Sleepcast นิทานก่อนนอนสำหรับผู้ใหญ่ เทรนด์คอนเทนต์มาแรง กับ 3 เหตุผลที่หลายคนฟังแล้วหลับสบาย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…นิทานก่อนนอนเคยเป็นเรื่องสำหรับเด็ก ๆ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว เพราะทุกวันนี้พอดแคสต์ประเภท “เรื่องเล่าก่อนนอน” กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะบนแอปพลิเคชันฝึกสมาธิและดูแลสุขภาพใจต่างๆ
Calm แอปฯ เพื่อการนอนและฝึกสมาธิยอดนิยมระบุว่า ปัจจุบัน Calm มีเพลย์ลิสต์คอนเทนต์เรื่องเล่าก่อนนอนหรือ “Sleep Stories” ให้สมาชิกสามารถเลือกฟังถึง 200 เรื่อง โดยมียอดเปิดฟังแล้วมากกว่า 450 ล้านครั้ง ขณะที่แอปฯ คู่แข่งอย่าง Breethe มีคอนเทนต์ประเภทเดียวกันที่เรียกว่า “Sleepcast” มากกว่า 100 เรื่อง และวางแผนเปิดตัวคอนเทนต์ใหม่สัปดาห์ละ 1 เรื่องเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้งาน ส่วน Hatch ผู้จำหน่ายอุปกรณ์และระบบดูแลคุณภาพการนอนแบบองค์รวมซึ่งมาพร้อมกับแอปพลิเคชั่นก็เริ่มมองเห็นแนวโน้มว่า มียอดการเปิดฟังเรื่องเล่าก่อนนอนบนแอปฯ สูงกว่าคอนเทนต์ช่วยผ่อนคลายแบบอื่นๆ เช่น เสียงบรรยากาศและแบบฝึกทำสมาธิ
©Calm/facebook
หากเราย้อนกลับไปมองวิวัฒนาการของบรรดาแอปฯ ฝึกสมาธิ จะพบว่าแอปฯ เหล่านี้เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และคอนเทนต์ที่อยู่ในรูปแบบของ “เรื่องเล่า” สำหรับฟังก่อนนอน ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วนี่เอง
แอปฯ ฝึกสมาธิยอดนิยมสองรายที่ครองส่วนแบ่งรวมกันในตลาดถึง 70% อย่าง Calm และ Headspace นั้น เริ่มต้นจากการให้บริการคอนเทนต์เพื่อการทำสมาธิเป็นหลัก เช่น แบบฝึกหัดฝึกการหายใจ คลาสเรียนการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเสียงธรรมชาติ เสียงบรรยากาศ และเสียงดนตรีแบบต่างๆ ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกฟังได้ตามความชอบ จนกระทั่งในปี 2016 พนักงานบริษัท Calm สังเกตว่าแอปฯ ของพวกเขามียอดการใช้งานสูงเป็นพิเศษในช่วงกลางคืน และค้นพบว่าสมาชิกจำนวนมากใช้แอปฯ เพื่อช่วยให้นอนหลับ จึงเริ่มผลิตคอนเทนต์หมวดใหม่ที่เป็นเรื่องเล่าสำหรับฟังก่อนนอนโดยเฉพาะ เรียกว่า Sleep Stories เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้สมาชิก ก่อนที่ Headspace จะเปิดตัวคอนเทนต์แบบเดียวกันโดยใช้ชื่อว่า Sleepcast สองปีหลังจากนั้น
©Headspace/facebook
หลายปีที่ผ่านมา แอปฯ ฝึกสมาธิและการผ่อนคลายก่อนนอนนั้น เป็นธุรกิจที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่เกิดการระบาดของโคโรนาไวรัสที่ผู้คนต่างมองหาตัวช่วยในการนอน ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์การระบาดจะคลี่คลายลงแล้ว แต่กระแสความนิยมก็ไม่ได้ลดลง นอกจากนี้ เรื่องเล่าสำหรับฟังก่อนนอนยังไม่ได้มาในรูปแบบคอนเทนต์เสียงบนแอปฯ เหล่านี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่หันมาสร้างพอดแคสต์เพื่อคนนอนไม่หลับกันอย่างต่อเนื่อง เช่น พอดแคสต์ “Get Sleepy” “Nothing Much Happens” และ “Sleep With Me” ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน
©wikipedia.org
และล่าสุด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Sony Music Entertainment ก็ออกมาแถลงเปิดตัวพอดแคสต์รายการใหม่ “Bedtime Stories With Adam McKay” ที่จะนำเสนอนิทานก่อนนอนที่มีเนื้อหา ภาษา และลีลาการจิกกัดเสียดสีสำหรับกลุ่มผู้ฟังผู้ใหญ่โดยเฉพาะ โดยได้อดัม แมคเคย์ (Adam McKay) นักแสดงตลก ผู้สร้างภาพยนตร์ และนักเขียนบทผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์ Don’t Look Up (2021) มารับหน้าที่ผู้เล่านิทาน โดยในพอดแคสต์แต่ละตอน เขาจะแต่งเรื่องแบบด้นสดจากคำเพียงหนึ่งคำที่โปรดิวเซอร์แฮร์รี เนลสัน (Harry Nelson) สุ่มเลือกขึ้นมา สะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวของแบรนด์ใหญ่ที่เริ่มเข้ามาลงเล่นในตลาดเพื่อตอบรับกระแสความนิยมในคอนเทนต์ที่กำลังเติบโต
พลังของเรื่องราว บรรเทาเสียงกังวลในใจ
“เรื่องเล่าก่อนนอนนั้นทำงานโดยการเบี่ยงเบนจิตใจผู้ฟังจากความกังวลและความคิดบั่นทอนตัวเอง ซึ่งจะทำให้ร่างกายหลั่งอะดรีนาลีนน้อยลง และสมองสามารถเข้าสู่สภาวะการนอนหลับได้” ดร.คริสทีน วอน (Christine Won) ผู้อำนวยการด้านการแพทย์จาก Yale Center for Sleep Medicine กล่าว
ดร.คริสทีนยังระบุด้วยว่า เรื่องราวนั้นมีแนวโน้มที่จะช่วยดึงจิตใจของเราออกจากสิ่งที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทางอารมณ์ได้ดีกว่าเสียงเพลงหรือเสียงพื้นหลัง (Background Noises) ต่าง ๆ เสียอีก ซึ่งหลายคนอาจจะเคยประสบเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว เวลาที่ล้มตัวลงนอนและพยายามข่มตาให้หลับ บางคนอาจพบว่า จิตใจพาลแต่จะคิดถึงเรื่องงานและสารพัดปัญหาที่ต้องจัดการในวันรุ่งขึ้น หรือมัวแต่จดจ่ออยู่กับความคิดว่าจะเมื่อไหร่จะหลับ ในเวลาแบบนี้ ลำพังแค่เสียงธรรมชาติหรือดนตรีบรรเลงอาจไม่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจเราจากความคิดฟุ้งซ่านได้เท่ากับเสียงเล่าเรื่องที่มีเนื้อหาให้ติดตาม
©Alexander Possingham/Unsplash
รีเบกกา รอบบินส์ (Rebecca Robbins) นักวิทยาศาสตร์จาก Division of Sleep and Circadian Disorders ที่ Brigham & Women's Hospital และอาจารย์จาก Harvard Medical School ให้ความเห็นว่า การฟังนิทานก่อนนอนสำหรับผู้ใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล “ในสังคมของเรา เด็ก ๆ คือกลุ่มคนที่ได้พักผ่อนอย่างดีที่สุด” เธอกล่าว “เป็นเรื่องง่ายที่จะคิดว่าเราในฐานะผู้ใหญ่นั้นมีภูมิคุ้มกันหรือวุฒิภาวะมากเกินไปสำหรับกิจวัตร (การฟังนิทานก่อนนอน) นี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราทุกคนสามารถนำเทคนิคต่าง ๆ ที่เราใช้กับเด็ก ๆ มาใช้ประโยชน์ได้”
ขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องราวที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นอนหลับสบายโดยเฉพาะ เชื่อว่าหลายคนคงจะมีคำถามแบบเดียวกันว่า จริง ๆ แล้วสลีปแคสต์เหล่านี้เล่าเรื่องอะไรบ้าง แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้หลายคนฟังแล้วเคลิ้มหลับได้แบบไม่รู้ตัว จากการสำรวจเราพบว่ามี 3 องค์ประกอบหลักที่อยู่เบื้องหลังมนต์สะกดของเนื้อหากล่อมนอนยอดนิยม
ถอดรหัส: ทำไมฟัง Sleepcast แล้วหลับสบาย?
1. เนื้อเรื่อง
องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สลีปแคสต์สามารถสะกดคนฟังให้หลับใหลคือ “เนื้อเรื่อง” ในขณะที่พอดแคสต์ นิยาย หรือภาพยนตร์ทั่ว ๆ ไปนั้นมักจะใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบมาตรฐานเพื่อตรึงผู้ชมผู้ฟังให้อยู่กับเนื้อเรื่อง เช่น การเปิดเรื่องด้วยปมความขัดแย้ง เดินเรื่องผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ที่ตัวละครต้องเจอ สะกิดต่อมความอยากรู้ด้วยปริศนา ก่อนจะไต่ระดับสู่จุดไคลแม็กซ์ และคลายปมในตอนจบ แต่สลีปแคสต์ทำในสิ่งตรงกันข้ามทั้งหมด
เนื้อเรื่องในสลีปแคสต์นั้นมักจะอยู่ตรงกลางระหว่างความดึงดูดใจกับความผ่อนคลาย พูดง่ายๆ คือ ต้องน่าติดตามพอที่จะดึงความสนใจให้ฟังต่อ แต่ก็ไม่เข้มข้นกระชากอารมณ์จนตาสว่าง
คริส แอดแวนซัน (Chris Advansun) หัวหน้าฝ่าย Sleep Stories จาก Calm อธิบายว่า เรื่องเล่าก่อนนอนบนแอปฯ Calm นั้นจะไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความตึงเครียด ความขัดแย้ง การเดิมพัน หรือการหักมุมที่ตรึงความสนใจจนรู้สึกว่าต้องติดตามต่อให้จบ แต่จะเป็นเรื่องราวเบาสบายที่พาผู้ฟังให้ค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา “นักเขียนที่เราจ้างมักจะประเมินความยากของงานนี้ไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง” คริสให้ความเห็นว่า นักเขียนเรื่องเล่าก่อนนอนที่ประสบความสำเร็จจะต้องวางเทคนิคที่เป็นพื้นฐานของการเล่าเรื่องที่พวกเขาคุ้นชินลง
เช่นเดียวกันกับสลีปแคสต์ของ Headspace ที่เรื่องราวจะดำเนินไปโดยไม่มีโครงเรื่อง เพื่อให้ผู้ใช้แอปฯ สามารถเปิดฟังจากจุดไหนของเรื่องก็ได้ตามต้องการและไม่รู้สึกว่าพลาดอะไรไป Headspace ยังระบุด้วยว่า สลีปแคสต์ของพวกเขานั้นมักจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสถานที่ทั่ว ๆ ไปที่ทำให้เกิดความรู้สึกวางใจและปลอดภัย เช่น สลีปแคสต์เรื่อง “Hushed Theatre” (โรงละครที่เงียบสงบ) หรือ "Vineyard Sunset" (ตะวันตกดินในไร่องุ่น) ฯลฯ
"เราให้ความสำคัญกับบรรยากาศก่อนเป็นอันดับแรก ลองจินตนาการถึงสถานที่ที่สงบและสบาย มีอะไรอยู่ในสถานที่นั้นบ้าง เราจะสร้างรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพื่อพาผู้ฟังก้าวข้ามไปอีกโลกได้อย่างไร มันเป็นเรื่องของการเนรมิตภาพและความรู้สึก มากกว่าการบอกเล่าเรื่องราว" บริอานนา เลอโรส (Brianna LeRose) ผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อหาของ Headspace กล่าว
สลีปแคสต์ส่วนใหญ่มีเอกลักษณ์ในการเล่าเรื่องคล้าย ๆ กัน คือการใช้รายละเอียดเชิงพรรณนา เช่น สายลมแผ่วเบาที่พัดผ่าน การแหวกว่ายของฝูงวาฬสีเทาที่กำลังอพยพย้ายถิ่น ฯลฯ รายละเอียดเหล่านี้จะสะกดผู้ฟังเข้าสู่โลกของเรื่องเล่าโดยไม่กระตุ้นอารมณ์มากเกินไป และด้วยเหตุนี้ Headspace จึงมักจะว่าจ้าง “กวี” เป็นผู้เขียนสลีปแคสต์ เพราะดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้าใจสิ่งที่บริษัทต้องการอยู่แล้วโดยสัญชาตญาณ "สลีปแคสต์แต่ละเรื่องคือโลกอีกโลกหนึ่ง โลกที่อยู่เหนือกาลเวลาและสิ่งรบกวน…สลีปแคสต์ที่ทำงานได้ดีจะไม่ 'บงการ' ผู้ฟังให้ทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น แต่จะทำให้พวกเขาเห็นภาพทิวทัศน์ เหมือนเป็นกล้องที่กำลังล่องลอย ลื่นไหล และเต็มไปด้วยความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง" อเล็กซิส อเซเวส การ์เซีย (Alexis Aceves Garcia) นักเขียนบทกวีผู้เขียนสลีปแคสต์ของ Headspace อธิบาย
2. เสียง
แน่นอนว่าองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของสลีปแคสต์ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของ “เสียง”
สลีปแคสต์ส่วนใหญ่มักจะมีเสียงบรรยากาศระหว่างการเล่าเรื่องเพื่อสร้างบรรยากาศให้สมจริงยิ่งขึ้น เช่น เสียงฝนตก เสียงจิ้งหรีดเรไร เสียงปะทุเบา ๆ ของกองไฟในป่า ฯลฯ รวมถึงเสียงดนตรีประกอบที่เปิดคลอเบา ๆ
ที่สำคัญคือ เสียงของผู้บรรยายในสลีปแคสต์ไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือคนธรรมดา มักจะต้องผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายเบาสบาย เรื่องเล่าก่อนนอนหลายเรื่องที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ Calm นั้นบรรยายเสียงโดยคนดัง เช่น “Shakespeare’s London” ที่เจอโรม ฟลินน์ (Jerome Flynn) นักร้องและนักแสดงชาวอังกฤษพาผู้ฟังย้อนเวลากลับไปเดินเล่นในลอนดอนยุคศตวรรษที่ 17 และ “Adrift in a Dream” เรื่องเล่าจากความฝันกับเสียงหวาน ๆ ของนักแสดงสาว แมนดี มัวร์ (Mandy Moore)
อย่างไรก็ตาม เสียงเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวค่อนข้างมาก ผู้ใช้งานแอปฯ ฝึกสมาธิส่วนใหญ่มักจะเลือกสลีปแคสต์จากเสียงผู้บรรยายเป็นหลัก หลายคนให้ความเห็นว่าพวกเขาคิดว่าเสียงบรรยายของผู้ชายที่มีความทุ้มสามารถทำให้พวกเขาหลับได้ดีที่สุด บางคนบอกว่าเสียงผู้หญิงไม่สามารถสะกดพวกเขาให้เข้าสู่ห้วงนิทราได้แบบเดียวกับเสียงผู้ชาย แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็มีข้อยกเว้น เพราะผู้ใช้งานบางคนที่เป็นผู้หญิงเคยวิจารณ์ว่า เสียงของนักร้องหนุ่ม แฮร์รี สไตล์ส (Harry Styles) ในเรื่อง “Dream with Me” ของ Calm นั้นเซ็กซี่จนทำให้พวกเธอเสียสมาธิ
นอกจากน้ำเสียงของผู้บรรยายที่นุ่มสบายคล้ายมีคนกำลังพูดเบาๆ ให้ฟังข้างหู สลีปแคสต์ยังมีเทคนิคและจังหวะในการเล่าที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย
แอนนา แอกตัน (Anna Acton) นักแสดงซึ่งรับหน้าที่ผู้เล่าเรื่องให้ Calm มามากกว่า 12 เรื่องบอกว่า ในขณะที่เรื่องราวดำเนินไป จังหวะการเล่าของผู้บรรยายจะต้องค่อย ๆ สงบและช้าลง “พวกเขา (Calm) ค้นคว้ามาเยอะจนรู้ดีว่าคนฟังจะเริ่มผล็อยหลับตอนไหน และจัดเตรียมทุกองค์ประกอบอย่างระมัดระวัง” ปกติแล้วเธอจะบันทึกเสียงสลีปแคสต์ในสตูดิโอที่ลอนดอน โดยมีผู้กำกับคอยฟังและให้คำแนะนำตลอด “ถ้าคุณกำลังพยายามกล่อมใครสักคนให้หลับด้วยน้ำเสียงหรือวิธีการบางอย่าง คุณจะไม่ต้องการที่จะทำอะไรที่อาจจะดึงเขาให้ตื่นขึ้นมาใหม่” เธออธิบาย
3. ความคุ้นเคย
อันที่จริง นอกจากสลีปแคสต์ที่มีเนื้อหาและวิธีนำเสนอแบบที่เรากล่าวถึงแล้ว ยังมีคอนเทนต์ออนไลน์ที่เข้าข่าย “เรื่องเล่าก่อนนอน” อีกหลายรูปแบบที่คนจำนวนไม่น้อยชอบเปิดฟังเป็นเพื่อนก่อนนอน ตั้งแต่คลิป ASMR แบบที่มาพร้อมกับเสียงกระซิบ Audiobook ที่นำนิยายคลาสสิกกลับมาเล่าใหม่ พอดแคสต์เรื่องเล่าตามธีมต่าง ๆ เช่น การเดินทาง ประวัติศาสตร์ เรื่องลี้ลับ หรือแม้กระทั่งคดีอาชญากรรมจากเรื่องจริง
สังเกตได้ว่า ถึงจะไม่ใช่เรื่องเบาสบายเหมือนสลีปแคสต์ของ Headspace และ Calm ที่ออกแบบมาเพื่อให้หลับโดยเฉพาะ แต่หลายคนก็ชอบที่จะฟังเรื่องแบบนี้ก่อนนอนมากกว่า (ต่อให้เป็นเรื่องลี้ลับหรือคดีฆาตกรรมก็เถอะ) นั่นก็เพราะว่า “ความคุ้นเคย” ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนฟังหลับได้เช่นกัน
ดร.ราฟาเอล เปลาโย (Rafael Pelayo) ศาสตราจารย์คลินิกด้านจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์เกี่ยวกับการนอนที่ Stanford Sleep Medicine Center บอกว่า ไม่ว่าจะเป็น “เรื่องที่คุ้นเคย” หรือ “เสียงที่คุ้นหู” ก็สามารถทำให้คนเราหลับได้ทั้งนั้น
เขายกตัวอย่างกระทู้ออนไลน์บน Reddit ที่มีชาวเน็ตเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่า พวกเขามักจะเคลิ้มหลับเวลาดูสารคดีธรรมชาติที่บรรยายโดยเดวิด แอตเทนบะระ (David Attenborough) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษในตำนานที่เป็นพิธีกรรายการเกี่ยวกับธรรมชาติมายาวนานกว่า 60 ปี “พวกเขาคุ้นเคยกับมัน (สารคดีธรรมชาติ) และเสียงของเดวิดก็เป็นเสียงที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายด้วย”
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ แอปฯ Calm มักจะเลือกให้ดารานักแสดงมาเป็นผู้เล่าเรื่อง เพราะอย่างน้อยที่สุด เสียงของคนดังเหล่านี้ก็น่าจะเป็นหลักประกันที่สร้างความไว้ใจให้ผู้ฟังได้ระดับหนึ่งว่าพวกเขาจะได้ฟังเสียงที่คุ้นหูนั่นเอง
ส่วนใครที่คิดว่าการที่บางคนชอบฟังเรื่องอาชญากรรมก่อนนอนเป็นเรื่องแปลก ดร.ราฟาเอลอธิบายว่า “กรณีของคนที่ชอบฟังเรื่องอาชญากรรม ผมคิดว่ามันคงจะเป็นเรื่องเดียวกัน คือเวลาที่ผู้บรรยายเล่าเรื่องบางอย่างที่น่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันถ้าเสียงของพวกเขาไม่ได้ขึ้นลงมากนัก มันก็สามารถปลอบโยนและทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจได้เพราะคุณคุ้นชินกับมัน”
©Christopher Farrugia/Unsplash
เขาชวนให้เราลองนึกถึงนิทานก่อนนอนของเด็ก ๆ จะพบว่า นิทานจำนวนมากที่เราเล่าให้ลูกหลานฟังก็เต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดและเรื่องน่ากลัวทั้งนั้น เช่น นิทานอมตะเรื่อง “Hansel and Gretel” ที่แม่มดหลอกล่อเด็ก ๆ เข้ามาอยู่ในกระท่อมเพื่อจะขุนให้อ้วนแล้วจับกิน ฯลฯ เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ชอบฟังนิทานเหล่านี้แล้วก็นอนหลับไปโดยไม่มีปัญหาอะไร เหตุผลหนึ่งก็เพราะคนที่เล่านิทานคือพ่อแม่หรือคนในครอบครัวที่รักและพร้อมจะปกป้องพวกเขา แถมยังได้นอนฟังอยู่ในห้องนอนที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย ดังนั้นการฟังเรื่องที่มีส่วนผสมของความน่ากลัวจึงเป็นเรื่องที่หลายคนคุ้นเคย
“สำหรับหลายคน ห้องนอนเป็นเหมือนสถานที่หลบภัย ดังนั้นพวกเขาจึงอาจจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ฟังเรื่องราวบ้า ๆ เหล่านี้ และไม่ได้รู้สึกกลัว ตรงกันข้าม พวกเขาได้รับความบันเทิงจากเรื่องราวเหล่านี้แทน”
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นพ้องกันว่า ไม่มีสลีปแคสต์แบบไหนที่เหมาะกับทุกคน ดังนั้นการที่ทุกวันนี้มีคอนเทนต์หลากหลายแบบให้เราเลือกฟังจึงเป็นเรื่องดี และแน่นอนว่าคนที่เคยลองเปิดฟังคอนเทนต์กล่อมนอนแล้วรู้สึกไม่ถูกจริตก็มีไม่น้อย
แต่ไม่ว่าคุณจะชอบกล่อมตัวเองให้หลับด้วยสลีปแคสต์หรือไม่ การนอนหลับเพื่อพักผ่อนและหลุดพ้นจากความกังวลชั่วคราวในทุกๆ วัน จะยังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกชีวิตเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
และอาจสำคัญยิ่งกว่าเดิม ในโลกที่เทคโนโลยีทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานกับการพักผ่อนนั้นพร่าเลือนจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
ที่มา :
บทความ “It's easy to nod off to 'sleep stories.' Making them is hard” โดย Brandon Griggs จาก edition.cnn.com
บทความ “Once Upon a Time … Bedtime Stories Were Just for Kids” โดย Hillary Richard จาก nytimes.com
บทความ “How Can People Fall Asleep To True Crime Shows And Podcasts?” โดย Drusilla Moorhouse จาก buzzfeednews.com
บทความ “Adam McKay Will Improvise Bedtime Stories (Not for Kids) in New Podcast From Sony Music” โดย Todd Spangler จาก variety.com
งานวิจัย “Mindfulness Meditation Apps Market - Global Industry Analysis, Size, Share, Growth, Trends, and Forecast, 2019 - 2027” จาก transparencymarketresearch.com
เรื่อง : ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ