โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“พงศ์ภัทร” ชี้ SET ถูกกดดันเจรจาภาษีไม่คืบ แนะถือหุ้นหลบภัย “กำไรโต-ปันผลดี”

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 04.56 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 04.56 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายพงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์ นักกลยุทธ์การลงทุน Research Department, InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX เปิดเผยในรายการ "ข่าวหุ้นเจาะตลาด" วันนี้ (7 ก.ค.68 2568) ว่า ตลาดหุ้นไทยโดยรวมน่าจะตอบสนองเชิงลบต่อความไม่ชัดเจนของการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หลังยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคมนี้

ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่สามารถตกลงกับสหรัฐฯ และยอมให้ภาษีบางรายการอยู่ที่ 0% แต่ยังคงถูกเก็บภาษีส่งออกไปสหรัฐฯถึง 20% ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการเจรจากับประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทยซึ่งมีฐานภาษีเดิมอยู่ที่ 36%

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมองว่าการเจรจาอยู่ภายใต้เงื่อนไขซับซ้อน โดยเฉพาะความคาดหวังของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไทยยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตรและชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งหากยอมรับอาจกระทบต่อผู้ประกอบการไทยโดยตรง

โดยฝ่ายวิจัยได้จัดทำ 3 ฉากทัศน์สำหรับผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่มีต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ดังนี้

-กรณีพื้นฐาน Base Case (ความน่าจะเป็น 60%) หากไทยถูกเก็บภาษี 15–20% (รวมภาษีพื้นฐาน 10%) คาดว่า GDP จะเติบโต 1.1–1.4% และ EPS ตลาดอยู่ที่ 84–86 บาท ดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,032–1,175 จุด (PE 12–14 เท่า)

-กรณีเลวร้ายที่สุด Worst Case (ความน่าจะเป็น 30%) หากไทยเผชิญภาษี 25–36% คาด GDP หดตัวลงอยู่ที่ -1.1% ถึง 0.5% และ SET อาจร่วงต่ำกว่า 1,000 จุด

-กรณีดีที่สุด Best Case (ความน่าจะเป็น 10%) หากถูกเก็บเพียงภาษี Universal ที่ 10% คาด GDP โต 1.7% EPS ตลาดอยู่ที่ 88 บาท และ SET อาจแกว่งในกรอบสูงถึง 1,157–1,233 จุด

อย่างไรก็ตามให้น้ำหนักน่าจะไทยถูกเก็บภาษี 15–20% (รวมภาษีพื้นฐาน 10%) เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐสูง แต่ไทยยังไม่สูงถึงขั้นนั้น ดังนั้นโอกาสที่ไทยจะถูกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐต่ำกว่าระดับ 20% มีความเป็นไปได้สูง และเป็นระดับที่บวกรวมภาษีพื้นฐานแล้ว

อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นผลกระทบจากการที่ไทยอาจต้องยกเลิกการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ แบบต่างตอบแทน (Reciprocal) ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น สินค้าเกษตรและชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรไทย เช่น ข้าวโพด, เนื้อหมูอาจได้รับผลกระทบจากราคาที่ต่ำลงอย่างมาก เนื่องจากเดิมเคยมีกำแพงภาษีสูงถึง 80-100% แต่ก็มีข้อดีต้นทุนการผลิตลดลงสำหรับผู้ที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ

ขณะที่ะผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากการถูกตีตลาด ปัจจุบันไทยมีกำแพงภาษีชิ้นส่วนยานยนต์ประมาณ 80% หากสหรัฐฯสามารถตีตลาดในไทยได้โดยไม่เก็บภาษี อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งกำลังตามหลังเรื่อง EV อยู่แล้วอาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติม เพราะความแตกต่างของภาษีเพียง 5–10% อาจส่งผลให้ลูกค้าสหรัฐเปลี่ยนแหล่งนำเข้าซึ่งกระทบโดยตรงต่อยอดขายของผู้ส่งออกไทย

ด้านกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัยแนะนำ "กลุ่มหุ้นหลบภัย" ที่มีความผันผวนต่ำและไม่อ่อนไหวต่อภาวะสงครามการค้า ได้แก่

-ADVANC ได้รับแรงหนุนจากผลประมูลคลื่นความถี่ที่ กสทช. รับรองแล้ว

-BCH และ CBG ซึ่งคาดว่ามีผลประกอบการไตรมาส 2/68 โตเด่น ทั้งเมื่อเทียบรายปีและรายไตรมาส นอกจากนี้ยังชูหุ้นปันผลระหว่างกาลน่าสนใจ เช่น ADVANC, BBL และ PTT เพื่อสร้างกระแสเงินสดในพอร์ต ขณะเดียวกันยังมี

-หุ้นกลุ่มกำไรดีในช่วงประกาศงบไตรมาส 2/68 ได้แก่ ADVANC, BCH, CBG, CPALL และ SCCC ที่คาดว่างบไตรมาส 2 และ 3 จะเติบโตต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...