โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากฐานผลิตผ้าให้ Nike สู่ ‘Homework Fabrics’แบรนด์ผู้ผลิตผ้าเอาต์ดอร์และผ้าฆ่าไวรัสเจ้าแรกของไทย

Capital

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

ท่ามกลางความชุลมุนในงาน Bangkok Design Week 2025 เมื่อจู่ๆ ฝนก็เทกระหน่ำลงมากลางลานจัดแสดง ทีมงานหลายคนหน้าถอดสี รีบวิ่งวุ่นหาผ้าใบมาคลุมเฟอร์นิเจอร์

แต่ในวินาทีนั้นเอง เดฟ–ทวีชัย สิริกุลธาดา ผู้บริหารแห่ง Homework Fabrics กลับยืนมองสายฝนด้วยรอยยิ้ม พร้อมบอกลูกน้องว่า “นี่แหละ โอกาสดีที่สุดแล้ว” เพราะสำหรับเขา ไม่มีสถานการณ์ใดจะพิสูจน์ความเจ๋งของ ‘Sol-out’ ผ้าเอาต์ดอร์เจ้าแรกของไทยได้ดีไปกว่าบททดสอบจากธรรมชาติในวันนั้น

ความ ‘ดื้อ’ ที่เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส คือสิ่งที่ทำให้เราสนใจและพาตัวเองมาสนทนากับ Homework Fabrics แบรนด์ผ้าที่ขยันพาตัวเองออกไปนอกโรงงาน ไปคอลแล็บกับนักออกแบบไทย และไปปรากฏตัวในงานดีไซน์วีคทั่วประเทศ

ไม่ใช่แค่เพื่อโชว์ความสวยงาม แต่เพื่อตะโกนบอกคนทำงานออกแบบและผู้บริโภคชาวไทยว่าผ้าไทยทำได้ดีไม่แพ้ใคร หรืออาจจะ ‘ล้ำ’ กว่าต่างประเทศด้วยซ้ำ

ในวันที่ใครๆ พากันสบประมาทว่าสิ่งทอไทยคือ sunset industry แต่สำหรับเดฟ เขากลับมองว่าอาณาจักรผ้าของครอบครัวยังไม่ทันจะรุ่งสางด้วยซ้ำ

วันนี้ Homework Fabrics จึงไม่ใช่แค่คนขายผ้า แต่เป็น ‘Fabric Lab’ ที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้นักออกแบบและนักศึกษาเข้ามาค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ เดฟตั้งใจสร้างระบบนิเวศให้ผ้าไทยแข็งแรงขึ้นด้วยการแชร์องค์ความรู้ แม้เบื้องหลังจะเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ต้องเป็นเหมือน ‘นักมายากล’ ที่ต้องเสกนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาจากหมวกตลอดเวลา

“มันมาพร้อมกัน เป็นแพ็กเกจเลย ทั้งภาระ ความคาดหวัง แรงกดดัน แต่สุดท้ายแล้วมันคือการสร้าง ecology”

ปลายทางของความเหนื่อยยากและการยอม ‘แลก’ ทั้งเวลาและความเสี่ยง ไม่ใช่เพียงตัวเลขกำไรในบัญชี แต่คือการปักหมุดหมายให้คนในวงการดีไซน์รู้ว่า “ถ้าจะเอาผ้าไทยและนวัตกรรมอะไรใหม่ ต้องมาที่ Homework”

ความภาคภูมิใจที่ได้เป็นคนริเริ่มและทำให้คนยอมรับในฝีมือคนไทย คือคำตอบว่าทำไมพระอาทิตย์ของ Homework Fabrics ถึงไม่มีวันลับขอบฟ้า และความดื้อรั้นนี้เองที่จะเป็นรุ่งอรุณใหม่ของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย

จาก ‘โรงงานด้าย’ สู่ ‘บริษัทเทรดดิ้ง’

หากจะสืบย้อนรากเหง้าของ Homework Fabrics เราต้องถอยกลับไปมองภาพโรงงาน ‘กงสี’ เมื่อ 40 ปีก่อน ในยุคที่คุณพ่อของเดฟบุกเบิกธุรกิจจากเม็ดพลาสติกที่ถูกหลอมและฉีดออกมาเป็นเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์

ช่วงเวลานั้นอุตสาหกรรมสิ่งทอในไทยยังอยู่ในวงจำกัด ใครที่มีเครื่องจักรฉีดและแต่งเส้นด้าย ก็นับว่าถือแต้มต่อในตลาด ธุรกิจในรุ่นบุกเบิกจึงเติบโตแบบเรียบง่ายแต่เชี่ยวชาญ คือการเป็น ‘ต้นน้ำ’ ที่ส่งวัตถุดิบป้อนโรงงานทอผ้าทั่วสารทิศ

แต่เมื่อเวลาหมุนผ่านไป สนามสิ่งทอกลายเป็นสมรภูมิของยักษ์ใหญ่ที่เน้นปริมาณผลิตมหาศาล ขณะที่โรงงานเล็กๆ ของครอบครัวยังคงรักษาขนาดที่พอเหมาะและเน้นคุณภาพตามกำลังที่มี จึงเริ่มกลายเป็นโรงงานขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จากที่เดิมทำแค่เส้นด้าย พี่ชายของเดฟหันมาต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วยการผลิตผ้าพื้นฐาน เช่น ผ้าซับใน ผ้าดิบ

“กระทั่งมาเจอวิกฤตปี ’40 จริงๆ ฝั่งเราไม่ได้เจ็บหนักนะ แต่ลูกค้าเราเจ็บกันหมด พอเขาพัง margin เราก็หาย กลายเป็นว่าผลิตเองเริ่มไม่คุ้ม เพราะเจ้าใหญ่ๆ เขาทำแบบ all-in-one คือทำสำเร็จรูปเองหมด แถมราคาเขายังถูกกว่าต้นทุนเราอีก เราเลยมาถึงจุดที่ว่าบริการไปก็เริ่มไม่คุ้มเสียแล้ว

“พี่ชายเลยบอกพ่อว่า ‘ปิดโรงงานเถอะ’ แล้วเปลี่ยนมาเป็นเทรดดิ้งแทน พอผมเข้ามาช่วงปลายปี ’41 เราเลยกลายเป็นคนจ่ายงานแทน คือเราเลิกผลิตเอง แต่ยังทำธุรกิจอยู่นะ แค่เปลี่ยนมาซื้อเส้นด้ายจากเจ้านี้ จ้างอีกเจ้าทอ แล้วส่งให้อีกเจ้าจัดการ กลายเป็นว่าเราโตได้ ช่วงนั้นเราจ่ายงานให้โรงงานนอกถึง 13-14 แห่งเลย”

ในช่วงรอยต่อปี 2541-2542 เมื่อเดฟก้าวเข้ามาช่วยบริหาร สิ่งแรกที่เขาค้นพบจากความช่างสังเกตคือ ‘ช่องว่าง’ ขนาดใหญ่ เขาพบว่าธุรกิจเดิมเน้นขายแค่ ‘ผ้าดิบ’ (Greige) หรือผ้าทอที่ยังไม่ได้แต่งตัว แต่เขากลับเห็นว่าลูกค้าที่ซื้อผ้าดิบจากเขาไปเอาไปย้อมสีอีกนิด กลับทำกำไรได้มากกว่าเดิมหลายเท่า บทเรียนนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญว่า การขายเพียงวัตถุดิบนั้นไม่มีอนาคตที่ยั่งยืน

ปฏิบัติการเปลี่ยนโกดังจากที่มีแต่ผ้าสีขาวครีมจืดชืด ให้กลายเป็นพื้นที่ของผ้าสำเร็จรูปที่มีสีสันและฟังก์ชั่นหลากหลายจึงเริ่มต้นขึ้น

“การขายงานผลิตอย่างเดียวมันไม่มีกำไรหรอกครับ มันไม่มีวันอยู่รอดได้ เราเห็นชัดๆ ว่าคนที่ซื้อผ้าเราเขาเอาไปทำต่อ เขาได้กำไรเยอะกว่าเรามาก ถ้าเราอยากอยู่รอดและแข่งขันได้ เราต้องเอาขาข้างหนึ่งไปอยู่ในจุดที่ลูกค้าเขาทำกำไรให้ได้ โกดังที่เคยมีแต่ผ้าดิบสีขาวจืดๆ เลยเริ่มมีสีสันขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น”

เมื่อไม่มีใครเห็น ก็สร้างเวทีและส่องสปอตไลต์ด้วยตนเอง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2547 เมื่อสถานการณ์บีบให้เดฟต้องกลับมาสวมหมวก ‘เจ้าของโรงงาน’ อีกครั้งแบบไม่ทันตั้งตัว

เดิมทีเขาตั้งใจจะทำแค่เทรดดิ้งเพื่อความคล่องตัว แต่เมื่อโรงงานที่จ้างผลิตเกิดหมุนเงินไม่ทันจนติดหนี้พูนทวี การเข้าไปเทคโอเวอร์จึงเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ แต่วิกฤตที่ต้องแบกรับทั้งเครื่องจักรและพนักงานกลุ่มใหญ่ในวันนั้น กลับกลายเป็น ‘สนามทดลอง’ ชั้นดีที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำในสิ่งที่โรงงานไหนๆ ในไทยก็ไม่กล้าทำ

“ตอนที่เราไปเทคโอเวอร์โรงงานผ้าม่านมาเจ้าหนึ่ง เขาขายของเดิมๆ แบบเดิมๆ มา 20 ปี ไม่เคยมีการพัฒนาไลน์สินค้าเลย พอของมันเหมือนเดิม คุณไม่มีวันที่จะอัพราคาให้ดีขึ้นได้ เพราะคุณผลิตแต่ลายเดิมๆ ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด ผมเลยบอกพี่ชายว่า ‘ลองทำของใหม่ไหม’ พี่เขาก็ไฟเขียว บอกว่าอยากทำก็ไปลุยเอาเอง ไปคิดเอาเอง

“สมัยนั้นหาดีไซเนอร์ยากมาก ยากจนแทบจะต้องยกมือไหว้ให้เขาช่วยเขียนแบบให้ สุดท้ายผมเลยตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านสิ่งทอที่ราชมงคลกรุงเทพฯ เป็นรุ่นแรกเลย เพื่อเอาความรู้มาพัฒนาเอง อาจารย์ก็ช่วยกระตุ้น ส่งหนังสือมาให้อ่าน ให้ลองทำนู่นทำนี่”

ช่วงแรกที่เริ่มเปลี่ยนแปลงในโรงงาน เดฟบอกว่าเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขาเลย เขาทะเลาะกับคนในโรงงานแทบทุกคนเพราะพนักงานไม่เคยทำอะไรที่นอกกรอบ แต่พอสินค้าที่พัฒนาขึ้นใหม่ส่งออกสู่ตลาด ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี

“สิ่งที่ตามมาคือเรารู้เลยว่าถ้ามีของใหม่ มาร์จิ้นมันดีขึ้น นี่แหละคือกำลังใจที่ทำให้เราเริ่ม ‘เล่น’ กับของใหม่มากขึ้น”

ในวันที่ใครๆ พากันขีดฆ่าอุตสาหกรรมสิ่งทอว่าเป็น ‘sunset industry’ หรือธุรกิจขาลงที่ไร้อนาคต โรงงานทั่วประเทศทยอยดับไฟและปิดป้ายเซ้ง แต่เดฟกลับมองเห็นช่องว่างที่คนอื่นมองข้าม เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้กำลังจะตาย แต่มันแค่หยุดพัฒนาเพราะติดกับดักความสำเร็จเดิมๆ

“ช่วงนั้นโรงงานไทยปิดตัวกันระนาว ใครๆ ก็บอกว่านี่คืออุตสาหกรรมขาลง แต่ผมเคยพูดกับอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ‘สำหรับผมนะ sun มันยังไม่ rise เลย’ คนอื่นเขามองว่าอาทิตย์กำลังตกดิน แต่ผมกลับเห็นว่ามันเพิ่งจะเช้ามืดสำหรับเราด้วยซ้ำ ทุกวันนี้โรงงานเหลือน้อยลงเรื่อยๆ แต่เราก็ยังสู้ และพยายามพัฒนาของใหม่มาเสิร์ฟตลาดตลอด

“ถามว่ากลัวไหม ก็กลัวครับ แต่ตอนนั้นมันเหมือนหลังชนฝา เราไม่มีธุรกิจอื่น ไม่รู้จักวงการอื่นเลย ทั้งบ้านเราโตมากับสิ่งทออย่างเดียว ในขณะที่เพื่อนๆ รอบตัวเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นกันหมด ผมยังนั่งทอผ้าอยู่เลย สำหรับเราถ้าไม่ทำอันนี้ก็ไม่รู้จะไปทำอะไรแล้ว มันเลยต้องดิ้นสุดใจขาดดิ้น อะไรที่ทำได้เราทำหมด”

เพื่อให้โรงงานเดินหน้าต่อได้อย่างมีทิศทาง บริษัท ‘Goldhouse’ จึงถูกปั้นขึ้นในช่วงปี 2553 เพื่อเป็นด่านหน้าปะทะกับสินค้าราคาถูกจากจีน แต่นัยสำคัญที่มากกว่ายอดขายคือการเป็น ‘หนูทดลอง’ ให้โรงงานแม่ได้ลองผิดลองถูกกับเส้นใยและเทคนิคการทอแปลกๆ โดยไม่กระทบฐานลูกค้าเดิม นี่คือสนามฝึกซ้อมที่ทำให้เดฟได้รู้ว่านวัตกรรมแบบไหนที่ตลาดต้องการจริงๆ

“พอผ่านไปถึงช่วงปี 2010 ของถูกจากจีนเริ่มไหลเข้ามาถล่มตลาด เป็นอีกไซเคิลที่โรงงานไทยเริ่มปิดตัวกันระนาว หลายแบรนด์ในวงการผ้าม่านหันไปนำเข้าของถูกมาขายแทนที่จะผลิตเอง ผมเลยตัดสินใจขอที่บ้านตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘ลูกค้า’ ให้โรงงานตัวเอง

“ทุกคนถามว่าจะทำไปเพื่ออะไร? ผมคิดง่ายๆ แค่ว่าถ้าเราไม่มีเวทีให้โชว์ของใหม่ เราไม่มีวันโต และสุดท้ายเราต้องปิดตัว เพราะการจะเอาของใหม่ไปเสนอคนอื่น ไม่มีใครเขาอยากเสี่ยงกับเรา ทุกคนอยากได้ของที่พร้อมกินพร้อมดื่มอยู่แล้ว ผมเลยต้องเอาตัวเองเป็น ‘หนูทดลอง’ ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าของใหม่ที่เราคิดมันขายได้จริง”

‘Homework Fabrics’ จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะตัวแทนที่ชูธงเรื่อง ‘function & quality’ เดฟตั้งใจให้แบรนด์นี้เป็นกระบอกเสียงว่า ผ้าไทยไม่ได้มีดีแค่ลายสวย แต่ต้องมีฟังก์ชั่นที่ซัพพอร์ตชีวิตผู้คนได้จริง มีคุณภาพสากล และมีงานดีไซน์ที่เข้าถึงง่าย การขยับจากสินค้าแมสมาสู่การขาย ‘นวัตกรรมเฉพาะตัว’ จึงเป็นทางลัดที่พาเขาหนีออกจากสงครามราคาได้อย่างสง่างาม

นวัตกรรมจากความดื้อรั้น

วันนี้ Homework Fabrics จึงไม่ได้เป็นแค่คนขายผ้า แต่คือ ‘Fabric Lab’ ที่สมบูรณ์แบบ แบรนด์ทำหน้าที่โยนโจทย์ยากๆ ไปให้โรงงานแม่หาคำตอบด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ เกิดเป็นกระบวนการคิดค้นที่เกิดจากความเข้าใจทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้ จนกลายเป็นห้องแล็บที่มีชีวิต พร้อมจะเสกสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ให้ปรากฏอยู่บนผืนผ้าเสมอ

ตั้งแต่ Sol-out หรือผ้าเอาต์ดอร์ ที่คนในวงการรู้กันว่าเป็นงานปราบเซียน โจทย์คือต้องสร้างผ้าที่ทนต่อรังสี UVC ตัวร้ายที่ทำลายเส้นใยและทำให้ผ้าซีดจาง ความยากอยู่ที่กระบวนการผลิตที่ต้องทำให้สีของเส้นใยเป็นเนื้อเดียวกับเส้นใยทั้งเส้น ไม่ใช่การนำผ้ามาทำสีที่ผิวหน้า เพราะฉะนั้นต่อให้ใช้งานจนถลอก สีก็ยังชัดเหมือนเดิม และเป็นผ้าชนิดเดียวในโลกที่ไม่กลัวน้ำยาฟอกขาวอย่างไฮเตอร์

“ผมดื้อทำอยู่ 3 ปี โดยที่ยอดขายเป็นศูนย์ แถมความยากคือเราต้องเซตอัพทุกอย่างเองจนตอนนี้เราเป็นเจ้าเดียวในไทยที่ทำ supply chain ได้ครบวงจร 100% ตั้งแต่ฉีดเส้นใยไปจนถึงผลิตออกมาเป็นผืนผ้า ถ้าเราหยุดวันนั้น วันนี้เราคงไม่มีนวัตกรรมผ้าไทยที่ได้รับการยอมรับในโรงแรม 5 ดาว ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าใช้งานกลางแดดกลางฝนได้นานกว่า 8 ปีโดยที่คุณภาพไม่ตก”

ขยับมาที่เรื่องความยั่งยืนอย่าง hemp หรือผ้าใยกัญชง ที่เดฟเป็น ‘initiator’ หรือผู้ริเริ่มเจ้าแรกๆ ที่เอามาพัฒนาเพื่อแก้โจทย์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เขาบอกว่ากัญชงเป็นพืชที่มหัศจรรย์และรักษ์โลกสุดๆ เพราะใช้น้ำน้อยกว่าฝ้ายถึง 8 เท่า แถมไม่ทำลายหน้าดิน แต่กลับเพิ่มแร่ธาตุให้ดินด้วยซ้ำ

Homework จึงจับเอานวัตกรรมมาผสมผสานจนกลายเป็นวัสดุที่ยั่งยืนและใช้งานได้จริง โดยการผสมโพลีเอสเตอร์เข้าไปให้ทนทาน ทั้งยังฆ่าแบคทีเรียได้ถาวร เพราะหากมีกัญชงผสมเกิน 20% จะสามารถป้องกันแบคทีเรียตามคุณสมบัติของกัญชงได้ เปลี่ยนภาพจำผ้าธรรมชาติบ้านๆ ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียม ซึ่งความเจ๋งของนวัตกรรมกัญชงจากโรงงานของครอบครัวเดฟนั้นล้ำถึงขั้นที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Nike เคยเอาไปผลิตเป็นรองเท้ารุ่นพิเศษมาแล้ว

อีกหนึ่งความภูมิใจคือ V-Shield ผ้าฆ่าเชื้อไวรัสที่เดฟคิดค้นขึ้นก่อนโควิดจะระบาดเสียด้วยซ้ำ แรงบันดาลใจเกิดจากการที่เขาสังเกตว่า ‘ผ้าม่าน’ คือแหล่งสะสมเชื้อโรคที่คนมองข้าม เพราะมันซักยาก นานๆ ทำที เขาเลยตั้งโจทย์ว่าจะทำยังไงให้ผ้าม่านทำความสะอาดตัวเองได้ตลอดเวลา

“เทคนิคของ V-Shield คือการใส่สารตัวหนึ่งลงไปในโมเลกุลเส้นด้ายเลย ไม่ใช่แค่เคลือบ เพราะฉะนั้นมันจะปล่อยเอนไซม์ออกมาฆ่าไวรัสได้ตลอดเวลา แม้จะซักไปร้อยครั้งประสิทธิภาพก็ยังอยู่ แต่ความยากลำบากจริงๆ มันอยู่ในช่วงโควิด

“ตอนนั้นแล็บที่จะทดสอบการป้องกันเชื้อมีอยู่ไม่กี่ที่ ผมต้องดิ้นรนส่งผ้าไปทดสอบที่ห้องแล็บในประเทศอินเดียเพื่อให้ได้มาตรฐาน ISO18184 ยืนยันว่าฆ่าไวรัสได้ 99.96% จริงๆ กว่าจะผ่านมาได้คือเหนื่อยมาก แต่สุดท้ายเราก็ทำสำเร็จและย้ายฐานการผลิตมาเป็นผ้าไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ในที่สุด”

เบื้องหลังการเป็นเจ้าแรกๆ ของนวัตกรรมเหล่านี้ เดฟบอกว่าคนที่จะทำได้ต้องดื้อและมุ่งมั่นพอ

“ทำธุรกิจนวัตกรรมถ้าไม่ดื้อคือจบ เพราะอย่างแรกเลยเราต้องโดนด่าก่อน ถ้าเราถอยตามคำด่ามันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความดื้อของผมมันไม่ได้แปลว่าผมจะไม่พลาดนะ ผมพลาดมาเยอะมาก ขาดทุนมาเต็มไปหมด บางทีทำ 10 อย่าง ขาดทุนรวดทั้ง 10 อย่างเลยก็มี แต่อย่างที่ 11 มันอาจจะเวิร์กและพาเราไปต่อได้

“ถามว่าแล้วจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัดว่าอันไหนควรไปต่อ อันไหนควรพอ ผมว่ามันอยู่ที่ความเก๋าและเทรนด์ที่เราเห็นในตอนนั้น บางอย่างทำไป 6 เดือนเรารู้แล้วว่าพลาด ก็ต้องกล้ายกทิ้ง ยอมตัดขาดทุนไป แต่บางอย่างมันต้องใช้ความดื้อเป็นตัวนำ อย่างผ้าเอาต์ดอร์ที่ 3 ปีแรกขายไม่ได้เลย ถ้าวันนั้นผมไม่ดื้อจนถึงที่สุด วันนี้เราก็คงไม่มีมัน”

ปรัชญา Fabric Lab และบทบาท Knowledge Provider

ปลายทางของ Homework Fabrics ในวันนี้ จึงก้าวข้ามขีดจำกัดของโรงงานผลิตผ้าทั่วไป สู่การเป็น ‘Fabric Lab’ หรือห้องทดลองที่มีชีวิต เดฟวางตำแหน่งให้แบรนด์เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่อยากท้าทายขีดจำกัดของสิ่งทอ

ไม่ว่าจะเป็นดีไซเนอร์มืออาชีพหรือนักศึกษาที่กำลังมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ โดยเขาทำหน้าที่เป็น ‘initiator’ ที่คอยคิดล่วงหน้าไปก่อนว่า ในอนาคตโลกต้องการผ้าแบบไหน และนวัตกรรมจะเข้าไปแก้ปัญหาในชีวิตผู้คนได้ยังไง

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Homework แตกต่าง คือการปรับบทบาทมาเป็น ‘นักแก้ปัญหา’ เดฟมองว่าลูกค้าหลายคนเดินเข้ามาพร้อมปัญหาที่วัสดุเดิมๆ แก้ไม่ได้ เช่น ผ้าม่านที่เป็นแหล่งสะสมฝุ่นจนคนในบ้านเป็นภูมิแพ้ หรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ที่พังไวเมื่อเจอแดดเมืองไทย หน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่การหยิบผ้าในสต็อกมาขาย แต่คือการนำความรู้มาออกแบบโซลูชั่นเพื่อให้ผ้ากลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริงๆ

ในฐานะ ‘Knowledge Provider’ เดฟเลือกที่จะสื่อสารเรื่องยากๆ ของเทคโนโลยีสิ่งทอให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมไทยจะเดินไปข้างหน้าได้ก็ต่อเมื่อคนในวงการ ‘ตระหนักรู้’ ถึงศักยภาพของผ้าไทยว่ามีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ต่างชาติ และสามารถใช้แทนพลาสติกหรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆ ได้ในอนาคต

หลายครั้งเขาจึงสวมบทเป็นผู้ริเริ่มที่ชวนคนมาสนุกกับไอเดียล้ำๆ อย่างการเอาผ้าจากขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิลมาทำเป็น ‘เรือ’ เพื่อกระตุ้นให้คนเห็นว่าผ้าไทยทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

การไปปรากฏตัวตามงานดีไซน์วีคในจังหวัดต่างๆ จึงไม่ใช่แค่การโชว์ของ แต่คือการสร้าง exposure และคอนเทนต์ที่สำคัญในยุคโซเชียลมีเดีย เดฟใช้พื้นที่เหล่านี้คอลแล็บกับดีไซเนอร์ไทยเพื่อผลักดันสินค้าฝีมือคนไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

หลายครั้งที่เราเห็นคนตามไปดูงานของ Homework ในทุกๆ ที่ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเดฟจะไม่มีทางเอาของเดิมมาโชว์ซ้ำ แต่จะนำเสนอคอนเซปต์ใหม่ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ้าให้กลายเป็น Beanbag ยักษ์ หรือร่มกันฝนที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้คนเห็นภาพนวัตกรรมชัดขึ้น

พื้นที่ในงานดีไซน์วีกยังทำหน้าที่เป็นห้องวิจัยภาคสนามที่ทำให้เดฟได้เก็บอินไซต์และฟีดแบ็กจากผู้ใช้งานจริงโดยตรง ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำกลับไปพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดได้แม่นยำขึ้น

“ในขณะที่คนอื่นกำลังมองงานของเรา ผมก็จ้องมองพวกเขาเหมือนกัน สำหรับผม ช่วงเวลาออกงานดีไซน์วีกคือช่วงที่ผมทำวิจัยได้ดีที่สุดเลย ผมยืนเฝ้าบูธเองตลอด 11 วันเพื่อสังเกตว่าลูกค้าเดินเข้ามาแล้วเขาจับสีไหนก่อน เขาเลือกนั่งบนตัวไหน ฟีดแบ็กเป็นยังไง มันเป็นงานวิจัยที่เราไม่ต้องไปพึ่งการทำมาร์เก็ตติ้งที่ไหนเลย แต่เราเห็นด้วยตาตัวเองทุกวันจนรู้ว่าตัวไหนต้องพัฒนาเพิ่ม หรือตัวไหนขายได้เลยโดยไม่ต้องแก้”

รุ่งอรุณใหม่

ในสมรภูมิธุรกิจที่หลายคนวยึดถือกำไรระยะสั้น การเป็นนักบุกเบิกอย่างเดฟจึงพ่วงมาด้วยต้นทุนที่มองไม่เห็น นั่นคือ ‘ความคาดหวัง’ มหาศาล เขาเปรียบเปรยไว้อว่า การบริหาร Homework Fabrics ในวันนี้เหมือนการสวมบท ‘นักมายากล’ ที่ทุกคนจ้องมองและรอคอยให้เขาดึงกระต่ายตัวใหม่ออกมาจากหมวกเพื่อสร้างความว้าวอยู่ตลอดเวลา

“ความจริงมันไม่ได้เกิดง่ายขนาดนั้น บางงานต้องบ่มเพาะกัน 16-17 เดือนกว่าจะเห็นผล ภาระ ความคาดหวัง แรงกดดัน คำชม หรือแม้แต่การโดนด่า มันมาพร้อมกันเป็นแพ็กเกจเลยที่เราต้องมานั่งชั่งน้ำหนักเอาเอง”

สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือกำแพงของ ‘เวลา’ และ ‘ความไม่แน่นอน’ ซึ่งมักสวนทางกับหลักการธุรกิจทั่วไปที่ต้องการผลตอบแทนรวดเร็วและจับต้องได้ เดฟยอมรับว่างานของเขาไม่สามารถวัดผลด้วยตัวเลข KPI ได้ในทันที โดยเฉพาะการพาแบรนด์ออกไปปรากฏตัวตามงาน Design Week ต่างๆ ที่คนภายนอกอาจมองว่าเป็นการลงทุนที่ได้ไม่คุ้มเสีย

“ถ้าจะให้ผมเขียน KPI วัดผลเป็นตัวเลขการเงินว่าออกงานนี้แล้วได้ลูกค้ากี่คน ผมบอกเลยว่าไม่ต้องเขียนหรอก เพราะมันขาดทุนเห็นๆ แต่มันมีคุณค่าด้านอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน นั่นคือ ‘แบรนด์’ มันทำให้คนรู้ว่าถ้าต้องการอะไรแปลกๆ ล้ำๆ ต้องเดินมาหาเรา แม้แต่นักศึกษาที่จะไปแข่งระดับโลกเขาก็มาหาเรา เพราะเขารู้ว่าเราจะช่วยผลักดัน เราจะสู้ไปกับเขา มันเลยกลายเป็นภาพจำว่าเห็นหน้าเดฟปุ๊บ ทุกคนจะคาดหวังทันทีว่ารอบนี้มีอะไรใหม่มาขายวะ”

Homework Fabrics จึงไม่ได้เป็นแค่โรงงาน แต่คือ ‘แล็บ’ สำหรับคนอยากลองของแปลกและพื้นที่ปล่อยของสำหรับคนรุ่นใหม่ เดฟมองว่าในขณะที่บ้านเราพูดเรื่องผ้าไทยกันเยอะ แต่คนที่เป็นตัวจริงและคอยกระตุ้นการใช้งานในสายงานนี้กลับมีน้อยเกินไป นั่นจึงกลายเป็นภารกิจที่เขาและครอบครัวยินดีแบกรับ เพื่อสร้าง Ecology ให้คนรู้ว่า “ถ้าจะเอาผ้าไทยและนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องมาที่นี่”

จากธุรกิจกงสีที่เดฟและพี่ชายเป็นหัวเรือใหญ่ วันนี้โครงสร้างธุรกิจเริ่มแข็งแรงขึ้นโดยมีภรรยาของทั้งคู่เข้ามาเสริมทัพรวมเป็น 4 แรงหลัก แตกตัวออกเป็นหลายบริษัทที่ดูแลสินค้าต่างกันไป ตั้งแต่เสื้อผ้า ผ้าม่าน ไปจนถึงชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีโรงงานหลักเป็นหัวใจในการผลิตนวัตกรรม และตอนนี้ทายาทรุ่นหลานก็เริ่มก้าวเข้ามาเรียนรู้งานเพื่อเตรียมรับไม้ต่อในอนาคต

“สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมทำมันไม่ใช่แค่เรื่องกำไรขาดทุน แต่มันคือกระบวนการสร้าง ‘Ecology’ ให้คนรู้ว่าถ้าอยากคุยเรื่องผ้าล้ำๆ อยากทำนวัตกรรมที่คนอื่นไม่ทำ ต้องมาที่ Homework เพราะเราคุยภาษาเดียวกับคุณ ผมอยากสร้างสิ่งนี้ทิ้งไว้ให้เป็นมรดก วันหนึ่งผมตายไป รุ่นลูกรุ่นหลานมาเทคอัพต่อ เขาก็จะยังมีพื้นที่ให้ Initiate สิ่งใหม่ๆ ได้ต่อไป นี่แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงของผม”

แม้ในวันที่หลายคนมองว่าพระอาทิตย์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยกำลังจะลับขอบฟ้า แต่สำหรับนักมายากลชื่อเดฟ การแสดงของเขายังคงดำเนินต่อไปอย่างมุ่งมั่น เพื่อพิสูจน์ว่าเมื่อไหร่ที่นึกถึงนวัตกรรมผ้าไทย ชื่อของ Homework จะเป็นคำตอบแรก เป็นรุ่งอรุณใหม่ที่ไม่มีวันดับสลายไปจากโลกของงานออกแบบไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...