โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจประวัติศาสตร์เกมญี่ปุ่น ของดีที่ดังไกลไประดับโลก

conomi

อัพเดต 24 ก.พ. เวลา 11.45 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • conomi.co

ถ้าพูดถึงของดีญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่เป็นที่รู้จักและคิดถึงกันเป็นอย่างแรก ๆ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “เกม” ไม่ว่าจะเป็นของ Family Computer, PlayStation, GAMEBOY และ Nintendo Switch ต่างก็เป็นของญี่ปุ่นทั้งหมด ที่มาของเกมสนุก ๆ เหล่านี้เป็นอย่างไร เกมของญี่ปุ่นมีจุดเริ่มต้นมาจากอะไรบ้าง ในบทความนี้ขอมาเล่าให้ฟังนะคะ

ประวัติศาสตร์ของเกมในญี่ปุ่น

เกมคอมพิวเตอร์ที่ผลิตในญี่ปุ่นเผยโฉมขึ้นครั้งแรกในปี 1973 ส่วนเกมตู้ (เกมอาร์เคด – Arcade Game) ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงยุค 70 ต่อมาในยุค 80 ญี่ปุ่นจึงเริ่มผลิตเครื่องเล่นเกมคอนโซลแบบตั้งโต๊ะและเครื่องเล่นเกมแบบพกพาออกมาเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ช่วงนี้เองเกมญี่ปุ่นจึงเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

มาถึงในปัจจุบัน เครื่องเล่นเกมของ Nintendo และ Sony ก็ยังคงได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงซอฟต์แวร์เกมที่พัฒนาในญี่ปุ่นก็ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกเช่นกัน

กำเนิดของเกมคอมพิวเตอร์

จุดเริ่มต้นของเกมคอมพิวเตอร์ในญี่ปุ่น

ถ้าจะพูดถึงเกมคอมพิวเตอร์เกมแรกในญี่ปุ่น ว่ากันว่าเป็นเกม “ELEPONG” ของ Taito และเกม “PONG-TRON” ของ Sega ซึ่งเป็นเกมเลียนแบบเกมปิงปอง “PONG” ที่พัฒนาโดยบริษัท Atari ของอเมริกา ทั้งสองเกมวางจำหน่ายในญี่ปุ่นในปี 1973 เรียกได้ว่าเกมคอมพิวเตอร์ในญี่ปุ่นมีประวัติยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ในช่วงแรกทั้งเกม ELEPONG และเกม PONG-TRON เป็นแบบเกมตู้ ภายหลังจึงพัฒนาออกมาเป็นเกมเวอร์ชั่นสำหรับเล่นในบ้าน

จุดเริ่มต้นของวิดีโอเกมสำหรับเล่นในบ้าน

1. เกมตู้ (เกมอาร์เคด – Arcade Game)

จากหัวข้อที่แล้วที่ว่าเกมคอมพิวเตอร์ในญี่ปุ่นเริ่มเผยโฉมออกมาเมื่อปี 1973 แต่ถ้าจะพูดจริง ๆ เกมตู้มีมาก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว เพราะทาง Sega ได้ออกเกม “PERISCOPE” มาตั้งแต่ปี 1966 เป็นเกมที่ผู้เล่นต้องเล็งตอร์ปิโดใส่เรือรบ ส่วนทาง Taito เองก็มีพวกร้านเกมตู้เป็นของตัวเองมาตั้งแต่ช่วงยุค 60 โดยเป็นเกมพวกยิงปืนและพวกเกมตู้คีบตุ๊กตา

ต่อมาในปี 1978 ทาง Taito ได้ปล่อยเกม Space Invaders” ออกมา ซึ่งเป็นเกมที่ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย และกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ทางสังคม หลังจากนั้นเกมที่ฮิตต่อมาจะเป็นเกม Pac-Man” ของ Namco และเกม Donkey Kong” จากค่ายนินเทนโด

ถึงแม้ว่าในช่วงยุค 70 ที่ญี่ปุ่นจะมีเครื่องเล่นวิดีโอเกมในบ้านแล้วแต่ก็ยังไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไรนัก คนญี่ปุ่นยังชอบไปเล่นเกมตู้ตามร้านเกมมากกว่า และพวกเกมตู้ก็ยังคงได้รับความนิยมจนถึงช่วงต้นยุค 80

2. ยุคของแฟมิคอม

เครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้านเครื่องแรกที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นคือ “TV Tennis Electrotennis (テレビテニス)” ซึ่งวางจำหน่ายโดย Epoch ในปี 1975 ต่อมาในช่วงปลายยุค 70 บริษัทต่าง ๆ เช่น Nintendo และ Bandai เริ่มวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน จากนั้นอีกหลายบริษัทอย่าง Takara Tomy และ Sega ก็เริ่มพัฒนาและวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้านเช่นเดียวกัน

พอมีกระแสการเล่นเกมในบ้านเพิ่มมากขึ้น ทาง Nintendo จึงได้ออกวางจำหน่าย “Family Computer (Famicom)” ในปี 1983 ในช่วงนั้นพวกเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้านยังประมวลผลได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ภาพก็ยังไม่ค่อยสวยเท่าพวกตู้เกมอาเคด Nintendo จึงแหวกตลาดออกมาเลยด้วยการสร้าง Famicom ให้มีรูปแบบการเล่นคล้ายกับพวกเกมอาร์เคด ผู้เล่นจึงชื่นชอบและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ยอดขายก็เติบโตขึ้นไปด้วย ซึ่งไม่เพียงแค่ฮิตในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังฮิตไปยังทั่วโลก ! ทำให้ Nintendo กลายเป็นบริษัทเกมที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในการพัฒนาเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่

ในช่วงกลางยุค 80 Famicom ได้รับความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ Nintendo ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน เพราะหลังจากนั้นทางค่ายต่าง ๆ ก็ได้พัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้านรุ่นต่าง ๆ ออกมาแข่งกับ Nintendo ไม่ว่าจะเป็น PC Engine โดย NEC Home Electronics ในปี 1987 และ Mega Drive โดย Sega ในปี 1988 ทาง Nintendo จึงได้พัฒนาไปอีกขั้นด้วยการวางจำหน่าย “Super Famicom” ออกมาในปี 1990 เป็นรุ่นต่อยอดจาก Famicom ทำให้ Nintendo กลับมาเป็นผู้นำในการแข่งขันพัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซลอีกครั้ง

ในช่วงยุค 1990 บริษัทอื่น ๆ ก็ยังคงพัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซลแข่งกันต่อไป ไม่ได้มีแต่บริษัท Sega หรือ NEC Home Electronics เท่านั้น แต่ยังมี Victor, Pioneer, Matsushita Electric และ Sanyo ด้วยที่ออกวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมคอนโซลของตนเองเช่นกัน และช่วงเวลาแห่งการแข่งขันที่ดุเดือดก็ยังคงดำเนินต่อไป

ในปี 1994 Sony ได้เข้าสู่การแข่งขันพัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซลด้วยการวางจำหน่าย PlayStation ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในปีเดียวกันนั้นเอง ทาง Sega ก็ได้ออกเครื่องเล่นเกม Sega Saturn มาวางจำหน่าย ต่อมาในปี 1996 ทาง Nintendo จึงได้ออกเครื่อง Nintendo 64 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะเครื่องเล่นเกมรุ่นต่อมา ควบคู่ไปกับ PlayStation

PS2, X-box, Wii

หลังจากปี 2000 จำนวนผู้เล่นรายใหม่ ๆ ลดลง ความแข็งแกร่งของ Sony กับซีรีส์ PlayStation ก็ชัดเจนยิ่งขึ้น ยอดขาย PlayStation เพิ่มขึ้นทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถในการเล่นเกมซอฟต์แวร์ยอดนิยม เช่น ซีรีส์ Dragon Quest, FINAL FANTASY และ Resident Evil ส่วน Nintendo ก็ยังคงรักษาตำแหน่งหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดไว้ได้ด้วยการวางจำหน่าย Nintendo GameCube ในปี 2001 และ Wii ในปี 2006 ส่วนในขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้ออก Xbox ในปี 2002 และ Xbox 360 ในปี 2005 มาเข้าร่วมการแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน

จากเครื่องเล่นเกมตั้งโต๊ะสู่เครื่องเล่นเกมพกพา

เมื่อเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน เช่น Famicom และ PlayStation เริ่มเป็นที่รู้จักและมีคนใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น เครื่องเล่นเกมพกพาที่สามารถพกพาไปเล่นนอกบ้านได้ก็เริ่มปรากฏขึ้นในช่วงยุค 80 และได้พัฒนาไปในหลายแบบอย่างต่อเนื่อง

1. GAMEBOY, GAMEGEAR

ในช่วงปลายยุค 70 เครื่องเล่นเกมพกพาได้วางจำหน่ายแล้วในสหรัฐอเมริกา แต่เทคโนโลยีจอ LCD ในเวลานั้นยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ยังไม่มีเกมไหนที่มีตัวละครอยู่บนหน้าจอ พอถึงปี 1980 เกม Game & Watch ของ Nintendo ที่วางจำหน่ายในตอนนั้นจึงเป็นที่นิยมอย่างมาก ต่อมา ทางค่าย Epoch และ Bandai ก็ได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมพกพาที่ใช้จอ LCD แต่พอถึงเดือนเมษายนปี 1989 ก็ได้มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อทางค่าย Nintendo ออก “GAMEBOY” มาวางจำหน่าย ซึ่งดังและฮิตเป็นพลุแตกทันที ! ได้รับยอดขายสูงมากจนสินค้าหมดสต็อกอยู่ตลอด เพราะใคร ๆ ต่างก็อยากเล่นเกมที่เป็นที่กล่าวขวัญในขณะนั้นอย่าง Super Mario Run และ Tetris

ต่อมาในปี 1990 ทางค่าย Sega ได้วางจำหน่าย GAMEGEAR ซึ่งช่วยให้เครื่องเล่นเกมพกพาได้รับการยอมรับมากขึ้น ตีคู่มากับเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับเล่นในบ้าน

2. จาก PSP สู่ Nintendo Switch

ภายหลังเมื่อเกมของ Nintendo และ Sega ได้รับความนิยมมากขึ้น ทางค่าย Bandai และ SNK ก็ได้ออกเครื่องเล่นเกมพกพาตามมาติด ๆ แต่บริษัทเกมที่ยังคงครองความนิยมเป็นอันดับ 1 ก็ยังคงเป็น Nintendo โดยออกเครื่องเล่นเกมรุ่นที่ต่อยอดจากซีรีส์ GAMEBOY ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึง Nintendo DS ที่วางจำหน่ายในปี 2004 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีไฮเทคมากมาย ที่เด่น ๆ ก็จะเป็นเรื่องหน้าจอระบบสัมผัสและการสามารถควบคุมเกมด้วยเสียงได้

ในปีเดียวกันนั้นเอง ทาง Sony ก็ได้เข้ามาสู่ตลาดเครื่องเล่นเกมพกพาบ้างด้วยการออก PlayStation Portable มาวางจำหน่าย ซึ่งในตอนนั้นเอง บริษัทอื่น ๆ ก็แทบจะไม่ออกเครื่องเล่นเกมพกพารุ่นใหม่ ๆ กันแล้ว จนเวลาผ่านไปถึงปี 2011 ทาง Nintendo จึงออก Nintendo 3DS และทาง Sony ได้ออก PlayStation Vita เพื่อมาแข่งกันสร้างประวัติศาสตร์ของเครื่องเล่นเกมพกพาอีกครั้ง แต่ตั้งแต่ช่วงนั้นเอง การใช้โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ตโฟนอย่างแพร่หลายทำให้คนไม่ค่อยนิยมเล่นเครื่องเกมพกพา ความถี่ในการวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมพกพาจึงลดลง

จนกระทั่งปี 2017 ที่ทาง Nintendo ได้ออก Nintendo Switch มาสู่ตลาดโลก และมียอดขายที่มหาศาล เรียกว่าแทบทุกบ้านของคนเล่นเกมจะต้องมี แต่ Nintendo Switch จัดเป็นเครื่องเล่นเกมสำหรับเล่นในบ้านได้ด้วย จึงไม่ถือว่าเป็นเครื่องเล่นเกมพกพาอย่างเดียวเหมือนอย่างเครื่องเล่นเกมพกพาแบบที่สามารถแยกออกอย่างเห็นได้ชัดแบบที่ผ่าน ๆ มา

3. Steam Deck

พอก้าวเข้าสู่ยุคเติบโตของสมาร์ตโฟน เครื่องเล่นเกมพกพารุ่นใหม่ ๆ เริ่มหายากขึ้น ในปี 2022 แพลตฟอร์มเกมชื่อดังอย่าง Steam จึงเปิดตัว “Steam Deck” ขึ้นมา และมียอดขายถล่มทลายมากกว่าหลายล้านชุดภายในหนึ่งปีหลังจากการเปิดตัว ทำให้เป็นที่น่าจับตามองมาก

กำเนิดของเกมออนไลน์ในญี่ปุ่น

1. จุดเริ่มต้นของเกมออนไลน์

ถ้าพูดถึงในระดับโลก จุดเริ่มต้นของเกมออนไลน์จะมาจากที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยออกวางจำหน่ายเกม Diablo” ในปี 1997 และเกม Ultima Online” ในปีต่อมา

ส่วนที่ญี่ปุ่น ในช่วงปลายยุค 90 ญี่ปุ่นได้พัฒนาและจำหน่ายเครื่องเล่นเกมและซอฟต์แวร์เป็นจำนวนมาก การเล่นเกมก็แพร่หลายมากขึ้น แต่มีการสำรวจว่าในปี 1998 นั้น มีประชากรญี่ปุ่นเพียง 13% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ส่วนผู้เล่นเกมออนไลน์เองก็ยังมีน้อยอยู่ เพราะการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบเหมาจ่ายยังไม่แพร่หลาย ดังนั้นต้นทุนการสื่อสารที่ค่อนข้างสูงจึงเป็นอุปสรรคต่อการเล่นเกมออนไลน์

2. เมื่ออินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลง การเล่นเกมออนไลน์จึงเปลี่ยนไป

ในปี 1999 ที่ญี่ปุ่นได้เปิดตัว ADSL ขึ้น เมื่อภาคธุรกิจและรัฐบาลร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต บริการอินเทอร์เน็ตแบบเหมาจ่ายจึงเริ่มให้บริการในญี่ปุ่นหลังปี 2000 เมื่อมีการพัฒนาของอินเทอร์เน็ต เกมที่เล่นออนไลน์ได้จึงเริ่มออกมาวางจำหน่าย ในปี 2002 เกม “FINAL FANTASY XI” จึงได้ถือกำเนิดขึ้น และในปี 2003 ประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่นเริ่มมีมากกว่า 64% ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นการเริ่มต้นยุคของเกมออนไลน์ในญี่ปุ่น

3. การมาถึงของสมาร์ทโฟนและการเสพติดเกมออนไลน์

หลังจากนั้นในยุคของปี 2000 จำนวนผู้เล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือมีเพิ่มมากขึ้น และด้วยการเปิดตัว iPhone ในญี่ปุ่นในปี 2008 คนใช้สมาร์ทโฟนจำนวนมากเริ่มสนุกกับการเล่นเกมออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ อุตสาหกรรมเกมจึงเริ่มพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยเกมบนโซเชียลต่าง ๆ เนื่องจากเราสามารถเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดพฤติกรรมการเสพติดเกมออนไลน์มากขึ้น คนที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อใช้จ่ายในเกมก็มีเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นปัญหาทางสังคม ต่อมาในช่วงต้นยุค 2010 บริษัทเกมต่าง ๆ จึงได้นำระบบการควบคุมตนเองมาใช้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสังคม

4. เกมออนไลน์และ VR

จนมาถึงปี 2024 เกมออนไลน์ต่าง ๆ ยังคงถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยม มีแฟน ๆ เกมมากมาย บางเกมยังเข้ากันได้ดีกับเทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่าง VR (Virtual Reality) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงแบบ 360 องศา และ Metaverse ทำให้การเล่นเกมยิ่งสนุกขึ้น เหมือนจริงมากขึ้น

อนาคตของเกมญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ช่วงยุค 80 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นถือว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลกับโลกมากทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่ระยะหลัง ๆ มานี้บริษัทเกมของจีนก็เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมาก ถึงกับมีบางคนกล่าวว่าอุตสาหกรรมเกมของญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงขาลง แต่จากผลวิจัยของสถาบันวิจัย Kadokawa ASCII ในปี 2023 เปิดเผยว่าตลาดเกมของญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ในช่วงขาลง ถึงตลาดภายในประเทศจะไม่เติบโตอย่างโดดเด่นเหมือนเมื่อก่อน แต่ตลาดเกมทั่วโลก เกมญี่ปุ่นก็ยังคงเติบโตอยู่ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงควรขยายตลาดไปทั่วโลก และมุ่งมั่นที่จะรักษาส่วนแบ่งการตลาดของตนต่อไป

สรุปเนื้อหาจาก game-matching

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...