โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Sienna Spiro ศิลปินผู้เขียนเพลงจากการรู้สึกเป็นคนนอกและผู้ถูกปฏิเสธในความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้หมายถึงการยอมพ่ายแพ้

Mirror Thailand

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บทเพลง Die on This Hill ส่งให้ชื่อของ Sienna Spiro ทะยานขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตเพลงหลายๆ ประเทศ กับดนตรีบัลลาดและเนื้อหาแสนเศร้า หากแต่มันก็เป็นความเศร้าที่หยิ่งทะนง เรื่องราวของคนซึ่งยอมรับความเจ็บปวดของการไม่ได้ถูกรักอย่างลึกซึ้ง เป็นคนพ่ายแพ้ในความสัมพันธ์ที่ยืนหยัดเผชิญหน้ารับความรู้สึกนั้นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพลง Die on This Hill แตะถึงหัวจิตหัวใจคนหลายคน

เธอเขียนเพลงนี้หลังจากเรียนเล่นเปียโนจากเพลง Bohemian Rhapsody ของวง Queen เธอเล่าว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น จังหวะของเพลงเร็วกว่านี้ ใช้เครื่องดนตรีเล่าเรื่องหลายชิ้นกว่านี้ ก่อนที่จะค่อยๆ ดัดเปลี่ยน ปรุงให้ดนตรีเรียบง่ายขึ้นจนกลายเป็นบัลลาดเศร้า เพื่อรับกับเนื้อเพลงซึ่งเธอบอกว่า "ฉันไม่ได้เขียนเพลงนี้ขึ้นมาจากเรื่องราวไหนเป็นพิเศษ แต่เจ้าความดื้อดึง ยืนหยัดจะอยู่ในชีวิตของคนซึ่งไม่เห็นความสำคัญของฉันแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่อยู่กับฉันมาตลอดเลย"

Sienna เป็นนักดนตรีชาวอังกฤษ เธอสนใจดนตรีมาตั้งแต่สิบขวบและหลงใหลบทเพลงเก่าๆ ของ Etta James นักร้องเพลงบลูส์และโซลชาวอเมริกัน และ Frank Sinatra นักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ซึ่งส่งอิทธิพลต่อรูปแบบการขับร้องและการทำเพลงของเธอมหาศาล

"วิธีที่ฉันขับร้องคือวิธีที่ฉันใช้แสดงความเคารพต่อนักร้องรุ่นก่อนหน้าที่ส่งอิทธิพลต่อฉัน เพราะฉันเรียนวิธีร้องเพลงมาจากพวกเขาทั้งนั้น" เธอบอก "จำได้ว่า แฟรงค์ ซินาตราเคยพูดไว้ว่า 'สำหรับผม นักร้องคือคนที่ถ่ายทอดเรื่องราว' และฉันเก็บสิ่งนี้ไว้ในใจเสมอทุกครั้งที่ร้องเพลง"

ในช่วงแรก Sienna ร้องเพลงของศิลปินคนอื่นๆ ลง TikTok และโซเชียลมีเดียส่วนตัว รวมทั้งปล่อยเพลงที่เขียนเองกลางปี 2024 ตามด้วย Sink Now, Swim Later (2025) อัลบั้ม EP ซึ่งธีมหลักของอัลบั้มนั้น ว่าด้วยความรู้สึกของการเป็นคนนอกที่เธอเล่าว่า เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกเรื่อยมา "ฉันว่าทุกเพลงมันมาจากความรู้สึกของการเป็นคนนอกแหละ" เธอบอก "ทั้งการอยากได้รับการยอมรับ อยากเป็นที่ปรารถนา ความรู้สึกกดดันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้อยู่ในกลุ่ม หรือแม้แต่การหลบหนีโลกความจริงไปอยู่ในความเพ้อฝันแฟนตาซีก็ตาม"

ที่ทำให้ Sienna เป็นที่รู้จักในวงกว้างคืออัลบั้มแรกของเธออย่าง Visitor (2025) และซิงเกิล Die on This Hill ที่ได้รับเสียงวิจารณ์แง่บวกถล่มทลาย ขณะที่อีกหลายคนก็มองว่า มันเป็นหนึ่งในบทเพลงที่ถ่ายทอดความเศร้าที่ไม่อ้อนวอน และในทางกลับกัน ก็เป็นความเศร้าที่แสนจะเข้มแข็งและมีหัวใจ

"ฉันเป็นคนรั้นและหัวแข็งมากเลยล่ะ" เธอให้สัมภาษณ์ "ถ้าฉันอยากลงมือทำอะไรสักอย่าง ฉันจะพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้อย่างสุดความสามารถ"

"ฉันคิดว่าเพลงนี้มันเล่าเรื่องของความดื้อดึง ความเอาใจใส่ต่อกัน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าคนไม่ค่อยพูดถึงกันเท่าไหร่แล้ว" เธอบอก "ตอนนี้มันเหมือนทุกคนไม่อยากแยแสอะไร อยากแสดงออกว่าไม่รู้สึกรู้สาและเมินเฉยต่อทุกสิ่ง ไม่แยแสอะไรเพื่อจะได้ดูเจ๋ง และฉันคิดว่าหลายๆ คนก็ไม่ได้ชอบสิ่งนี้เท่าไหร่นะ" และเธอเล่าว่า นั่นเป็นที่มาของท่อนสำคัญในเพลงอย่าง "I wish something mattered to you" (หรือ ฉันหวังว่าจะมีสิ่งที่สลักสำคัญต่อคุณจริงๆ นะ")

Die on This Hill และอัลบั้ม Visitor ส่งให้เธอเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และนอกเหนือจากบทเพลงกับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Sienna ถูกพูดถึงไม่แพ้กันคือ สไตล์การแต่งตัวจากยุค 60s อันโดดเด่น ที่ทั้งเข้ากับเพลงที่เธอเขียน และเข้ากับตัวตนของเธอด้วย "ฉันโตมากับความไม่มั่นใจสุดๆ สมัยยังเด็กก็หนักกว่าเพื่อนที่อายุเท่ากันและหนักกว่าคนในครอบครัวด้วยซ้ำ" เธอบอก "เพราะงั้นเลยไม่เคยมั่นใจเวลาแต่งตัวสักที

"แต่ว่าพ่อมักเปิดเพลงและหนังที่มีผู้หญิงเจ๋งๆ อย่าง บาร์บรา สไตรแซนด์ (Barbra Streisand) กับ เอวา การ์ดเนอร์ (Ava Gardner) ตอนปล่อยเพลง ฉันก็ไม่อยากให้ใครเห็นรูปร่าง เลยใส่เสื้อตัวโคร่งๆ ตลอดเวลาเพื่อคนจะได้ไม่ต้องมาแสดงความเห็นกับเนื้อตัวฉัน และนั่นแหละ มันก็ค่อยๆ กลายเป็นสไตล์การแต่งตัวไปเอง"

การทำอัลบั้มแรกและการออกทัวร์ ทำให้ Sienna เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีเต็มตัว และนี่เองที่ทำให้เธอได้เห็นว่า วงการเพลงก็ยังมีเหลี่ยมมุมดำมืดอยู่ไม่น้อย "เท่าที่ฉันเจอมากับตัว วงการนี้ดูปฏิบัติต่อศิลปินหญิงดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยล่ะ แต่ที่น่าตกใจคือวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้หญิงที่ทำงานเบื้องหลังหรือไม่ได้อยู่หน้ากล้องนี่สิ"เธอบอก "ผู้จัดการฉันเป็นผู้หญิง และฉันต้องการให้เธอได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับฉันซึ่งขึ้นเวทีไปร้องเพลงทุกประการ เธอสมควรได้รับเสียงชื่นชมเพราะงานที่เธอทำอย่างเท่ากันกับงานอื่นๆ นะ"

เธอยังมองว่า ความสำเร็จไม่ได้ทำให้เธอเปลี่ยนไปจากเด็กสาวที่ร้องเพลงลง TikTok ในอดีต "ฉันก็แค่คนอายุ 20 บางวันก็ตื่นมาพร้อมอาการปวดประจำเดือนแต่ก็ยังต้องลุกไปขึ้นเวทีร้องเพลง บางวันผมเผ้าก็ไม่เข้าที่เข้าทางเอาเสียเลย" เธอว่า

"การอายุ 20 มันก็ทั้งดีทั้งเสียแหละ ยิ่งในอุตสาหกรรมนี้ ไม่รู้ทำไมนะ แต่เหมือนว่ายิ่งคุณอายุน้อยมันก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่มันกลายเป็นว่า คุณต้องเจอสถานการณ์ยากๆ มากมายที่บีบให้คุณต้องโต ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ กับคนที่อายุมากกว่าคุณสองเท่า มันประหลาดมากเลย เพราะทางหนึ่งคุณก็จะรู้สึกว่า 'ฉันยังเด็กจริงๆ นะเนี่ย' แต่ดันถูกเรียกร้องให้เป็นผู้ใหญ่และตัดสินใจอะไรได้เฉียบคม โดยที่ก็ต้องดูสดใสเยาว์วัย แต่ดันต้องมีประสบการณ์ชีวิตมากมายเพื่อจะได้เขียนเพลง และเติบโตต่อไปได้ด้วยนะ และพร้อมกันนี้ ก็ต้องมั่นใจว่าไอ้ที่ตัดสินใจไปทั้งหมดเนี่ย จะไม่ผิดพลาดจนส่งผลร้ายต่ออนาคตตัวเอง”

"มันต้องหาสมดุลให้ได้สุดๆ ซึ่งก็แหงล่ะว่าฉันยังหาสมดุลที่ว่าไม่เจอหรอก" เธอบอกติดตลก

อ้างอิง

https://www.elle.com/culture/music/a70907959/sienna-spiro-women-in-music-interview-2026/

https://www.musicweek.com/talent/read/women-are-absolutely-not-treated-equally-behind-the-scenes-sienna-spiro-on-the-music-industry/094379

https://variety.com/2026/music/news/sienna-spiro-visitor-interview-1236826145/

https://www.interviewmagazine.com/music/introducing-sienna-spiro-the-sad-girl-singer-bringing-the-sixties-back

บทความต้นฉบับได้ที่ : Sienna Spiro ศิลปินผู้เขียนเพลงจากการรู้สึกเป็นคนนอกและผู้ถูกปฏิเสธในความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้หมายถึงการยอมพ่ายแพ้

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...