สำรวจประวัติศาสตร์เกมญี่ปุ่น ของดีที่ดังไกลไประดับโลก
ถ้าพูดถึงของดีญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่เป็นที่รู้จักและคิดถึงกันเป็นอย่างแรก ๆ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “เกม” ไม่ว่าจะเป็นของ Family Computer, PlayStation, GAMEBOY และ Nintendo Switch ต่างก็เป็นของญี่ปุ่นทั้งหมด ที่มาของเกมสนุก ๆ เหล่านี้เป็นอย่างไร เกมของญี่ปุ่นมีจุดเริ่มต้นมาจากอะไรบ้าง ในบทความนี้ขอมาเล่าให้ฟังนะคะ
ประวัติศาสตร์ของเกมในญี่ปุ่น
เกมคอมพิวเตอร์ที่ผลิตในญี่ปุ่นเผยโฉมขึ้นครั้งแรกในปี 1973 ส่วนเกมตู้ (เกมอาร์เคด – Arcade Game) ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงยุค 70 ต่อมาในยุค 80 ญี่ปุ่นจึงเริ่มผลิตเครื่องเล่นเกมคอนโซลแบบตั้งโต๊ะและเครื่องเล่นเกมแบบพกพาออกมาเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ช่วงนี้เองเกมญี่ปุ่นจึงเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
มาถึงในปัจจุบัน เครื่องเล่นเกมของ Nintendo และ Sony ก็ยังคงได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงซอฟต์แวร์เกมที่พัฒนาในญี่ปุ่นก็ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกเช่นกัน
กำเนิดของเกมคอมพิวเตอร์
จุดเริ่มต้นของเกมคอมพิวเตอร์ในญี่ปุ่น
ถ้าจะพูดถึงเกมคอมพิวเตอร์เกมแรกในญี่ปุ่น ว่ากันว่าเป็นเกม “ELEPONG” ของ Taito และเกม “PONG-TRON” ของ Sega ซึ่งเป็นเกมเลียนแบบเกมปิงปอง “PONG” ที่พัฒนาโดยบริษัท Atari ของอเมริกา ทั้งสองเกมวางจำหน่ายในญี่ปุ่นในปี 1973 เรียกได้ว่าเกมคอมพิวเตอร์ในญี่ปุ่นมีประวัติยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ในช่วงแรกทั้งเกม ELEPONG และเกม PONG-TRON เป็นแบบเกมตู้ ภายหลังจึงพัฒนาออกมาเป็นเกมเวอร์ชั่นสำหรับเล่นในบ้าน
จุดเริ่มต้นของวิดีโอเกมสำหรับเล่นในบ้าน
1. เกมตู้ (เกมอาร์เคด – Arcade Game)
จากหัวข้อที่แล้วที่ว่าเกมคอมพิวเตอร์ในญี่ปุ่นเริ่มเผยโฉมออกมาเมื่อปี 1973 แต่ถ้าจะพูดจริง ๆ เกมตู้มีมาก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว เพราะทาง Sega ได้ออกเกม “PERISCOPE” มาตั้งแต่ปี 1966 เป็นเกมที่ผู้เล่นต้องเล็งตอร์ปิโดใส่เรือรบ ส่วนทาง Taito เองก็มีพวกร้านเกมตู้เป็นของตัวเองมาตั้งแต่ช่วงยุค 60 โดยเป็นเกมพวกยิงปืนและพวกเกมตู้คีบตุ๊กตา
ต่อมาในปี 1978 ทาง Taito ได้ปล่อยเกม “Space Invaders” ออกมา ซึ่งเป็นเกมที่ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย และกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ทางสังคม หลังจากนั้นเกมที่ฮิตต่อมาจะเป็นเกม “Pac-Man” ของ Namco และเกม “Donkey Kong” จากค่ายนินเทนโด
ถึงแม้ว่าในช่วงยุค 70 ที่ญี่ปุ่นจะมีเครื่องเล่นวิดีโอเกมในบ้านแล้วแต่ก็ยังไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไรนัก คนญี่ปุ่นยังชอบไปเล่นเกมตู้ตามร้านเกมมากกว่า และพวกเกมตู้ก็ยังคงได้รับความนิยมจนถึงช่วงต้นยุค 80
2. ยุคของแฟมิคอม
เครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้านเครื่องแรกที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นคือ “TV Tennis Electrotennis (テレビテニス)” ซึ่งวางจำหน่ายโดย Epoch ในปี 1975 ต่อมาในช่วงปลายยุค 70 บริษัทต่าง ๆ เช่น Nintendo และ Bandai เริ่มวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน จากนั้นอีกหลายบริษัทอย่าง Takara Tomy และ Sega ก็เริ่มพัฒนาและวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้านเช่นเดียวกัน
พอมีกระแสการเล่นเกมในบ้านเพิ่มมากขึ้น ทาง Nintendo จึงได้ออกวางจำหน่าย “Family Computer (Famicom)” ในปี 1983 ในช่วงนั้นพวกเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้านยังประมวลผลได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ภาพก็ยังไม่ค่อยสวยเท่าพวกตู้เกมอาเคด Nintendo จึงแหวกตลาดออกมาเลยด้วยการสร้าง Famicom ให้มีรูปแบบการเล่นคล้ายกับพวกเกมอาร์เคด ผู้เล่นจึงชื่นชอบและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ยอดขายก็เติบโตขึ้นไปด้วย ซึ่งไม่เพียงแค่ฮิตในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังฮิตไปยังทั่วโลก ! ทำให้ Nintendo กลายเป็นบริษัทเกมที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในการพัฒนาเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่
ในช่วงกลางยุค 80 Famicom ได้รับความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ Nintendo ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน เพราะหลังจากนั้นทางค่ายต่าง ๆ ก็ได้พัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้านรุ่นต่าง ๆ ออกมาแข่งกับ Nintendo ไม่ว่าจะเป็น PC Engine โดย NEC Home Electronics ในปี 1987 และ Mega Drive โดย Sega ในปี 1988 ทาง Nintendo จึงได้พัฒนาไปอีกขั้นด้วยการวางจำหน่าย “Super Famicom” ออกมาในปี 1990 เป็นรุ่นต่อยอดจาก Famicom ทำให้ Nintendo กลับมาเป็นผู้นำในการแข่งขันพัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซลอีกครั้ง
ในช่วงยุค 1990 บริษัทอื่น ๆ ก็ยังคงพัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซลแข่งกันต่อไป ไม่ได้มีแต่บริษัท Sega หรือ NEC Home Electronics เท่านั้น แต่ยังมี Victor, Pioneer, Matsushita Electric และ Sanyo ด้วยที่ออกวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมคอนโซลของตนเองเช่นกัน และช่วงเวลาแห่งการแข่งขันที่ดุเดือดก็ยังคงดำเนินต่อไป
ในปี 1994 Sony ได้เข้าสู่การแข่งขันพัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซลด้วยการวางจำหน่าย PlayStation ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในปีเดียวกันนั้นเอง ทาง Sega ก็ได้ออกเครื่องเล่นเกม Sega Saturn มาวางจำหน่าย ต่อมาในปี 1996 ทาง Nintendo จึงได้ออกเครื่อง Nintendo 64 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะเครื่องเล่นเกมรุ่นต่อมา ควบคู่ไปกับ PlayStation
PS2, X-box, Wii
หลังจากปี 2000 จำนวนผู้เล่นรายใหม่ ๆ ลดลง ความแข็งแกร่งของ Sony กับซีรีส์ PlayStation ก็ชัดเจนยิ่งขึ้น ยอดขาย PlayStation เพิ่มขึ้นทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถในการเล่นเกมซอฟต์แวร์ยอดนิยม เช่น ซีรีส์ Dragon Quest, FINAL FANTASY และ Resident Evil ส่วน Nintendo ก็ยังคงรักษาตำแหน่งหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดไว้ได้ด้วยการวางจำหน่าย Nintendo GameCube ในปี 2001 และ Wii ในปี 2006 ส่วนในขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้ออก Xbox ในปี 2002 และ Xbox 360 ในปี 2005 มาเข้าร่วมการแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน
จากเครื่องเล่นเกมตั้งโต๊ะสู่เครื่องเล่นเกมพกพา
เมื่อเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน เช่น Famicom และ PlayStation เริ่มเป็นที่รู้จักและมีคนใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น เครื่องเล่นเกมพกพาที่สามารถพกพาไปเล่นนอกบ้านได้ก็เริ่มปรากฏขึ้นในช่วงยุค 80 และได้พัฒนาไปในหลายแบบอย่างต่อเนื่อง
1. GAMEBOY, GAMEGEAR
ในช่วงปลายยุค 70 เครื่องเล่นเกมพกพาได้วางจำหน่ายแล้วในสหรัฐอเมริกา แต่เทคโนโลยีจอ LCD ในเวลานั้นยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ยังไม่มีเกมไหนที่มีตัวละครอยู่บนหน้าจอ พอถึงปี 1980 เกม Game & Watch ของ Nintendo ที่วางจำหน่ายในตอนนั้นจึงเป็นที่นิยมอย่างมาก ต่อมา ทางค่าย Epoch และ Bandai ก็ได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมพกพาที่ใช้จอ LCD แต่พอถึงเดือนเมษายนปี 1989 ก็ได้มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อทางค่าย Nintendo ออก “GAMEBOY” มาวางจำหน่าย ซึ่งดังและฮิตเป็นพลุแตกทันที ! ได้รับยอดขายสูงมากจนสินค้าหมดสต็อกอยู่ตลอด เพราะใคร ๆ ต่างก็อยากเล่นเกมที่เป็นที่กล่าวขวัญในขณะนั้นอย่าง Super Mario Run และ Tetris
ต่อมาในปี 1990 ทางค่าย Sega ได้วางจำหน่าย GAMEGEAR ซึ่งช่วยให้เครื่องเล่นเกมพกพาได้รับการยอมรับมากขึ้น ตีคู่มากับเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน
2. จาก PSP สู่ Nintendo Switch
ภายหลังเมื่อเกมของ Nintendo และ Sega ได้รับความนิยมมากขึ้น ทางค่าย Bandai และ SNK ก็ได้ออกเครื่องเล่นเกมพกพาตามมาติด ๆ แต่บริษัทเกมที่ยังคงครองความนิยมเป็นอันดับ 1 ก็ยังคงเป็น Nintendo โดยออกเครื่องเล่นเกมรุ่นที่ต่อยอดจากซีรีส์ GAMEBOY ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึง Nintendo DS ที่วางจำหน่ายในปี 2004 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีไฮเทคมากมาย ที่เด่น ๆ ก็จะเป็นเรื่องหน้าจอระบบสัมผัสและการสามารถควบคุมเกมด้วยเสียงได้
ในปีเดียวกันนั้นเอง ทาง Sony ก็ได้เข้ามาสู่ตลาดเครื่องเล่นเกมพกพาบ้างด้วยการออก PlayStation Portable มาวางจำหน่าย ซึ่งในตอนนั้นเอง บริษัทอื่น ๆ ก็แทบจะไม่ออกเครื่องเล่นเกมพกพารุ่นใหม่ ๆ กันแล้ว จนเวลาผ่านไปถึงปี 2011 ทาง Nintendo จึงออก Nintendo 3DS และทาง Sony ได้ออก PlayStation Vita เพื่อมาแข่งกันสร้างประวัติศาสตร์ของเครื่องเล่นเกมพกพาอีกครั้ง แต่ตั้งแต่ช่วงนั้นเอง การใช้โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ตโฟนอย่างแพร่หลายทำให้คนไม่ค่อยนิยมเล่นเครื่องเกมพกพา ความถี่ในการวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมพกพาจึงลดลง
จนกระทั่งปี 2017 ที่ทาง Nintendo ได้ออก Nintendo Switch มาสู่ตลาดโลก และมียอดขายที่มหาศาล เรียกว่าแทบทุกบ้านของคนเล่นเกมจะต้องมี แต่ Nintendo Switch จัดเป็นเครื่องเล่นเกมสำหรับเล่นในบ้านได้ด้วย จึงไม่ถือว่าเป็นเครื่องเล่นเกมพกพาอย่างเดียวเหมือนอย่างเครื่องเล่นเกมพกพาแบบที่สามารถแยกออกอย่างเห็นได้ชัดแบบที่ผ่าน ๆ มา
3. Steam Deck
พอก้าวเข้าสู่ยุคเติบโตของสมาร์ตโฟน เครื่องเล่นเกมพกพารุ่นใหม่ ๆ เริ่มหายากขึ้น ในปี 2022 แพลตฟอร์มเกมชื่อดังอย่าง Steam จึงเปิดตัว “Steam Deck” ขึ้นมา และมียอดขายถล่มทลายมากกว่าหลายล้านชุดภายในหนึ่งปีหลังจากการเปิดตัว ทำให้เป็นที่น่าจับตามองมาก
กำเนิดของเกมออนไลน์ในญี่ปุ่น
1. จุดเริ่มต้นของเกมออนไลน์
ถ้าพูดถึงในระดับโลก จุดเริ่มต้นของเกมออนไลน์จะมาจากที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยออกวางจำหน่ายเกม “Diablo” ในปี 1997 และเกม “Ultima Online” ในปีต่อมา
ส่วนที่ญี่ปุ่น ในช่วงปลายยุค 90 ญี่ปุ่นได้พัฒนาและจำหน่ายเครื่องเล่นเกมและซอฟต์แวร์เป็นจำนวนมาก การเล่นเกมก็แพร่หลายมากขึ้น แต่มีการสำรวจว่าในปี 1998 นั้น มีประชากรญี่ปุ่นเพียง 13% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ส่วนผู้เล่นเกมออนไลน์เองก็ยังมีน้อยอยู่ เพราะการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบเหมาจ่ายยังไม่แพร่หลาย ดังนั้นต้นทุนการสื่อสารที่ค่อนข้างสูงจึงเป็นอุปสรรคต่อการเล่นเกมออนไลน์
2. เมื่ออินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลง การเล่นเกมออนไลน์จึงเปลี่ยนไป
ในปี 1999 ที่ญี่ปุ่นได้เปิดตัว ADSL ขึ้น เมื่อภาคธุรกิจและรัฐบาลร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต บริการอินเทอร์เน็ตแบบเหมาจ่ายจึงเริ่มให้บริการในญี่ปุ่นหลังปี 2000 เมื่อมีการพัฒนาของอินเทอร์เน็ต เกมที่เล่นออนไลน์ได้จึงเริ่มออกมาวางจำหน่าย ในปี 2002 เกม “FINAL FANTASY XI” จึงได้ถือกำเนิดขึ้น และในปี 2003 ประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่นเริ่มมีมากกว่า 64% ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นการเริ่มต้นยุคของเกมออนไลน์ในญี่ปุ่น
3. การมาถึงของสมาร์ทโฟนและการเสพติดเกมออนไลน์
หลังจากนั้นในยุคของปี 2000 จำนวนผู้เล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือมีเพิ่มมากขึ้น และด้วยการเปิดตัว iPhone ในญี่ปุ่นในปี 2008 คนใช้สมาร์ทโฟนจำนวนมากเริ่มสนุกกับการเล่นเกมออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ อุตสาหกรรมเกมจึงเริ่มพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยเกมบนโซเชียลต่าง ๆ เนื่องจากเราสามารถเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดพฤติกรรมการเสพติดเกมออนไลน์มากขึ้น คนที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อใช้จ่ายในเกมก็มีเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นปัญหาทางสังคม ต่อมาในช่วงต้นยุค 2010 บริษัทเกมต่าง ๆ จึงได้นำระบบการควบคุมตนเองมาใช้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสังคม
4. เกมออนไลน์และ VR
จนมาถึงปี 2024 เกมออนไลน์ต่าง ๆ ยังคงถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยม มีแฟน ๆ เกมมากมาย บางเกมยังเข้ากันได้ดีกับเทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่าง VR (Virtual Reality) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงแบบ 360 องศา และ Metaverse ทำให้การเล่นเกมยิ่งสนุกขึ้น เหมือนจริงมากขึ้น
อนาคตของเกมญี่ปุ่น
นับตั้งแต่ช่วงยุค 80 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นถือว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลกับโลกมากทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่ระยะหลัง ๆ มานี้บริษัทเกมของจีนก็เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมาก ถึงกับมีบางคนกล่าวว่าอุตสาหกรรมเกมของญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงขาลง แต่จากผลวิจัยของสถาบันวิจัย Kadokawa ASCII ในปี 2023 เปิดเผยว่าตลาดเกมของญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ในช่วงขาลง ถึงตลาดภายในประเทศจะไม่เติบโตอย่างโดดเด่นเหมือนเมื่อก่อน แต่ตลาดเกมทั่วโลก เกมญี่ปุ่นก็ยังคงเติบโตอยู่ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงควรขยายตลาดไปทั่วโลก และมุ่งมั่นที่จะรักษาส่วนแบ่งการตลาดของตนต่อไป
สรุปเนื้อหาจาก game-matching