สมรภูมิ Robotics โลก!! แต้มต่อของไทยไม่ใช่แข่งจีนผลิตแขนกล แต่คือการปั้นคลัสเตอร์สำคัญ "ประกอบ-ทดสอบ-วางระบบ" ผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางหุ่นยนต์อาเซียน"
“โรงงานหุ่นยนต์ของโลก” ไทยไปไกลได้แค่ไหน? คำตอบอาจไม่ใช่เบอร์ 1 แต่เป็น “ฮับที่โลกต้องพึ่ง”
.
ถ้าถามว่า ไทย จะเป็น “ศูนย์การผลิตหุ่นยนต์แห่งโลก” ได้ไหม—คำตอบแบบไม่อ้อมค้อมคือ ยากมากถ้าหมายถึงการขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของโลกในเชิงปริมาณ แต่ถ้าปรับกรอบใหม่ให้เฉียบกว่า: ไทยมีโอกาสสูงมากที่จะเป็น “ศูนย์กลางหุ่นยนต์ของอาเซียน” และเป็นฐานผลิต/ประกอบ/ทดสอบ/คัสตอมโซลูชันหุ่นยนต์ที่โลกต้องใช้จริง
นี่ไม่ใช่การปลอบใจตัวเอง แต่เป็นการอ่านเกมอุตสาหกรรมที่ “กระจุกตัว” และต้องชนะด้วย “ระบบนิเวศ” มากกว่าคำขวัญ
.
โลกกำลังเร่งติดหุ่นยนต์…แต่เกมนี้กระจุกตัวสุดๆ
ข้อมูลจาก International Federation of Robotics ระบุว่า ปี 2024 มีการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกประมาณ 542,000 ตัว และเกิดขึ้นในเอเชียมากถึง 74% ของการติดตั้งใหม่ทั้งหมด
และที่ชัดกว่านั้นคือ “ศูนย์กลางอำนาจ” ในหุ่นยนต์อุตสาหกรรมยังเกาะกลุ่มแน่น—จีน ประเทศเดียวกินสัดส่วนราว 54% ของการติดตั้งหุ่นยนต์ใหม่ทั่วโลกในปี 2024
พูดให้ตรง: ถ้าจะแข่งแบบ “จำนวนการผลิตระดับโลก” คุณกำลังลงสนามที่เจ้าถิ่นถือไพ่เหนือกว่า ทั้งสเกลโรงงาน ซัพพลายเชนชิ้นส่วนหลัก และทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
.
แต้มต่อของไทย: เราเป็น “ฐานโรงงานจริง” ที่มีดีมานด์ และมีพื้นที่ยุทธศาสตร์พร้อม
จุดแข็งของไทยไม่ใช่การฝันว่าจะสร้างแบรนด์แขนกลไปชนเจ้าโลกทันที แต่คือการเป็นฐานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ระบบอัตโนมัติจริง โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วน
ปี 2024 ไทยผลิตรถยนต์รวมประมาณ 1.47 ล้านคัน (ทั้งในประเทศและส่งออก) ซึ่งสะท้อนฐานการผลิตและเครือข่ายโรงงานที่ใหญ่มากพอจะเป็น “ตลาดทดสอบ–ตลาดใช้งาน” ของหุ่นยนต์และระบบออโตเมชันได้
ขณะเดียวกัน ไทยมีพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง EEC (Eastern Economic Corridor) ที่ผลักดัน use case ด้านเทคโนโลยีร่วมกับชุมชนหุ่นยนต์/ออโตเมชันในประเทศอย่างชัดเจน
และ “เครื่องมือรัฐ” ก็เริ่มวางแรงจูงใจไว้แล้ว ผ่าน BOI (Board of Investment Thailand) ที่มีมาตรการสนับสนุนการลงทุนระบบออโตเมชัน/หุ่นยนต์ เช่น ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 3 ปี ตามเงื่อนไขในคู่มือส่งเสริมการลงทุน
สรุปคือ ไทยมี 3 อย่างที่สำคัญ: ตลาดใช้งานจริง + พื้นที่ยุทธศาสตร์ + แรงจูงใจการลงทุน สิ่งที่เหลือคือ “ต่อให้ติด” เป็น ecosystem การผลิตให้ครบ
.
ปมที่ทำให้ไทย “ยังไม่ใช่โรงงานหุ่นยนต์ของโลก”
1) เราเก่งการใช้งาน/ติดตั้ง แต่ยังไม่หนาพอใน “ชิ้นส่วนหัวใจ”
หุ่นยนต์อุตสาหกรรมไม่ได้แข่งกันที่การประกอบเหล็กเป็นแขนกล แต่แข่งกันที่หัวใจอย่าง เซอร์โวไดรฟ์, มอเตอร์, รีดิวเซอร์, คอนโทรลเลอร์, เซนเซอร์, ซอฟต์แวร์ควบคุม และมาตรฐานความปลอดภัย ประเทศผู้นำถือห่วงโซ่นี้แน่นมาก
2) ไทยมี SI โตได้อีกมาก—แต่ต้องทำให้ “ส่งออกบริการ” ได้จริง
โลกหุ่นยนต์ไม่ได้ขาดแค่เครื่อง แต่ขาด “คนทำให้มันทำงานได้กับโรงงานจริง” นี่คือสนามของ system integrator (SI) และโซลูชันสมาร์ตแฟคทอรี ไทยมีผู้เล่นต่างชาติทำตลาดและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการยกระดับเครือข่าย SI ให้แข็งและขยายสู่ภูมิภาค
3) เกมสิทธิประโยชน์ “ภาษีอย่างเดียว” อาจไม่พอในยุคใหม่
ต่อให้มีแรงจูงใจ แต่การแข่งขันดึงฐานการผลิตวันนี้ชนะกันที่ คน (ทักษะ), ซัพพลายเชน, ความเร็ว, คุณภาพ, มาตรฐาน ไม่ใช่แค่ภาษี ดังนั้นถ้าไทยอยากชนะ ต้อง “สร้างความได้เปรียบที่ยืนระยะ” มากกว่าการแจกโปรโมชั่น
.
คำตอบที่คมที่สุด: ไทยควรตั้งเป้าเป็น “ฮับหุ่นยนต์อาเซียน” ด้วย 3 สนามนี้
สนามที่ 1: ศูนย์กลาง System Integration + Retrofit โรงงาน
ทำให้ไทยเป็นที่ที่โรงงานทั้งอาเซียน “มาหาคนทำไลน์ออโตเมชัน” ตั้งแต่ประเมินหน้างาน ออกแบบไลน์ ติดตั้ง เทรนคน ไปจนถึงซ่อมบำรุง ข้อดีคือใช้จุดแข็งฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทยได้ทันที และต่อยอดรายได้แบบบริการ/โปรเจกต์ได้เร็ว
สนามที่ 2: ฐานประกอบ–ทดสอบ–คัสตอม เพื่อส่งออกภูมิภาค
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากผลิตทุกชิ้นเอง แต่เริ่มจาก final assembly, testing, calibration, end-effector และ application-specific package ให้แข็ง ไทยทำได้ดีในงานผลิตชิ้นส่วนโลหะ โครงสร้าง ตู้คอนโทรล สายไฟ ฟิกซ์เจอร์ และงานคัสตอมหน้างาน—ถ้าจัดคลัสเตอร์ให้จริง จะกลายเป็นฐานส่งออกโซลูชัน
สนามที่ 3: สร้าง “แชมป์เฉพาะทาง” ในหุ่นยนต์บริการ/อาหาร/เกษตร/สุขภาพ
ถ้าจะมีโอกาสสร้างแบรนด์ไทยให้ดังระดับโลก ทางลัดไม่ใช่ไปชนตลาดแขนกลมาตรฐานที่เดือดสุด แต่คือหุ่นยนต์ที่ผูกกับจุดแข็งประเทศและ pain point หน้างาน ใครแก้ปัญหาได้จริงก่อน คนนั้นชนะ—even ถ้าสเกลยังไม่เท่ามหาอำนาจ
.
4 เงื่อนไขที่ไทยต้อง “กล้าทำจริง” ถ้าอยากให้โลกย้ายฐานหุ่นยนต์มาที่นี่
1) ปั้นกำลังคนเมคคาทรอนิกส์/คอนโทรล/ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมแบบเร่งด่วน ให้ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่จบใบปริญญา
2) ตั้งศูนย์ทดสอบ–รับรองมาตรฐาน (testing/certification) ให้การประกอบ/คัสตอมในไทย “เชื่อถือได้ระดับสากล”
3) ดึงผู้ผลิตรายใหญ่ให้มาตั้งฐานประกอบ/ทดสอบ/อะไหล่ แล้วผูกกับการพัฒนา local supplier ให้เกิดจริง
4) ทำให้ตลาดในประเทศเป็นสนามทดลอง ผ่านโครงการ retrofit โรงงาน/SME automation เพื่อให้เกิดเคสจริงจำนวนมากและเร็ว
.
บทสรุป: ไทยอาจไม่ใช่ “โรงงานหุ่นยนต์ของโลก” แบบเบอร์ 1 แต่เป็น “จุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค” ได้
โลกกำลังเร่งใช้หุ่นยนต์ และการติดตั้งกระจุกตัวหนักในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ดังนั้นการตั้งเป้าแบบฉลาดของไทยคือไม่ใช่ฝืนแข่งเกมปริมาณ แต่ต้องชนะเกม “ระบบนิเวศ” ให้เป็นศูนย์กลางโซลูชัน ห่วงโซ่ประกอบ–ทดสอบ–คัสตอม และการติดตั้งระดับอาเซียน
ถ้าวันหนึ่งนักลงทุนคิดเรื่องหุ่นยนต์แล้วนึกถึงไทยเป็น “ที่ที่ทำให้โรงงานทั้งภูมิภาคเดินได้เร็วขึ้น” —วันนั้นไทยก็เป็นศูนย์กลางในแบบที่มีเงินไหลเข้า มีคนทำงานจริง และมีอำนาจต่อรองจริง ไม่ต้องรอคำว่า “เบอร์ 1 ของโลก” ให้ใครอนุมัติ.
.
แหล่งอ้างอิง (สำหรับบรรณาธิการ):
- International Federation of Robotics (IFR): https://ifr.org/
- Thailand Auto Industry (Facts & Figures 2024): https://data.thaiauto.or.th/
- EEC Fact Sheet 2023: https://image.mfa.go.th/
- BOI A Guide 2025: https://osos.boi.go.th/