“ซู่ ๆ” ที่แปลว่า “สู้ ๆ” ทำไมเสียงคลื่นทะเล ถึงทำให้เราหายเหนื่อย
“ทะเล” มักจะเป็นคำตอบแรก ๆ ที่โผล่ขึ้นมาในใจของใครหลายคน เวลาที่ต้องเจอกับช่วงแย่ ๆ เครียด ๆ และอยากจะหาที่ที่สามารถหนีไปพักผ่อนทิ้งตัวเอนกายแบบที่มีธรรมชาติรายล้อม เพื่อให้ธรรมชาติได้บำบัดและเยียวยาหัวใจ
เพราะหลายคนรู้สึกว่า ไปทะเลแล้วได้ผ่อนคลายมากขึ้น อะไรต่าง ๆ ที่ฟุ้งซ่านอยู่ในหัวก็ดูเหมือนจะถูกพัดพาออกไปกับคลื่นและน้ำทะเล และที่เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เพราะเราคิดไปเองหรือว่าเป็นอุปาทานหมู่ แต่งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า “ทะเลและชายหาด” มีหลายปัจจัยที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายกว่าเดิม รวมไปถึง “เสียงของคลื่น” ที่ซัดมากระทบฝั่งดัง “ซู่ ๆ” ที่เหมือนจะบอกว่า “สู้ ๆ” เพื่อเป็นกำลังใจให้เรายังไงยังงั้น
แล้วทำไมเสียงคลื่นถึงทำให้เรารู้สึกแบบนั้นกันนะ?
Polina Kuzovkova/Unsplash
คลื่นเป็นเสียงที่มีการไล่ระดับ
หากเราลองฟังดี ๆ เสียงของคลื่นที่ซัดเข้าหาชายฝั่ง จะมีรูปแบบที่ชัดเจน คือเมื่อคลื่นก่อตัว เสียงจะค่อย ๆ ดังขึ้น และดังขึ้นมากที่สุดเมื่อกระทบเข้ากับชายฝั่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลดระดับความดังลงเมื่อคลื่นลูกนั้นพังทลายและไหลกลับคืนสู่ทะเล นั่นหมายถึงว่า คลื่นทะเล เป็นเสียงที่มีการ ‘ไล่ระดับ’ จากเบาไปหาดัง และจากดังไปหาเบา
การไล่ระดับของเสียงคลื่นทะเลนี้เองที่ไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ซึ่งเป็นระบบประสาทที่ทำงานในสภาวะพักของร่างกาย เช่น เวลานอนหลับพักผ่อน ซึ่งในสภาพนี้ หัวใจเราจะเต้นช้าและเบาลง สมองทำงานช้าลง และช่วยให้เราผ่อนคลายมากขึ้น
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า กระบวนการทำงานของระบบประสาทรูปแบบนี้เป็นกระบวนการ “ยับยั้งการกระตุ้นสมอง” ของเรา ซึ่งทำให้สมองส่วนที่รับผิดชอบต่อความเครียดทำงานน้อยลง และเพิ่มการทำงานในส่วนอื่น เช่น การเอาใจใส่ ความจำ เป็นต้น
infoxicated/Unsplash
สมองจัดให้คลื่นไม่ใช่ “เสียงภัยคุกคาม”
ออร์ฟิว บักซ์ตัน (Orfeu Buxton) ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย อธิบายว่า สมองของเรามีการประมวลผลและตีความเสียงต่าง ๆ ที่เราได้ยินว่าเป็นภัยคุกคามต่อเราหรือไม่ โดยเสียงของคลื่นทะเล นอกจากจะเป็นเสียงที่มีการไล่ระดับความดังแล้ว ยังเป็นเสียงที่มาในจังหวะสม่ำเสมอ เมื่อฟังนาน ๆ ก็รู้สึกคุ้นชินกับเสียงลักษณะนี้จนบางทีก็เผลอลืมไปด้วยซ้ำว่าได้ยินเสียงคลื่นอยู่
นอกจากนี้ ระดับความดังของเสียงคลื่นก็จัดอยู่ในความดังระดับเบาปานกลางถึงต่ำ โดยรวมแล้วเสียงคลื่นทะเลเป็นรูปแบบเสียงที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย และสมองของเราก็จัดให้เสียงรูปแบบนี้เป็นเสียงที่ไม่ใช่ภัยคุกคาม ทำให้นอกจากเราจะไม่ตกใจกับเสียงเหล่านี้แล้ว เรายังรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น จิตใจสงบ จนถึงช่วยให้เราหลับได้ง่ายขึ้น
ซึ่งเสียงคลื่นทะเลนั้นต่างจากเสียงนาฬิกาปลุก เสียงกรีดร้อง เสียงตะโกน หรือเสียงฟ้าร้อง-ฟ้าผ่า ที่มักจะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว และรูปแบบที่ดังขึ้นจากความเงียบขึ้นไปสู่ความดังระดับสูง ทำให้สมองเราจัดว่าเสียงรูปแบบนี้เป็นเสียงที่แสดงถึงภัยคุกคาม และร่างกายต้องตื่นตัวตกใจ
Sebastien Gabriel/Unsplash
“เสียงที่ดังแบบช้า ๆ ไม่กระแทกหู เสียงแบบอ่อน ๆ เป็นเสียงที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสงบ เหมือนกับมีคนมาพูดกับเราว่า ‘ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไรนะ’ เลยก็ว่าได้” ศาสตราจารย์บักซ์ตันกล่าว
ศาสตราจารย์บักซ์ตันยังได้ทำการทดลองเรื่องนี้ในโรงพยาบาล และพบว่าเสียงเตือนจากอุปกรณ์ของโรงพยาบาลที่มีความดังในระดับต่ำแค่ 40 เดซิเบล ซึ่งดังเท่ากับเสียงกระซิบเท่านั้น กลับกระตุ้นให้ผู้ทดลองตื่นมากกว่าเสียงของเฮลิคอปเตอร์และการจราจรที่ค่อย ๆ ดังขึ้นจนถึงระดับ 90 เดซิเบลเสียอีก
เขาบอกอีกว่า การตอบสนองต่อเสียงที่ดังขึ้นแบบฉับพลันนั้น มีความเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของเราด้วย โดยมนุษย์นั้นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในกลุ่ม Primate ซึ่งสัตว์ในกลุ่มนี้จะร้องเสียงดัง เพื่อแจ้งเตือนฝูงว่ามีอันตราย ภัยคุกคาม หรือบางครั้งเสียงดังที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นเสียงกรีดร้องของตัวหนึ่งในฝูงที่กำลังถูกกิน แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันก็ทำให้ตัวอื่น ๆ ต้องหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น
Nick Kane/Unsplash
ท้องฟ้า หาดทราย และไอทะเล ก็ช่วยเยียวยาด้วย
ไม่ใช่แค่เรื่องของเสียงคลื่นที่ดังเหมือนคำว่า “สู้ ๆ” เท่านั้นที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ได้รับพลัง พร้อมกลับมาสู้ต่อในโลกชีวิตจริง แต่สัมผัสอื่น ๆ ที่เราได้รับจากการมาทะเลก็มีส่วนช่วยเยียวยาและทำให้จิตใจของเราสงบลงได้ด้วยไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้าของผืนน้ำ อากาศของทะเล รวมไปถึงการสัมผัสกับเม็ดทรายบนชายหาด
เริ่มตั้งแต่ “สีฟ้า หรือสีน้ำเงิน” งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า สีที่แตกต่างกันมักจะสร้างผลกระทบต่อจิตใจ อารมณ์ และร่างกายที่แตกต่างกันไป โดยจิตแพทย์อย่างริชาร์ด ชัสเตอร์ (Richard Shuster) กล่าวว่าสีฟ้าหรือสีน้ำเงินส่งผลให้รู้สึกสงบ สันติ และการจ้องมองไปที่มหาสมุทรนาน ๆ ก็จะช่วยเปลี่ยนคลื่นความถี่ในสมอง และทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น
นอกจากนี้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Association for the Advancement of Science ยังพบว่าสีน้ำเงินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เราด้วย
ถัดจากสีฟ้า ก็คือเรื่องของ “อากาศ” ที่ทะเล หลายคนอาจรู้สึกเหมือนกันว่าเวลาไปทะเลแล้วสูดลมหายใจลึก ๆ เข้าเต็มปอด เราจะรู้สึกสดชื่นขึ้นทันตา สมองปลอดโปร่ง นั่นเป็นเพราะเมื่อเราสูดอากาศที่ทะเล สมองของเราจะได้รับไอออนลบ (ซึ่งเป็นไอออนของออกซิเจนที่มีอิเล็กตรอนติดอยู่ โดยเกิดมาจากการแตกตัวของน้ำทะเล) ซึ่งไอออนลบนั้นช่วยให้สมองสงบลงได้นั่นเอง
Austin Neill/Unsplash
งานวิจัยยังพบอีกว่า ไอออนลบที่เกิดจากการแตกตัวของไอน้ำในอากาศบริสุทธิ์ สามารถบรรเทาอาการของโรคซึมเศร้าตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder หรือ S.A.D) ที่เราหลายคนจะเหงาเศร้าซึมตอนช่วงฤดูหนาว เป็นต้น เนื่องจากไอออนลบจะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่ออารมณ์ ช่วยลดอาการซึมเศร้า ทำให้สมองกระปรี้กระเปร่า ปราดเปรื่อง และกระฉับกระเฉง
และสุดท้ายก็คือการสัมผัสกับทรายและชายหาด เพราะ “การเดินเท้าเปล่า” นั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประโยชน์มากมายต่อร่างกายและจิตใจของเรา เนื่องจากเท้าของเราเต็มไปด้วยเส้นประสาทและจุดพลังงานของร่างกาย หรือที่เรียกว่า “จุดฝังเข็ม” (acupuncture point) ทำให้เท้าของเราสามารถดูดซับไอออนอิสระบนพื้นผิวของโลกได้ในลักษณะเดียวกันกับที่ปอดของเราสามารถดูดซับไอออนในอากาศได้นั่นเอง
แนวคิดนี้ยังได้รับการยืนยันจาก Journal of Alternative and Complementary Medicine ที่ระบุว่าโลกมีประจุลบ ดังนั้นเมื่อเราเดินด้วยเท้าเปล่า เท่ากับว่าร่างกายของเรากำลังเชื่อมต่ออยู่กับแหล่งพลังงานที่มีประจุลบ เราหลายคนรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นทันทีที่ได้ถอดรองเท้าแล้วย่ำไปบนพื้นของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน พื้นหญ้า รวมไปถึงพื้นทรายบนชายหาดด้วย
Jacek Smoter/Unsplash
แล้วถ้าไม่ชอบทะเล แต่อยากให้ธรรมชาติบำบัดล่ะ?
แม้เสียงคลื่นและบรรยากาศของทะเลจะช่วยเยียวยาหัวใจให้กลับมามีพลังและสดใสได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่าทะเลอาจไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่ทุกคนจะโปรดปราน ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบทะเลจริง ๆ แต่อยากให้เสียงวารีบำบัดจิตใจ ก็ยังมีตัวเลือกอื่น ๆ เช่นกัน เพราะเสียงของน้ำที่เคลื่อนไหวในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น เสียงน้ำตก เสียงน้ำในลำธารที่กำลังไหลเอื่อย ๆ เสียงฝนตกเบา ๆ ก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้เช่นเดียวกับเสียงคลื่น เนื่องจากมีรูปแบบของเสียงคล้ายกัน คือ เป็นเสียงที่ไม่กระแทกหู ความดังอยู่ในระดับปานกลางจนถึงต่ำ มีจังหวะสม่ำเสมอ ทำให้สมองของเราไม่จัดว่าเสียงภัยคุกคาม
นอกจากเรื่องเสียงแล้ว อากาศในบริเวณแหล่งน้ำตามธรรมชาติก็มีการแตกตัวเป็นไอออนลบเช่นเดียวกับทะเล ซึ่งเมื่อเราสูดอากาศเข้าไป ก็จะช่วยลดอาการซึมเศร้า และสดชื่นขึ้นเหมือนไปทะเลนั่นเอง
ที่มา : บทความ “Evidence shows ocean sound may help reduce stress and create a sense of calm” โดย University of Exeter จาก phys.org
บทความ “Why Does the Sound of Water Help You Sleep?” โดย Adam Hadhazy จาก www.livescience.com
บทความ “Why the sound of water helps you sleep: Study reveals how non-threatening noises are blocked out by the brain” โดย Cheyenne Macdonald จาก dailymail.co.uk
บทความ “WHY DO OCEAN SOUNDS HELP YOU SLEEP?” โดย Ed Mason จาก seachest.co.uk
บทความ “What the beach does to your brain” โดย Christina Heiser จาก nbcnews.com
บทความ “Ten Reasons The Sea Makes You Feel Amazing” โดย จาก commonseas.com
บทความ “Why does the sea boost your mood and health?” โดย จาก rosamarhotels.com
บทความ “Ocean Sounds: Are They Good for the Soul?” โดย Adam Lawless จาก mariasbeach.com
บทความ “How the Beach Benefits Your Brain, According to Science Recent studies show that the beach is one of the best places to alleviate stress and heal your brain.” โดย Anne Gherini จาก inc.com
เรื่อง : ณฐมน ธนาตระกูล