โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เทียบนโยบาย 5 พรรคการเมือง กู้วิกฤตเอสเอ็มอีไทย

Thai PBS

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

เวทีฟังเสียงประชาชนแก้วิกฤตเอสเอ็มอีไทย ตัวแทน 5 พรรคการเมือง เสนอแขวนกฎหมาย เอื้อเอสเอ็มอีกลับสู่ระบบการเงิน ปราบทุนสีเทา ยกเครื่องเครดิตบูโรและมาตรการภาษีแบบขั้นบันได

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.68 ในงานสัมมนา เรื่อง“เวทีฟังเสียงประชาชน : ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง” โดยคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ที่สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร

ไชยวัฒน์ หาญสมวงษ์ ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยถึงประเด็นปัญหาธุรกิจเอสอีไทยไทยว่า ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบธนาคารได้ประมาณ 4 แสนรายเท่านั้น แต่ที่เหลือเข้าไม่ได้ จึงกู้เงินในระบบไม่ได้ และต้องกู้เงินนอกระบบจำนวนมาก เพราะกฎหมายไทยล้าหลังและเอื้ออำนวยให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือผู้ประกอบการต่างชาติที่ใช้ทรัพย์สินเอื้อให้เกิดความสะดวกสบายประกอบธุรกิจ แต่กฎหมายต่าง ๆ กลับไม่เอื้ออำนวยธุรกิจเอสเอ็มอี จึงกู้เงินในระบบธนาคารไม่ได้ และทางออกเดียวต้องพึ่งทุนเทา

ดังนั้นแนวทางของพรรคไทยสร้างไทยต้องการแขวนกฎหมายหลายพันฉบับที่เอื้อให้เอสเอ็มอีสามารถประกอบธุรกิจให้มีกำไรได้ ซึ่งกฎหมายที่จะแขวนหนึ่งในนั้นจะต้องทำให้เอสเอ็มอี สามารถกลับเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินได้ทั้งหมด โดยไม่คิดภาษีย้อนและยกเว้นประวัติเสียในอดีต จากนั้นเชิญคนที่มีความรู้ในแวดวงธุรกิจมาร่วมกันแก้กฎหมายกับสภานิติบัญญัติในรัฐสภา เพราะไม่เชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเก่งและรู้เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจทุกอย่าง จึงต้องเชิญคนในวงการมาช่วยแก้กฎหมาย เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถกลับสู่เข้าระบบได้ ส่วนเรื่องต้องการแหล่งเงินทุนค่อยว่ากันทีหลัง หากธุรกิจเหล่านี้มีตัวตนจริงก็ค่อยมาหาว่าจะหาแหล่งเงินทุนจากไหนมาช่วยเหลือ

ด้าน สิทธิพล วิบูลย์ธนากูล ตัวแทนพรรคประชาชน ระบุว่า นโยบายที่พรรคจะทำ คือ แก้ปัญหาทุนเทา ที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินจำนวนมาก แต่เงินไหลออกไปอยู่ระบบเศรษฐกิจใต้ดินและต่างประเทศ แม้ประชาชนจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่สวนทางกับโรงงานไทยที่ปิดตัวลงทุกปี และหากยังคงทำต่อไปก็คงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ ในขณะเดียวกันทุนเทายังขยายธุรกิจไปในวงกว้างทั้งซัพพลายเชน แม้ภาครัฐจะมีการตามจับต่างชาติที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายในไทย แต่ก็จับได้จำนวนน้อย

ทั้งนี้พรรคประชาชน เข้าไปแก้ปัญหาทั้งระบบ แบ่งเป็นระดับต้นน้ำ โดยเริ่มจากคัดกรองธุรกิจตั้งแต่เริ่มจดทะเบียน และจะเปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลเป็นสาธารณะ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดปัญหาคอรัปชั่นหรือการเกิดธุรกินอมินี

ในระดับกลางน้ำจะทำระบบรับแจ้งเรื่องจากประชาชน เพราะปัจจุบันประชาชนมีการแจ้งปัญหากับหลายหน่วยงาน เช่นกระทรวงอุตสาหกรรม หรือกรมสรรพากร แต่เรื่องที่แจ้งกลับเงียบหายไป จึงต้องทำระบบข้อมูลกลาง เพื่อชี้ตำแหน่งว่าพื้นที่ไหนมีธุรกิจสีเทา และหน่วยงานรัฐแก้ไขแล้วหรือไม่

ในะระดับปลายน้ำ ทุนเทาหรือธุรกิจนอมินี มักจะนำเงินจากธุรกิจสีเทาไปฟอกเงินเป็นสินทรัพย์ถูกกฎหมาย เช่น ซื้อบ้านหรู หรือซื้อที่ดิน ก็ต้องไปติดตามอายัด

ดังนั้นหากทำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้ ปัญหานอมินีก็จะลดลง รวมถึงต้องเพิ่มคนในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีเจ้าหน้าที่เพียงจำนวน 9 คน เท่านั้นที่ตรวจสอบธุรกิจนอมินีจดทะเบียนทั่วประเทศ สุดท้ายท้ายรัฐต้องบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและจริงจัง เชื่อว่าปัญหาลดลงแน่นอน

ขณะที่อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคร่วมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ปัญหาของธุรกิจเอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ทุกคนจะรู้ ปัญหาหลักคือกฎหมายล้าสมัยมานาน และไม่มีการปรับปรุง โดยสมัยก่อนธุรกิจเอสเอ็มอีจะพึ่งพาสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและเล็ก แต่เกิดวิกฤตปี 40 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ส่งผลให้ธนาคารเหล่านั้นล้มละลายหายไป และเมื่อรัฐตั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธุรกิจเอสเอ็มอีก็ไหลไปธนาคารนี้หมด จนกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก

ในช่วงตั้งแต่ปี 40 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้รัฐต้องสร้างมาตรการระบบป้องกันธนาคารพาณิชย์ให้เข้มแข็ง จึงส่งผลให้เอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนของธนาคารพานิชย์ได้

นอกจากนี้ ยังมีปัญหากฎหมายเครดิตบูโรที่ล้าหลังกว่าต่างประเทศ ซึ่งในไทยใครผิดนัดชำระเพียงครั้งเดียวจะถูกบันทึกประวัติในเครดิตบูโรนานกว่า 3 ปี ทำให้มีปัญหาธนาคารพานิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อและกระทบสภาพคล่องเอสเอ็มอี

ส่วนปัญหาสุดท้ายคือ กฎหมายล้มละลาย หรือฟื้นฟูกิจการ ตามกฎหมายระบุว่าให้มีการประชุมเจ้าหนี้ แต่ตนได้เสนอตัดทิ้งเพราะว่าการประชุมเจ้าหนี้ ถ้าเป็นลูกหนี้รายเล็กเจ้าหนี้จะไม่สนใจมาประชุม จึงได้ขอให้ระบุในกฎหมายให้เจ้าหนี้ยื่นข้อเสนอมาก็เพียงพอแล้ว แต่อย่างไรเรื่องกฎหมายล้มละลาย อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ สว. แต่ได้มีการยุบสภาไปก่อน จึงหวังว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่ และ สว.จะหยิบเรื่องนี้มาพิจารณาอีกครั้ง

สำหรับปัญหาเรื่องทุนเทาทุ่มตลาดสินค้าในไทย สิ่งที่ทำได้ คือ การใช้มาตรฐาน มอก. สมก. เข้าไปจัดการธุรกิจทุนเทาจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นการช่วยผู้ประกอบการไทย

ด้านม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เอสเอ็มอีไทยถ้าไม่ได้รับการแก้ไข เศรษฐกิจประเทศอาจจะแย่มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงเป็นผู้เล่นหน้าเดิมมาเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ เอสเอ็มอีเป็นธุรกิจเกิดขึ้นง่ายแต่อยู่รอดได้อยาก จึงเป็นหน้าที่สำคัฐของภาครัฐในการสนับสนุนและนำพาเอสเอ็มอีให้เติบโตไปเป็นธุรกิจขนาดกลางกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยยกระดับตลาดไทยดีขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติ และขยายไปสู่ระดับโลก

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยยังขาดพี่เลี้ยง แลพเมื่อเจอกับกฎระเบียบต่าง ๆของภาครัฐ จึงเป็นอุปสรรคใหญ่ ดังนั้นจึงต้องควรให้เวลาเอสเอ็มอีปรับตัวสร้างความคุ้นเคยกับกติกา และรัฐควรเข้ามาช่วยชี้นำอย่างใกล้ชิดในช่วง 3–4 ปีแรก

ขณะเดียวกัน ปัญหาสำคัญอีกด้าน คือ เอสเอ็มอียังขาดความรู้ด้านการเงิน แม้จะสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ แต่ก็มีโอกาสล้มเหลวสูง

ส่วนทุนเทา ส่วนใหญ่มักจะเข้ามาฟอกเงินจากทำธุรกิจโดยไม่สนผลกำไร ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ทางภาษีของประเทศ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะต้องมีหน่วยงานรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงคิดว่าไทยไม่ได้จริงจังกับการปราบปรามจนเชื่อมโยงกับการทุจริตคอรัปชัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไทยกำลังอยู่ในระดับล่างของการแข่งขันกับต่างประเทศ

วันวิวัตน์ เกศวา ตัวแทนพรรคเศรษฐกิจ ระบุว่า แนวทางพรรคต้องลงโทษทุนเทาให้หนัก และช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ดีผ่านหลาย ๆ มาตรการ และต้องนำเอ็สเอ็มอีที่ดีเหล่านี้เข้าระบบให้ได้มากที่สุด โดยต้องไม่เอาผิดย้อนหลัง จากนั้นส่งเสริมให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตด้วยการนำเข้าระบบภาษีบุคคลธรรมดาก่อน โดยทยอยปรับขึ้นภาษีเป็นขั้นบันไดเริ่มแรกเก็บภาษีในอัตราขั้นต่ำ 2% จากนั้นทยอยปรับขึ้นเป็น 4% 5% และ 7% เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณการตัวเลขดังกล่าวได้ โดยแบ่งอัตราภาษีให้ถี่ขึ้น เพื่อให้ธุรกิจรายเล็กสามารถอยู่รอดได้

ตัวแทนพรรคเศรษฐกิจ ยังเสนอให้รวมบริการภาครัฐทั้งหมดไว้ในที่เกี่ยวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกธุรกิจรายเล็กและพ่อค้าแม่ค้า ส่วนเรื่องปัญหาแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ต่างชาติ มองว่าไทยคงสู้ได้ยาก หากทำขึ้นมาแข่งแล้วสุดท้ายยังขายสินค้าไม่ได้ จึงอยากให้แข่งที่คุณภาพสินค้าให้มากขึ้น นอกจากนี้เสนอให้นำเข้าสินค้าทุน อย่างเครื่องจักรมาพัฒนาเทคโนโลยีของไทย ซึ่งจะทำให้สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ ขณะเดียวกันรัฐต้องส่งเสริมการส่งออกให้มากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ตรวจสอบแล้ว อินเดียสั่งกักตัว 100 คน คุม “ไวรัสนิปาห์” ระบาดใหม่ในรอบ 19 ปี จริง ด้านผู้เชี่ยวชาญระบุ อันตรายกว่าโควิด-19 แต่ติดได้ยากกว่า

41 นาทีที่แล้ว

กรมควบคุมโรคยืนยัน ไทยยังไม่พบผู้ป่วย “นิปาห์ไวรัส”

7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...