โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ประสบความสำเร็จ’ ของเขา ไม่จำเป็นต้องเหมือนของเรา และถ้า ‘คนทำงาน’ แต่ละคนจะให้ความหมายมันต่างกัน ก็ไม่มีแบบไหนที่ผิด…ระหว่างทางที่มีทั้งหวานและขม เพื่อคำว่าประสบความสำเร็จ ของคน ‘8 อาชีพ’ เนื่องในวันแรงงาน

Mirror Thailand

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

เรามีความสุข เรามีความทุกข์ เรายิ้มออก เรายิ้มไม่ออก เรา struggle เรา burnout เราอยากยอมแพ้ เราลุกขึ้นสู้ เรารู้สึกไม่มีค่า เรารู้สึกมีค่า เราฝืนทน เรายอมรับ เราไปต่อ…บางครั้งนี่อาจเป็นวัฏจักรความรู้สึกที่ซับซ้อนและแปรผันไปตามจังหวะชีวิตของ ‘คนทำงาน’ บางคนหรือหลายคน ซึ่งอาจเคยเกิดความรู้สึกอันหลากหลายจากประสบการณ์การทำงานที่มีทั้งวันที่โอบกอดและชื่นชมตัวเอง และวันที่กดดันจนอาจเผลอโบยตีตัวเอง

เราเองก็เป็น‘แรงงาน’ คนหนึ่ง ที่เคยตั้งคำถามว่า “อะไรคือคำว่าประสบความสำเร็จ?” ทุกวันนี้แม้จะยังหาคำตอบที่แน่นิ่งไม่ได้ แต่สิ่งที่เราตอบตัวเองได้แล้วคือ ‘ประสบความสำเร็จ’ ของคนอื่น มันไม่จำเป็นต้องเหมือนกับของเรา และแม้ประสบความสำเร็จของเราจะดูเล็กในสายตาใคร กระทั่งดูไกลห่างจากสิ่งที่คนอื่นมองมาหรือคิดแทน ทว่ามันไม่มีคำตอบไหนที่ผิดเลย หากนั่นไม่ใช่การประสบความสำเร็จที่ได้มาอย่างผิดๆ เพราะท่ามกลางยุคที่ทุกคนเห็นภาพการประสบความสำเร็จของคนอื่นได้ง่าย อาจทำให้หลายคนเอาสิ่งนั้นมาเปรียบเทียบกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง แต่ความจริงแล้ว คำว่าประสบความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้ ‘ความหมาย’ ด้วยตัวเองว่าอย่างไรมากกว่า

หากงานที่ทำอยู่กำลังทำให้รู้สึกท็อกซิก หรือเจอสถานการณ์ที่ยากกับใจ ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ เป็นฟรีแลนซ์ หรือเป็นนายตัวเอง นั่นก็ควรเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนควรจะสามารถตั้งคำถามกับตัวเอง ตั้งคำถามกับงานที่ทำ ตั้งคำถามกับนายจ้างหรือบริษัทที่ทำได้ หรือหากงานที่ทำอยู่นั้นมีความสุขดี เรารักงานนี้มาก แต่กลับมีเรื่องท้าทายที่ต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้ เราก็มีสิทธิ์จะชั่งน้ำหนักดูได้ว่า งานที่ทำยังสามารถบาลานซ์ความ ‘เฮลตี้’ ให้คงอยู่ในชีวิตต่อได้หรือไม่ และงานนี้ถูกนับเป็นหนึ่งในสิ่งที่อยู่ในลิสต์ของคำว่าประสบความสำเร็จของเราหรือเปล่า

เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เราไปพูดคุยกับคนทำงาน 8 ชีวิต จาก 8 อาชีพ ถึงความสุข ความทุกข์ และความหมายของคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งล้วนมีคุณค่าในแบบของพวกเขาเองเสมอ

1. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอแค่วันนั้นมีความสุขกับ ‘สักเรื่อง’ ก็พอ

‘มุก’ อายุ 28 ปี อาชีพ AE เธอนิยามตัวเองและสถานการณ์การทำงานให้เราฟังว่า “เพิ่งเป็นซีเนียร์เออีได้หมาดๆ กำลังหาความสุขเล็กๆ ให้กับตัวเองในแต่ละวัน และกำลังเรียนรู้ที่จะเติบโตไปให้ไม่เป็นคนแบบที่ตัวเองไม่ชอบ เพราะตอนเริ่มต้นชีวิตการทำงาน เราเคยเจอพี่ที่ทำงานที่เราไม่ชอบ เลยตั้งใจว่าถ้าโตมาจนได้เป็นพี่แล้ว คงจะไม่ทำตัวแบบนั้น”

สิ่งหนึ่งที่เราได้จากเธอหลังรับฟังเรื่องราวของเธอ คือแม้จะเครียดและกดดันกับชีวิตแค่ไหน เธอก็มักจะหาเรื่องดีๆ ของวันนั้นๆ ได้เสมอ นั่นคือความสามารถพิเศษที่เธอมี

“ถ้าบอกว่าไม่กดดันอะไรกับชีวิตเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ด้วยความที่เดี๋ยวนี้เราเห็นชีวิตของคนอื่นได้ง่าย เห็นคนวัยเดียวกันมีชีวิตที่เป็นไปตามความคาดหวังของสังคม บางคนมีหน้าที่การงานที่ดี มีตำแหน่งสูงๆ มีเงิน มีบ้าน มีรถ หรือได้แต่งงานมีครอบครัว เราก็มาตั้งคำถามกับตัวเองนะว่าคำว่าประสบความสำเร็จจริงๆ มันคืออะไรกันแน่ แล้วถ้าเราไม่ได้มีแบบนั้นเราจะไม่ประสบความสำเร็จหรือเปล่า บางทีก็นั่งตกตะกอนกับตัวเองอยู่ทั้งวันเลยล่ะ”

“แต่ช่วงหลังมานี้ เรามาคิดได้ว่าจริงๆ คำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ สำหรับเราคือการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข จะสุขมาก สุขน้อย ก็ขอให้แต่ละวันได้มี Small Wins ไม่มีเรื่องที่ทำให้เสียใจหรือหนักใจตลอดทั้งวันก็โอเคแล้ว พอโตขึ้นการได้ปล่อยวาง เอาความอยากได้ อยากมี หรืออยากเป็นแบบคนอื่นออกไป มันทำให้เรากลายเป็นคนที่ ‘สำเร็จ’ ไปอีกหนึ่งขั้น อย่างน้อยตัวเราเองก็ได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ ได้ไปทำอะไรให้ตัวเองมีความสุข อย่างการไปเที่ยว การไปคอนเสิร์ตของศิลปินที่ชอบ การได้กินของอร่อย ได้โตพอที่จะมีเงินเลี้ยงข้าวครอบครัว มันก็รู้สึกประสบความสำเร็จแล้วเหมือนกัน”

งานที่เธอทำ เธอยอมรับว่ามันไม่ได้ให้ความสุขกับเธอ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะหาข้อดีจากการทำงานที่ทำอยู่ไม่ได้เลย มุกเล่าว่า “ส่วนใหญ่เราไม่ได้ความสุขจากการทำงาน ยิ่งโตขึ้น มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานมากขึ้น มันยิ่งกดดันและชาเลนจ์ตัวเองมาก การทำอาชีพนี้ทำให้เราพบเจอคนหลากหลายรูปแบบ ต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารออกไปยังไงและรับมือยังไงให้ได้ และต้องบริหารจัดการงานทุกงานให้ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง มันเลยทำให้เรารู้สึก struggle ในทุกวัน แต่บางทีเราเจออะไรยากๆ เราก็มักจะคิดบวกหรือหาเรื่องดีๆ จากมัน มันเลยทำให้เราไม่รู้สึกแย่มาก เช่น ‘ต่อให้งานแย่แค่ไหน ถ้าเพื่อนร่วมงานดี มันก็ไปต่อได้’ ประโยคนี้ไม่เกินจริง การมีคนที่พร้อมซัพพอร์ตกันมันทำให้ผ่านเรื่องยากๆ ไปได้จริงๆ ซึ่งเราดีใจมากที่ได้เจอเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก ทำให้รู้สึกว่าในแต่ละวันของการทำงานมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

2. กล้าที่จะทำในสิ่งที่ตัวเอง ‘เชื่อ’ แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว

‘มายเดียร์’ อายุ 27 ปี เธอนิยามตัวเองว่า “เป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้ามือสองที่กำลังจะ burnout”

ถึงจะใกล้ burnout แต่เธอคนนี้ก็ยังยืนยันที่จะทำในสิ่งที่ตัวเอง ‘รัก’ ต่อไป เพราะลึกๆ แม้จะเหนื่อยและตั้งคำถามกับตัวเองบ้าง ทว่า เธอก็ยังเชื่อในตัวเองอยู่ตลอด

“เราเริ่มทำร้านตอนอยู่ ปี 4 และเคยกดดันตัวเองอยู่ช่วงหนึ่ง เป็นช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ เพราะพอจบมาเรารู้สึก suffer จากสังคมและคนรอบตัวว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันจะทำให้เราอยู่รอดได้จริงเหรอ เพื่อนไปทำงานประจำกันหมด ตอนนั้นได้ยินคำถามจากคนอื่นจนเกิดคำถามกับตัวเองว่า หรือว่าเราต้องไปสมัครงานที่ตรงกับสายงานเราจริงๆ แต่เรารักสิ่งนี้และไม่อยากทำงานประจำ สุดท้ายพอตัดสินใจทำสิ่งนี้ ก็รู้สึกขอบคุณตัวเองที่เชื่อและยังทำมันมาจนถึงทุกวันนี้”

“แค่กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วสำหรับเรา ไม่ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นแบบไหนแต่เราเชื่อว่ามันจะได้อะไรติดไม้ติดมือมาเสมอ แค่นั้นก็ดีมากแล้วจริงๆ”

“คือถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราใช้แพสชันนำพาทุกอย่าง มีความสุขและสนุกกับมันมากเพราะงานที่ทำมันเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองชอบ รู้สึกเหมือนได้สร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่คนชอบสิ่งๆ นี้ แต่งตัวแบบนี้มารวมตัวกันได้ มีคนชื่นชอบในสิ่งที่เราทำ เจอคนใส่เสื้อที่เราตั้งใจเลือก มีคนจำนวนมากมองเห็น และได้รับโอกาสมากมาย มันโคตรจะเจ๋ง การที่เราสร้างวงกลมวงนี้ให้ใหญ่ สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ แต่สำหรับเรามันมีความหมายมาก แต่ ณ ปัจจุบัน ความเป็นจริงที่ไม่สามารถหนีได้คือทุกอย่างรอบตัวกำลังหมุนเร็วแบบตามไม่ทัน เกิดความรู้สึก struggle มากมายและ burnout อยู่หลายครั้ง และทำให้รู้สึกเหนื่อย แต่ยังไงเราก็ยังรักมันนะ แค่อาจจะลงจากลู่วิ่ง และเดินไปกับมันอย่างช้าๆ มากขึ้น”

มายเดียร์บอกเราว่า สิ่งหนึ่งที่เธออยากให้ทุกอาชีพมีต่อกันคือ “การมี empathy เป็นสิ่งเล็กๆ ที่สามารถทำให้กันได้ และผลลัพธ์มันจะยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นทีมหรือทำคนเดียว อย่าลืมมี empathy ต่อเพื่อนมนุษย์ทุกอาชีพกันนะคะ”

3. กดดันมากไป อาจทำให้พลาดที่จะมีความสุข

‘ปาริมา’ อายุ 27 ปี เธอนิยามตัวเองว่า “เป็นฟรีแลนซ์กลับใจ เพราะกำลังกลับไปหางานประจำ!”

ความสุขในการเป็นฟรีแลนซ์ของปาริมา เธอบอกว่าเยอะมาก! เพราะมันไม่ได้ดีแค่จัดตารางเวลาได้ด้วยตัวเอง แต่ยังพาให้เธอไปร่วมงานกับคนมากหน้าหลายตาในหลายๆ ตำแหน่ง รวมถึงได้ทำงานหลายๆ อย่างที่ไม่ได้วนลูปกับสิ่งเดิมๆ เธอเลย “ค้นพบว่าเราเป็นคนทำงานกับผู้อื่นได้ดีกว่าที่คิดมากๆ มันเหมือนทำให้เห็นว่าเราก็มีดีอยู่นี่หว่า (หัวเราะ) อีกข้อหนึ่งนอกจากการค้นพบตัวเองคือเพื่อนร่วมงานหลักมีแค่ ‘ตัวเราเอง’ ในบางครั้งที่มีเรื่องน่าหงุดหงิดมันก็มักจะเกิดกับตัวเรา เราเลยไม่ได้ต้องไปทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานที่ไหน”

แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อกังวลใดๆ เพราะ “อีกมุม การทำงานกับตัวเองมันก็ทำให้เราเผลอโบยตีตัวเองในบางครั้งที่เราทำผิดพลาด จนรู้สึกไม่รักงานตัวเอง ไม่ชอบตัวเอง แต่เราก็มีกฎเหล็กว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่มีทางอยากลาออกจากการเป็นตัวเองเด็ดขาด เพราะเราจะไม่เหลือใครให้เข้าใจอีกแล้วถ้าเรายังไม่อยากเป็นตัวเราเอง”

“เป็นฟรีแลนซ์ที่ลุยหาลูกค้าเอง ผลิตเอง จบงานเอง ออกใบเสนอราคาเอง เป็น one stop service แต่บางครั้งเราก็มักจะถามตัวเองซ้ำๆ ว่า นี่เรากำลังทำอะไรอยู่วะเนี่ย เงินค่าจ้างงานนี้ เท่านี้จะพอใช้ไหม เราเลยเหมือนถามหาความมั่นคงทางการเงินกับตัวเองตลอดเวลาโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครถาม จนตอนนี้ที่เราบอกว่าเราเป็นฟรีแลนซ์กลับใจกำลังกลับไปหางานประจำ เพราะมันน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราอาจจะไม่ต้องตั้งคำถามถึงความมั่นคงทางการเงินของตัวเองไปสักพัก”

“การประสบความสำเร็จของสังคมรอบตัวที่เราเห็น มันทำให้เราวนมากดดันตัวเองว่าเราไม่อยากมีแบบนั้นบ้างเหรอ ก็คือไม่อยากประสบความสำเร็จแบบคนอื่นบ้างเหรอ แต่เรามีคนรอบตัวในชีวิตที่เขาไม่ค่อยคิดเยอะ ไม่เครียดอะไรมาก เราเคยถามเพื่อนคนหนึ่งว่า ‘คิดว่าชีวิตตัวเองตอนนี้มีความสุขไหม?’ เพราะตอนนั้นเรารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งไม่ชอบตัวเอง เพื่อนตอบแค่ว่า ‘มีความสุขทุกวันเลย ไม่รู้สิ ไม่ค่อยคิดไรเยอะ แค่ตื่นมาอึออกก็รู้สึกว่าวันนี้ประสบความสำเร็จไปหนึ่งอย่างแล้ว’ เราเหม่อไปพักหนึ่ง และสะท้อนกับตัวเองว่า แล้วเราจะกดดันตัวเองมากไปเพื่ออะไร ถ้าทำไปแล้วคนที่กลับมานั่งคิดมากคือตัวเราคนเดียว”

“เคยมีมุมการประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก ต้องเป็นผู้บริหารตำแหน่งใหญ่โต หรือเป็นนักธุรกิจ มีบ้าน มีรถ คนที่บ้านกินอยู่สบาย ฉันจะพยายามทำให้ได้ก่อน 40 พอตอนนี้โตมาทำงานเต็มตัวในแบบที่เคยทำงานประจำมาและเป็นฟรีแลนซ์อยู่ กลับมองว่าการประสบความสำเร็จที่แท้จริงคือ การได้ทำงานที่ทำให้รู้สึกรักและภูมิใจในตัวเองมากขึ้นกับอีกอย่างคือการมีเวลาให้กับคนรอบข้างแบบที่ไม่ต้องกังวลอะไร เหมือนพอเราโตขึ้นหน้าที่ความรับผิดชอบในชีวิตมันเพิ่มขึ้น ทำให้บางทีเราไม่ได้อยากเป็นใหญ่เป็นโตอะไร goal ของเราเลยดูไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ต้องใช้เวลา ตอนนี้เลยกำลังเรียนรู้ที่จะช้าลงบ้าง เพราะการประสบความสำเร็จมันต้องใช้เวลา”

4. ไม่ยึดติดกับอะไรบางอย่าง ‘มากเกินไป’ อาจทำให้ใจเราเบาลง

‘มูเน็ตต์’ อายุ 24 ปี นิยามตัวเองเป็น “นักแต่งเพลง และศิลปินอิสระ ที่อยากทำอะไรตามใจตัวเองให้ถึงที่สุด”

“ความรู้สึกกดดันกับคำว่าประสบความสำเร็จมักจะโผล่มา แล้วหายไป อยู่เรื่อยๆ ด้วยความที่ในโลกปัจจุบันมีโซเชียลมีเดียที่ทำให้เราเห็นคนที่ประสบความสำเร็จมากมาย และเราคิดว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ เวลาเห็นคนที่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ แน่นอนว่าเรายินดีกับเขามาก แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะมองมาที่ตัวเอง สุดท้ายกลายเป็น ‘Imposter Syndrome’ ที่ถึงจะมีคนบอกว่าเราเก่ง เราก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ จนวันหนึ่งเราได้อ่านข้อความจากกลุ่มคนที่ชื่นชอบผลงานของเรา เราก็รู้สึกตัวได้ว่ายังมีคนที่รักในผลงานของเราอยู่ และคอยอวยพรให้เราประสบความสำเร็จอยู่เสมอ การบอกว่าตัวเองไม่เก่ง มันเหมือนกับการไปดูถูกคนที่รักในงานของเราด้วย เราจึงตระหนักได้ว่า ‘การโหยหาในความสำเร็จมากเกินไปมันกัดกินหัวใจที่อยากทำในสิ่งที่รัก’ เพราะจริงๆ ไม่ได้มีใครเขียนบอกว่าเราต้องประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ตอนอายุเท่าไหร่ ความตั้งใจในการทำผลงานให้ออกมาดีไม่มีทางทรยศเรา ในวันหนึ่ง ไม่ว่าวันนั้นจะต้องรออีกนานแค่ไหน แต่ผลงานของเราจะต้องมีคนเห็นคุณค่าอีกมากมายอย่างแน่นอน ถึงแม้จะต้องทำสิ่งที่รักจนแก่หงำ หรือไม่ประสบความสำเร็จอย่างเฉิดฉายก็ไม่เป็นอะไร”

“ไม่ควรยึดติดกับคำว่าประสบความสำเร็จมากเกินไป การเสพติดความสำเร็จจะทำให้เราพังทลายลงได้ง่าย และเริ่มต้นใหม่ได้ยาก เราจึงเริ่มจากการตั้งโจทย์ง่ายๆ ให้ตัวเองก่อน มองมันเป็นด่านในเกมที่จะเพิ่มระดับความยากไปเรื่อยๆ แบบผ่านด่านที่หนึ่งแล้วนะ แต่มาพังด่านที่สอง ก็ไม่เป็นอะไร มาเล่นใหม่กันดีกว่า”

“เมื่อเป็นศิลปินอิสระเลยไม่ต้องอยู่ในกรอบของใคร ไม่สามารถมีใครกำหนดได้ว่าเราต้องเป็นอย่างไร หรือต้องทำอะไร แต่มันก็ไม่ได้มีเพียงด้านดี เพราะสุดท้าย ‘ทุนนิยม’ ก็จะมาบีบบังคับเราเอง ค่าใช้จ่ายในการทำเพลงและถ่ายทำมิวสิควิดีโอสูงมาก จะทำตามใจตัวเองได้ก็ต่อเมื่อมีทุนพอ ทำเพลงแล้วก็ต้องโปรโมตเองด้วย คุณจะไม่ใช่เพียงศิลปิน คุณจะต้องกลายเป็นนักการตลาดควบคู่ไปด้วย เพราะหากเพลงที่ปล่อยไปไม่มีคนฟังก็เหมือนทำเป็นงานอดิเรก ดังนั้นการอยู่กับค่ายเพลงจึงช่วยซัพพอร์ตศิลปินให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำได้มากกว่าในบางกรณี แต่ก็ต้องอย่าลืมด้วยว่ามันเป็นการลงทุน เมื่อเขาลงทุนกับเราแล้ว เขาก็หวังอยากได้ผลกำไรจากการลงทุนนั้น แม้จะทำให้รู้สึกกดดันยิ่งกว่าการเป็นศิลปินอิสระ แต่ศิลปินอิสระที่ทุนน้อยต่างก็อยากจะได้รับโอกาสให้เข้าไปอยู่ในค่ายเพลงใหญ่สักครั้งในชีวิตเพื่อที่พวกเขาจะได้ทำเพลงอย่างไร้กังวลเรื่องเงินทุน”

5. ชีวิตยังต้องมี Work-life Balance

‘เรยา’ (นามสมติ) อายุ 27 ปี เธอนิยามตัวเองว่าเป็น “หมอฟันที่มีความสุขดีค่า” และการที่เธอได้มีความสุขกับการทำงาน นั่นอาจหมายความว่าเธออยู่ในจุดที่ “ใช่” สำหรับเธอแล้ว

เธอคนนี้ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ได้กดดันกับคำว่าประสบความสำเร็จเลยค่ะ เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของเราคือแค่มี Work-life Balance และได้ทำงานที่ชอบก็พอ สำหรับเรา เอาแค่ทำงานแบบไม่ต้องรับเคสที่ไม่อยากทำ รายได้เอาแค่พอใจ มีเวลาพักผ่อน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ความสุขของเราคือการแก้ปัญหาให้คนไข้ได้ คำตอบอาจจะดูโลกสวย แต่เป็นเรื่องจริงค่ะ (หัวเราะ) สิ่งที่ struggle เลยไม่ค่อยมี มีแค่ขี้เกียจลุกไปทำงานตอนเช้า”

“แต่ถามว่าอยากผลักดันเรื่องไหน ก็คงอยากพูดถึงชั่วโมงการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ เพราะเท่าที่เห็นมาคือหนักมากๆ อยากให้คุณภาพชีวิตของคุณหมอและพี่ๆ บุคลากรดีขึ้นค่ะ”

6. เก็บประสบการณ์อย่างช้าๆ แต่มั่นใจ ก่อนมุ่งหน้าไปถึงความฝัน

‘16913’ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี นิยามตัวว่าเป็น “บาริสต้า ที่มีความสุขดีนะ (มั้ง) เพราะรวมๆ ก็ถือว่าโอเคเลยแหละ เรามีความสุขกับงานที่ทำเพราะได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบ ทำกาแฟ ทำขนม แถมยังได้เป็นตัวเองได้เยอะพอสมควร ทั้งการแต่งตัว ไลฟ์สไตล์ ส่วนตัวเราเป็นพวกไม่ค่อยเนี้ยบ หรืออยู่ในกฎระเบียบเท่าไหร่ แต่เป็นตัวเองของเราก็ยังอยู่ในกาลเทศะนะ”

ถึงจะได้ทำงานที่ตัวเองชอบและงานนั้นก็ทำให้แฮปปี้ต่อตัวตนของตัวเองมากๆ แต่เขากลับบอกเราว่า “กดดันกับตัวเองมากกกกกก แบบบ่อยมากกกกกก อย่างที่รู้คือบาริสต้าเป็นงานที่เงินเดือนไม่ได้สูงหรือมั่นคงเท่าพนักงานบริษัทบางที่ คือถามว่ามั่นคงหรือเปล่า มันก็มั่นคงแหละ แบบพอมีพอใช้ พออยู่ได้ เงินเก็บมีบ้าง ไม่มีบ้าง แต่ก็กดดันที่เห็นสังคมเพื่อนรอบข้างดูก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีอะไรเป็นของตัวเอง แบบโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เราไม่ได้ขยับไปไหน มันเหมือนงานที่สบาย แรงกดดันน้อย แต่โตค่อนข้างช้า”

“ประสบความสำเร็จของตัวเราเอง จริงๆ คิดว่าน่าจะเป็นการเปิดร้านมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เราไม่ได้อยากเป็นลูกจ้างไปตลอด เราเลยอยากทำมันให้ได้ แต่การเปิดร้านมันมีทั้งเรื่องทำเล ทุน เศรษฐกิจ บ้านเมือง จังหวะ ยิ่งเศรษฐกิจช่วงนี้ค่อนข้างยากต่อการลงทุน เราเลยคงเก็บประสบการณ์ในอาชีพไปก่อนเปิดเอง”

“เราคิดว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มันขึ้นอยู่กับการบริหารประเทศด้วย เพราะไม่ว่าจะค่าเงิน เศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ทุกอย่างมันอยู่ที่การเมืองจริงๆ คือต่อให้เราเก่งแค่ไหน ขยันแทบตาย ทำงานเลือดตาแทบกระเด็น ถ้าเราไม่ได้อยู่ในแสงที่คนสามารถมองเห็น เราว่ามันก็ยากกับประเทศนี้ มีคนเก่งๆ หลายคนที่ไม่ได้รับโอกาสที่จะแสดงศักยภาพการทำงานเท่าที่ควร ถ้าบ้านเรายังอยู่ที่เดิม มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ขนาดนั้น จริงๆ เราเสียดายคนที่ทำงานเก่งๆ ในประเทศมาก”

7. ความสำเร็จของบางคน อาจไม่ใช่การเป็นคน ‘เพอร์เฟกต์’ หรือเป็น ‘ที่หนึ่ง’

‘ชอบอ’ อายุ 27 ปี นิยามตัวเองว่า “เป็น HR ที่ชอบฟังเพลงและดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ” เหตุผลที่เธอนิยามตัวเองแบบนี้ เพราะสาว Perfectionist คนนี้ พยายามจะใจดีกับตัวเองด้วยการหาความสุขอื่นๆ ในชีวิตที่มีนอกเหนือจากงาน และยอมรับว่า ทุกๆ วันในการใช้ชีวิต เราไม่สามารถ ‘เพอร์เฟกต์’ ได้ตลอด

“กดดันตัวเองเสมอ เพราะเป็นคนชอบความเพอร์เฟกต์ในชีวิต และชอบที่จะไม่ให้อภัยตัวเอง จริงๆ ส่วนหนึ่งมาจากงานที่เน้นการคุยกับคน ทำงานกับคนเป็นหลัก จนคนรอบข้างมักบอกกับเราว่า ‘ใจดีกับตัวเองบ้าง’ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนทำงานปีแรกๆ เรามองว่า การได้เป็นหัวหน้าทีม คือการประสบความสำเร็จในชีวิต แต่พอเวลาผ่านไป เรากลับได้รู้ว่า ความสำเร็จของงานไม่ใช่การเป็นหัวหน้า หรือเป็นที่หนึ่งในสายงานนั้นๆ แต่คือชีวิตการทำงานที่ได้ใช้ชีวิตส่วนตัวด้วย ได้มีเวลาจากการทำงานไปทำในสิ่งที่ชอบ เวลาหลับจะไม่ฝันถึงงาน หรือการคิดเรื่องงานอยู่ตลอด สำหรับเรานี่คือการประสบความสำเร็จแล้ว”

“คนนอกมักจะมองว่า อาชีพ HR คืออาชีพที่ง่าย ใครๆ ก็ทำได้ ไม่น่าทำอะไรมาก เราคือคนหนึ่งที่เคยมีความคิดนี้ แต่พอมาทำจริงๆ เราต้องเจอหลากหลายเรื่องราวของคนอยู่ทุกวัน และตลอดเวลา การบาลานซ์ความต้องการของพนักงานให้พอดีกับบริษัท เราต้องอยู่ข้างทั้งพนักงานและบริษัทด้วย มันเลยเป็นเรื่องที่ยากมากๆ จนทำให้สิ่งเหล่านี้กระทบต่อการใช้ชีวิตส่วนตัวของเรา เราเอาความเครียด ความหงุดหงิดที่กดทับไว้ตอนทำงาน มาลงกับที่บ้าน ซึ่งตอนแรกเราไม่รู้ตัวเลยว่าเราเป็นแบบนี้ จนได้มาเปิดใจคุยกับครอบครัวของเราเอง บางทีเราก็โฟกัสแต่คนนอกบ้าน จนขาดการใส่ใจต่อคนในบ้าน หรือคนที่เรารักไป”

“พอทำงานกับคนมากๆ เราคิดว่าคนทำงานหลายคนรวมถึงเราก็ไม่ต้องการอะไรมากกว่าเงิน และการได้ใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่โดนงานมาครอบทุกอย่างในชีวิต ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นในพาร์ทของคนทำงาน อยากให้ทุกคนนึกถึงตัวเองและรักตัวเองเยอะๆ พูดเหมือนง่ายมากๆ แต่มันอาจจะยากกับใครหลายๆ คน แต่อยากให้ทุกคนถนอมจิตใจตัวเองไว้ เรามีคนเดียวในโลก และโลกนี้มีอีกหลายสิ่งที่ให้เราได้เจอและค้นพบ งานอาจจะเป็นพาร์ทใหญ่สำหรับเรา เพราะคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราได้เงินในการไปใช้ชีวิต แต่เราไม่จำเป็นต้องมีวันที่เพอร์เฟกต์สมอไป อาจมีวันที่ดีบ้าง หงุดหงิดบ้าง หรือเฉยๆ บ้าง มันคือความเป็นจริงของชีวิต”

8. คุณภาพชีวิตที่ดีในแบบของแต่ละคน ไม่มีแบบ One size fits all

‘มี่’ อายุ 28 ปี เขานิยามตัวเองว่าเป็น “Senior video creator ที่มีความสุขดี แม้จะ burnout ในบางที”

ความคิดเห็นของมี่ต่อคำว่าประสบความสำเร็จ เขาพูดสั้นๆ ว่าคือ “การบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้” ซึ่งเป้าหมายของแต่ละคนคงแตกต่างกันออกไป อยู่ที่ว่าใครให้ความสำคัญกับเรื่องไหน อาจเป็นงาน เงิน ชีวิต และความรัก ซึ่งสำหรับเขาแล้ว…

“ประสบความสำเร็จในเรื่องงานในแบบของเรา คือได้ทำงานที่ชอบและสร้างรายได้ให้เราได้ด้วย งานของเรามันเป็นการเล่าเรื่องด้วยเสียงและภาพเคลื่อนไหว ถ้าสิ่งที่เราอยากสื่อสารมันไปทำงานกับใครบางคน ก็คงสำเร็จแล้วในมุมของเรา”

“ประสบความสำเร็จในเรื่องเงินในแบบของเรา คือได้ใช้เงินแบบไม่ต้องเปิดบัญชีดูทุกครั้งที่จะใช้จ่าย คือไม่ต้องเป็นเศรษฐี แค่มีใช้ในยามถึงวาระ ไม่มีภาระ ก็พอ แต่ยังไม่รู้นะว่าต้องมีเท่าไหร่ดี”

“ประสบความสำเร็จในเรื่องชีวิต เราให้คุณค่ากับสิ่งนี้ที่สุด คือ ‘การทำอะไรบางอย่างให้ลุล่วงด้วยดี’ ไม่ใช่แค่เสร็จ แต่ผลของความสำเร็จนั้นต้องสร้างอะไรบางอย่างในใจเราด้วย เป็นได้ทั้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการได้กินของอร่อย ขับรถถึงที่หมายอย่างปลอดภัย หรือใหญ่มาหน่อยคือการได้รางวัลจากการเพียรพยายามต่างๆ หรือถูกหวยก็อาจจะนับนะ (หัวเราะแบบคาดหวัง)”

เมื่อหาความหมายของคำว่าประสบความสำเร็จในแบบตัวเองได้แล้ว นั่นทำให้เขาไม่ได้เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร “อาจจะเพราะเราไม่ใช่คนที่ใช้ประโยค ‘ถ้า…จะ’ ในการดำเนินชีวิต เรื่องที่กดดันตัวเองที่สุดหากไม่ประสบความสำเร็จเลยเป็นเรื่องที่เราจะดูแลครอบครัวไม่ได้ดีเท่าที่ควรในเวลาที่เหมาะสมมากกว่า”

“แต่เราก็มีสิ่งที่อาจจะต้องดิ้นรน คือด้วยความที่ทุกวันนี้ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ด้วยตัวเอง คนดูมีตัวเลือกที่มากขึ้น บวกกับปริมาณคอนเทนต์ที่เยอะขึ้น เหล่าองค์กรสื่อกระแสหลักก็พยายามจะปรับตัวและผลิตผลงานออกมาให้มากขึ้นเพื่อให้ตัวเองได้กลับเข้าไปอยู่ในสายตาของผู้ชม แต่กลับกันจำนวนของคนทำงานกลับลดลงหรือคงที่เพราะต้องรักษาเสถียรภาพขององค์กรไว้จากปัจจัยสภาพสังคม สงคราม เศรษฐกิจ กลายเป็นหนึ่งคนต้องทำหน้าที่มากกว่าหนึ่งอย่าง นอกจากคนคนนั้นจะต้องสู้รบกับจำนวนชิ้นงานมหาศาล ยังต้องมาปวดหัวกับอัลกอริทึมที่ผันผวนไปวันต่อวันอีก เป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับถูกโปรแกรมไว้ว่ายิ่งเยอะยิ่งดี ยิ่งตามกระแสยิ่งเริ่ด มากกว่าแก่นหลักของเรื่องราวที่อยากจะส่งต่อ”

การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ ‘คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนทำงาน’ ที่มี่อยากพูดถึง เขาย้ำว่า “มันคงไม่มีแบบ One size fits all เพราะความต้องการของคนทำงานแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากมองภาพรวมเชิงนโยบาย มันก็ไม่น่ามีหนึ่งนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในทันทีเหมือนกัน แต่ก่อนจะไปถึงขั้นที่เราจะรู้ว่าควรเปลี่ยนแปลงอะไร คงต้องกลับไปสำรวจกันก่อนว่าเหล่าคนทำงานได้สิทธิ์ต่างๆ ครบตามที่พึงมีตั้งแต่ต้นแล้วหรือยัง?”

อ่านมาถึงตรงนี้ คำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ของผู้อ่านทุกท่านเป็นอย่างไร มีมุมเหมือนหรือต่างจากพวกเขาทั้งแปดหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องตอบได้ตอนนี้ ค่อยๆ หาคำตอบ ‘ของตัวเอง’ แล้วใช้ชีวิตต่อไปในแบบที่ตัวเองยังหาความสุขได้บ้าง แค่นั้นก็เก่งในแบบของทุกคนแล้ว

บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘ประสบความสำเร็จ’ ของเขา ไม่จำเป็นต้องเหมือนของเรา และถ้า ‘คนทำงาน’ แต่ละคนจะให้ความหมายมันต่างกัน ก็ไม่มีแบบไหนที่ผิด…ระหว่างทางที่มีทั้งหวานและขม เพื่อคำว่าประสบความสำเร็จ ของคน ‘8 อาชีพ’ เนื่องในวันแรงงาน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...