Third Place หายไปไหน? สำรวจการหดหายของพื้นที่พบปะ ในโลกที่หมุนรอบงานและทุกอย่างอยู่บนจอ
ทุกวันนี้ เราจะอยู่ที่ไหนได้บ้าง หากไม่ใช่บ้านและที่ทำงาน คำถามนี้กลายเป็นคำถามที่ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน และคำตอบยอดฮิตสำหรับคนไทยคงจะหนีไม่พ้นห้างสรรพสินค้า เพราะพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและพบปะสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหรือที่เรียกอีกอย่างว่า “พื้นที่ที่สาม” หรือ “Third Place” กำลังทยอยหายไป โดย Third Place เป็นแนวคิดที่ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกในหนังสือชื่อ The Great Good Place เมื่อปี 1989 โดยนักสังคมวิทยานาม รามอน โอลเดนเบิร์ก (Ramon Oldenburg)
แนวคิดพื้นที่ที่สามคือสถานที่กึ่งกลางระหว่างบ้านและที่ทำงาน เป็นที่ที่เราไปรวมตัวกัน ได้พบเจอคนรู้จัก ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า และพูดคุยกับเพื่อน ๆ ตัวอย่างเช่น บาร์ สวนสาธารณะ ร้านกาแฟ ห้องสมุด
ในความเป็นจริง พื้นที่เหล่านี้มีจำนวนลดลงมาหลายทศวรรษแล้ว โดยมีปัจจัยอย่างการเหยียดเชื้อชาติ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจที่พึ่งพารถยนต์เป็นหลัก ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ ขณะเดียวกันในทางธุรกิจก็อาจมองว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ทำกำไร การมีอยู่จึงไม่คุ้มทุน
(Gabriel Sollmann / Unsplash)
นอกจากการหดหายของพื้นที่ที่สาม จำนวนผู้ใช้งานก็มีเวลาไปพื้นที่เหล่านี้น้อยลงด้วย โดยรายงานจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า คนกรุงเทพฯ ทำงานหนักติดอันดับที่ 5 จาก 100 เมืองของประเทศทั่วโลก และมีพนักงานประจำกว่า 15% ทำงานล่วงเวลามากกว่า 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ รวมถึง 7 ใน 10 ของคนงานในกรุงเทพฯ ต่างประสบกับภาวะหมดไฟ
เอลิซ่า เรลแมน (Eliza Relman) นักข่าวจาก Business Insider เปรียบเทียบมุมมองปัจจุบันที่คนมีต่อโลกการทำงานผ่านภาพจำของซีรีส์ในอดีตและปัจจุบัน “จะเห็นว่า ตัวละครจากซีรีส์ดังในยุค 90’s เช่น Friends, Seinfeld, หรือ Cheers ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสังสรรค์ที่คาเฟ่ ร้านอาหาร และบาร์ โดยที่เรื่องงานเป็นเรื่องรองหรือไม่ก็ถูกมองเป็นมุกตลก กลับกับในซีรีส์ปัจจุบัน เช่น Succession, Superstore, Industry, หรือ Severance งานได้กลืนกินเวลาทั้งหมด และชีวิตนอกเหนือจากงานก็เป็นเรื่องรอง
อัลลี คอนติ (Allie Conti) นักเขียนจากนิตยสาร The Atlantic ตั้งข้อสังเกตโลกการทำงานในปัจจุบันว่า “ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเมืองมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับงานเป็นศูนย์กลางของชีวิต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าครองชีพในเมืองนั้นสูงมาก พวกเขาอาจทำงานสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมงเพื่อความอยู่รอด ทำให้มีเวลาว่างและเวลาในการมีส่วนร่วมกับชุมชนน้อยลงหรือไม่เหลือเลย เวลาคุณภาพแบบไม่เป็นทางการกับเพื่อนฝูงถูกแทนที่ด้วยการนัดประชุมอย่างต่อเนื่องตามตารางเวลางาน ส่งผลให้คนที่มีตารางงานแน่นเหล่านี้ขาดความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับเพื่อนบ้าน และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างความสัมพันธ์เหล่านั้นน้อยลงไปอีก”
ทั้งการขาดแคลนพื้นที่ที่สามและสภาพการทำงานที่กัดกินพลังชีวิต ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงเป็นปัญหาที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งสังคม ไม่ว่าจะเป็นสภาวะหมดไฟ ความเหงาและโดดเดี่ยว หรือประสิทธิภาพการทำงานที่ถดถอย
(Ignacio Brosa / Unsplash)
ทำไมเราจึงต้องมีพื้นที่ที่สาม
“หากความเหงาคือหนึ่งในวิกฤตการณ์ที่สังคมเรากำลังเผชิญ พื้นที่ที่สามก็เป็นทางออก” อัลลี โวลป์ (Allie Volpe) นักข่าวจาก Vox กล่าวถึงความสำคัญของพื้นที่ที่สาม สถานที่เหล่านี้เป็นที่ชุมนุมของคนในสังคม เป็นที่ที่เราจะเข้าไปคุยกับคนอื่น หรือจะนั่งซึมซับบรรยากาศรอบตัวก็ได้ พื้นที่ที่สามที่ดีที่สุดจึงเป็นที่ที่คนจากหลากหลายภูมิหลังได้มาเจอกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน
นักข่าวจาก Vox กล่าวต่ออีกว่า “ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ที่สามจึงเป็นตัวสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ กล่าวคือ คุณพบเจอคน ๆ หนึ่งบ่อยพอที่คุณจะค่อย ๆ พัฒนาจากการยิ้มทักทายอย่างสุภาพ ไปเป็นการพูดคุยเล็กน้อย และอาจจะไปถึงการสนทนาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”
แนวคิดของพื้นที่ที่สามถูกปรับเปลี่ยนไปมากนับแต่อดีต โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 แอนเจล่า เฮนแชลล์ (Angela Henshall) นักข่าวจาก BBC มองผลกระทบจากวิกฤตครั้งนั้นว่า “การระบาดของโควิด-19 เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคม โดยมีผลกระทบหลัก ๆ สองอย่าง อย่างแรกคือพื้นที่ทำงานกับบ้านที่เคยแยกกัน กลับมารวมกันทันที ซึ่งอาจจะบอกได้ว่าเป็นการเร่งให้ขอบเขตระหว่างสองที่นี้ ซึ่งค่อย ๆ พร่าเลือนอยู่แล้ว ให้เลือนหายเร็วขึ้นไปอีก อย่างที่สองคือเราสูญเสียพื้นที่ที่สามของเราไปทั้งหมดในชั่วข้ามคืน” ผลลัพธ์ก็คือ เราติดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราเชื่อมโยงกับงานเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นงานอาชีพหรืองานบ้าน โดยไม่มีที่ให้ระบายความเครียดหรือพักผ่อนที่อื่นเลย
ด้าน เจสสิกา ฟินเลย์ (Jessica Finlay) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ให้ความเห็นว่า “การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การมีผู้คนหลากหลายเข้ามาในชีวิตของคุณแบบไม่เป็นทางการและไม่ได้วางแผนไว้ก่อน สามารถรักษาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีได้จริง ๆ ตามแบบแผนดั้งเดิม พื้นที่ที่สามเป็นสถานที่ที่คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบเชื่อมโยงเหล่านี้ได้"
อย่างไรก็ตาม ก็ยากจะปฏิเสธว่า ผลพวงจากการระบาดทำให้ทุกอย่างถูกเข้าถึงได้ผ่านเทคโนโลยี มนุษย์สามารถประชุมงานกันได้แม้สมาชิกแต่ละคนจะอยู่คนละทวีป ปรากฏการณ์ที่มนุษย์หันไปใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์เกิดในทุกที่ จากรายงาน Digital 2024: Global Overview Report โดย DataReportal เผยว่า ต้นปี 2024 ประเทศไทยมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียถึง 49.1 ล้านคน หรือ 68.3% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน หรือ 2.1% จากปี 2023 ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจึงนิยามอินเทอร์เน็ตว่าเป็น “พื้นที่ที่สามแบบใหม่” ในปัจจุบัน (A New Third Place)
(Johan Mouchet / Unsplash)
เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ที่สามได้อย่างไรบ้าง
มูลนิธิ Better Block Foundation องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ให้ความรู้ จัดหาเครื่องมือ และส่งเสริมชุมชนและผู้นำของพวกเขาให้ปรับเปลี่ยนและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้น เพื่อส่งเสริมการเติบโตของย่านให้มีชีวิตชีวา ได้ยกตัวอย่างของการสร้างพื้นที่ที่สามในแบบดั้งเดิมโดยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สาธารณะในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก เริ่มจากทีมงานจะขอความคิดเห็นจากชุมชนก่อน คริสตา ไนต์เทนเกล (Krista Nightengale) ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรกล่าวว่า "การให้คุณค่ากับความคิดเห็นของชุมชน และไม่เพียงแต่รับฟัง แต่ยังสังเกตสิ่งที่พวกเขาทำและวิธีที่พวกเขาตอบสนองต่อพื้นที่นั้น ๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง"
ตัวอย่างเช่น ในลานจอดรถด้านนอกสำนักงานของ Better Block ช่องจอดรถสี่ช่องถูกเปลี่ยนเป็นสนามบาสเก็ตบอลขนาดเล็ก ซึ่งตอนนี้เป็นที่ที่นักเรียนจากโรงเรียนใกล้เคียงจะมารวมตัวกันเองตามธรรมชาติ "ลานจอดรถของเรากลายเป็นพื้นที่ที่สามสำหรับนักเรียนเหล่านั้น" คริสตากล่าว "พวกเขาจะมาเล่นบาสเก็ตบอลหลังเลิกเรียน หรือไม่ก็แค่นั่งบนเฟอร์นิเจอร์บนลานที่เราจัดวางไว้ แล้วก็มานั่งชิลล์กัน”
เพื่อให้พื้นที่ที่สามครอบคลุมผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Better Block จะทำให้แน่ใจว่า ป้ายในสวนสาธารณะสะท้อนถึงภาษาที่หลากหลายที่สมาชิกในชุมชนพูด หรือใช้รูปภาพ เช่น อีโมจิ เพื่อสื่อข้อความ องค์กรยังมุ่งมั่นที่จะทำให้พื้นที่เหล่านั้นสามารถเข้าถึงได้ตามมาตรฐานสากล คือที่นั่งสะดวกสบายและมีร่มเงาเพียงพอ แม้จะมีความกังวลว่าเฟอร์นิเจอร์อาจถูกขโมยหรือทำลาย แต่เหตุการณ์เหล่านั้นแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย "เมื่อคุณแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นั้นได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่ ผู้คนก็มักจะปฏิบัติต่อมันในลักษณะเดียวกัน” คริสตากล่าว
แต่ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเป็นใหญ่ พื้นที่ที่สามส่วนใหญ่จึงอาจไม่ได้อยู่เฉพาะทางกายภาพอีกแล้ว แต่ยังสามารถอยุ่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ตั้งแต่หมวดหมู่ห้องต่าง ๆ ใน Reddit กลุ่มตามความสนใจเฉพาะทางใน Facebook จนถึงแฮชแท็กตามกระแสสังคม
แต่ตัวอย่างที่น่าจะทำให้เห็นถึงสถานการณ์การอยู่ร่วมกันของพื้นที่ทางกายภาพและออนไลน์ได้ดีก็คือ เกมมือถืออย่าง Pokémon Go เดวิด สก็อตต์ (David Scott) ผู้ใช้รายหนึ่งจากเว็บไซต์ Medium.com ได้เขียนเล่าถึงช่วงเวลาที่การเข้ามาของเกม Pokémon Go ได้เปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่ได้มีการใช้สอยในละแวกบ้านของเขาให้กลับมาเป็นแหล่งรวมตัวกันของผู้คน
(David Grandmougin / Unsplash)
เดวิดเล่าถึงสนามหญ้าเล็ก ๆ ใกล้บ้านของเขาว่า มันเป็นที่ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นหรือน่าสนใจ ไม่มีเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น ไม่มีสิ่งดึงดูดใจ มีเพียงม้านั่งสองตัวและป้ายชื่อที่เมืองติดตั้งไว้ สนามเล็ก ๆ แห่งนี้แทบไม่เคยถูกใช้งาน หลายคนเพียงเดินผ่านไปเฉย ๆ จนกระทั่งฤดูร้อนปี 2016 เมื่อเกม Pokémon Go เปิดตัว “สถานที่ที่เคยถูกละเลยและเฉื่อยชานั้น ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกเสมือน (Augmented Reality) ของเกม”
สนามหญ้าเล็ก ๆ ในโลกความเป็นจริงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโรงยิมในเกม ทันใดนั้น กลุ่มผู้เล่นก็จะมารวมตัวกันในพื้นที่เพื่อยึดยิมโดยการต่อสู้กับโปเกมอนของทีมอื่น เกมได้เปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็น “พื้นที่ที่สาม” ซึ่งผู้คนได้มาพบปะ แข่งขัน และเข้าสังคมผ่านความสนุกที่มีร่วมกัน
ถึงกระนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ก็ออกมาเตือนว่า “ห้องแชตและเว็บไซต์โซเชียลมีเดียที่รวมคนที่มีความสนใจและงานอดิเรกเฉพาะทาง ก็เป็นพื้นที่ที่สามบนโลกออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเช่นกัน แต่ชุมชนออนไลน์เหล่านี้มาพร้อมกับความซับซ้อนของตัวเอง เช่น การคุกคามจากผู้ใช้งานซึ่งบางครั้งก็ไม่เปิดเผยตัวตน หรือมีทัศนคติที่ไม่ค่อยเป็นมิตรต่อผู้ที่มีมุมมองแตกต่างออกไป”
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า สวนสาธารณะเป็นสถานที่ที่ใกล้เคียงที่สุดกับแนวคิดพื้นที่ที่สามในอุดมคติ โดยสวนสาธารณะควรต้อนรับสมาชิกทุกคนในชุมชนสำหรับกิจกรรมที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การจัดหาเงินทุนและการสนับสนุนสวนสาธารณะในโลกความจริงกลับไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนเสมอไป แคธี จิฟเฟร (Kathy Giuffre) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดผู้ศึกษาเรื่องพื้นที่ที่สามกล่าวว่า "มันเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่จะบอกว่าเราจะนำเงินภาษีของเรามาใส่ในพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ เพื่อให้ทุกคนมามีส่วนร่วมได้หรือไม่"
สุดท้าย เธอกล่าวว่า “โลกที่ผู้คนแตกแยกและโดดเดี่ยว คือโลกที่ไม่มีความเป็นจริงร่วมกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกเฉยต่อสังคม การได้รับข่าวสารข้อมูลที่ผิดพลาด และบางทีอาจรวมถึงความสุดโต่งทางการเมืองอีกด้วย”
ที่มา : บทความ “'Third places': The ways losing our local haunts hurts us” โดย Angela Henshall
บทความ “The new third space: how social media is replacing real life communication” โดย Aini Yeskhozhina
บทความ “If you want to belong, find a third place” โดย Allie Volpe
บทความ “Third Places and Why We Need Them” โดย Zoe Krueger Weisel และ Mila Miletić
บทความ “The unfortunate, ongoing disappearance of 'third places'” โดย Devika Rao
บทความ “‘Friends’ and ‘Seinfeld’ knew the cure for loneliness” โดย Eliza Relman
บทความ “Augmented reality as third place in Pokémon Go” โดย David Scott
บทความ “What do you do after work? Why the third-place culture is important.” โดย Sasha P.
บทความ “โซเชียลมีเดีย: ศูนย์รวมการใช้ชีวิตยุคดิจิทัลของคนไทย” จาก dataxet.co
บทความ “Do Yourself a Favor and Go Find a ‘Third Place’” โดย Allie Conti