหนึ่งให้การพยากรณ์แม่นยำมากยิ่งขึ้น

แต่แค่การบริหารจัดการตนเองของเกษตรกรคงยังไม่พอ เมื่อหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องเชื่อมโยงกับแผนในทุกระดับ

คาดการณ์ 20 ปี ลุ่มน้ำแม่กลองขาดน้ำหนัก เร่งจัดการน้ำทั้งระบบ

สถานการณ์น้ำเค็มรุกกำลังถูกซ้ำเติมจากการขาดสมดุลน้ำของลุ่มน้ำแม่กลอง เมื่อปริมาณการส่งน้ำสู่คลองไม่เพียงพอ ปัญหาอาจรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ในทางกลับกันหากน้ำเค็มเข้ามามากเกินไปก็ส่งผลต่อการใช้น้ำและเสียสมดุลน้ำเช่นกัน

จากการศึกษาสถานการณ์สมดุลน้ำของลุ่มน้ำแม่กลอง 7 กรณี ครอบคลุมทั้งสภาพปัจจุบัน (ปี 2564) และอีก 20 ปีข้างหน้า (ปี 2584) ทั้งในปีน้ำปกติ ปีน้ำมาก และปีน้ำน้อย มีการคาดการณ์ว่าในอนาคต ช่วง 3 เดือนที่มีน้ำเค็มรุกเข้ามาในพื้นที่ (กุมภาพันธ์ – เมษายน) ลุ่มน้ำแม่กลองจะมีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น 12 – 29% แต่จะขาดแคลนน้ำเพิ่ม 172 – 547%

การศึกษาสถานการณ์สมดุลน้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง 7 กรณีในอนาคต 20 ปี

โดยสภาพปัจจุบัน (ปี 2564) พบว่า มีปริมาณความต้องการใช้น้ำรวม 7,271.47 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณการขาดแคลนน้ำ 101.31 ล้าน ลบ.ม. ประกอบด้วย ฤดูฝน 8.50 ล้าน ลบ.ม. และ ฤดูแล้ง 92.82 ล้าน ลบ.ม. และมีจํานวนปีที่ขาดแคลนน้ำ 3 ปี

สภาพอนาคต (ปี 2584) ช่วงน้ำเค็มรุก มีปริมาณความต้องการใช้น้ำรวม 8,131.48 – 9,371.23 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณการขาดแคลนน้ำ 275.24 – 654.93 ล้าน ลบ.ม. และมีจำนวนปีที่ขาดแคลนน้ำ 5 – 9 ปี ขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาและการใช้ประโยชน์ที่ดิน

การศึกษาชี้ชัดว่าสถานการณ์สมดุลน้ำของลุ่มน้ำแม่กลอง มีความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนน้ำมากขึ้นในอนาคต ขณะที่การผลักดันน้ำเค็มต้องอาศัยการไหลของน้ำเป็นระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบจึงต้องเกิดขึ้นให้ได้

ที่ผ่านมามีการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างเกษตรกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ในการเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนการบริหารจัดการน้ำจนมีการรับฟังเกิดขึ้น นักวิจัยแผนงานน้ำมั่นคงฯ เร่งผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงแผนการจัดการน้ำระดับจังหวัดและลุ่มน้ำต่อไป ด้วยข้อตกลงผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำแม่กลองที่คาดว่าจะมีการพูดคุยกันในเดือนกันยายนนี้

สำหรับการแก้ปัญหาน้ำเค็มรุก หากเป็นปีน้ำมากที่น้ำกักเก็บในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณ 7,000 – 8,000 ล้าน ลบ.ม. เสนอให้มีการปล่อยน้ำในช่วงแล้งวันละ 100 ลบ.ม./วินาที และช่วงน้ำทะเลหนุนสูงราวเดือนละ 1 สัปดาห์ ก็อาจเพิ่มการปล่อยน้ำเป็น 120 – 150 ลบ.ม./วินาที

สำหรับปีน้ำน้อยที่น้ำกักเก็บใน 2 เขื่อนใหญ่มี 5,000 – 6,000 ล้าน ลบ.ม. การปล่อยน้ำจะปรับเปลี่ยนเป็น 70 – 80 ลบ.ม./วินาที ช่วงน้ำทะเลหนุนเพิ่มเป็น 100 – 120 ลบ.ม./วินาที ส่วนสภาวะพิเศษที่ลมทะเลรุนแรงจากพายุมรสุม น้ำทะเลดันเข้าแม่น้ำมากขึ้นกว่าปกติ ก็ให้มีการปล่อยน้ำมากขึ้นล่วงหน้า 2 – 3 วัน

ความไม่มั่นคงทางน้ำนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ไม่แน่นอนของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม จนหลายคนอาจติดอยู่ในความยากจนยาวนาน การจัดการทรัพยากรน้ำในจังหวัดที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจ จะต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รวดเร็วอีกด้วย เป็นเป้าหมายใหญ่ที่จะลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้น้ำอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

สบส.สอบเหตุ "อินฟลูฯ อังกฤษ" เสียชีวิตหลังฉีดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผลตรวจเบื้องต้น "ฐานเจ้าป่าแคมป์" อยู่ในเขต ส.ป.ก.

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...