โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรียนรู้ตำหนิพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พระสมเด็จฯ ที่ถูกสร้างมากที่สุด

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) นั้นวงการพระเครื่องบอกว่ามีอยู่ 2 กรุ คือ กรุเก่า และกรุใหม่ ในความเป็นจริงแล้ว เป็นพระที่มาจากแหล่งหรือกรุเดียวกัน คือกรุพระเจดีย์ใหญ่ วัดใหม่อมตรส เพียงแต่ได้มาในช่วงเวลาที่แตกต่างกันเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าได้มาจากต่างสถานที่กันแต่อย่างใด

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมกรุเก่า นั้นหมายถึง พระสมเด็จฯที่ถูกนำออกมาจากกรุพระเจดีย์ใหญ่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ หลังจากบรรจุกรุเมื่อปี พศ. 2413 ไม่นานมากนักจนถึงก่อนที่จะมีการเปิดกรุครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยอาจจะเป็นการนำออกมาด้วยวิธีการตกพระที่ทางวัดงานจัดขึ้น หรืออาจมาจากการลักลอบขุดเจาะพระเจดีย์ที่มีมาตลอด โดยพระกลุ่มหลังนี้นั้นมักจะถูกนำมาขายที่สนามหลวงที่เป็นตลาดพระใหญ่ในช่วงเวลานั้น (พระกรุเก่านี้อาจรวมถึงพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่สร้างแล้วไม่นำลงบรรจุกรุ ซึ่งอาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯอาวุโส บอกว่ามีอยู่ด้วยเช่นกัน)

ส่วนพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมกรุใหม่นั้น หมายถึงพระที่ได้มาจากการเปิดกรุอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 โดยสาเหตุหลักอันหนึ่งที่น่าจะทำให้ทางวัดอนุญาตให้มีการเปิดกรุก็คือ การโจรกรรมพระที่มีมากจนสุดปัญญาที่จะป้องกันได้ถึงแม้จะมีการจัดเวรยามดูแลแล้วก็ตาม โดยในช่วงประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2500 เพียงเดือนเดียวนั้น กล่าวกันว่ามีการลักลอบขุดเจาะองค์พระเจดีย์นำพระออกไปได้นับพันองค์

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่มีการพบเจอนั้นมีอยู่ 9 พิมพ์ทรงได้แก่ พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ทรงปรกโพธิ์ พิมพ์ทรงเส้นด้าย พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พิมพ์ทรงฐานคู่ พิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑ (โดยที่ 4 พิมพ์ทรงหลังเป็นพิมพ์ทรงเฉพาะของวัดบางขุนพรหม นอกจากนี้ยังพบพระสมเด็จพิมพ์ทรงไสยาสน์ และพระสมเด็จตะกั่วถ้ำชาอีกด้วยแต่พบเป็นจำนวนน้อยมาก) พิมพ์ทรงที่พบเจอมากที่สุดทั้งในพระกรุเก่าและกรุใหม่นั้นมีอยู่ 2 พิมพ์ทรง คือพิมพ์ทรงสังฆาฏิและพิมพ์ทรงเส้นด้าย ซึ่งเมื่อสังเกตจากเส้นสายลายพิมพ์แล้ว ทั้งสองพิมพ์ทรงนี้ เป็นลักษณะของการที่ช่างผู้แกะได้ปาดตวัดแทงปลายเหล็กแกะแม่พิมพ์แบบที่ไม่ค่อยพิถีพิถันนัก การออกแบบลายเส้นก็ไม่ซับซ้อน (แต่ก็ยังปรากฏเชิงช่างให้เห็นอยู่ในบางองค์ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นช่างชุดเดียวกับผู้แกะพระสมเด็จวัดระฆังฯ ส่วนองค์ที่พิสูจน์ทราบไม่ได้โดยเฉพาะพิมพ์ทรงสังฆาฏินั้น มีโอกาสที่จะเป็นแม่พิมพ์โบราณของวัดระฆังฯที่แกะไว้นานแล้ว ดังที่ตรียัมปวายกล่าวไว้ในหนังสือ “พระเครื่องประยุกต์” ได้หรือไม่) ซึ่งน่าจะมาจากความเร่งรีบที่จะต้องสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเป็นจำนวนมาก ตามคติโบราณให้เท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ คือ 84,000 องค์ ในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด

อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ให้ความรู้ว่า พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงเส้นด้ายนั้นมีที่มาจากพระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ (อาจเริ่มต้นจากพิมพ์ทรงใหญ่วัดระฆังฯ ถ่ายทอดมาเป็นพิมพ์ทรงใหญ่วัดบางขุนพรหม จนมาเป็นพิมพ์ทรงเส้นด้ายวัดบางขุนพรหม ตามลำดับ) สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงสังฆาฏินั้น อาจารย์ประกิต อธิบายว่า มีที่มาจากพิมพ์ทรงเจดีย์ (มีบางพิมพ์ทรงย่อยของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงสังฆาฏิ ที่มีส่วนคล้ายพระสมเด็จฯพิมพ์เกศบัวตูม หรือที่เรียกกันว่า พิมพ์ฏิ-ตูม โดยเฉพาะพระสมเด็จฯพิมพ์เกศบัวตูมที่พิมพ์ไม่ลึกนักจะคล้ายคลึงกันมาก และโดยองค์รวมนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ ยังได้รับอิทธิพลในการออกแบบมาจากพระสมเด็จฯแบบทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยเช่นกัน) ส่วนพิมพ์ทรงฐานคู่นั้น ล้อมาจากพิมพ์ทรงฐานแซม อย่างไรก็ตามสำหรับพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น ตรียัมปวาย ได้อธิบายโดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าเป็นพิมพ์ทรงที่แกะขึ้นโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตเอง โดยเป็นการแกะแม่พิมพ์ขึ้นในช่วงแรกๆ ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เริ่มมีการสร้างพระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยม (ตำราตรียัมปวายบอกว่า ประมาณปี พ.ศ. 2409) ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเด็นที่น่าสนใจคือ พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร ที่พบเจอในปัจจุบันนั้น เป็นรูปแบบของพิมพ์ทรงดั้งเดิมที่แกะพิมพ์โดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต หรือเป็นรูปแบบพิมพ์ทรงที่แกะขึ้นใหม่ในภายหลังโดยช่างที่เข้ามาช่วยงานเช่นกลุ่มช่างสิบหมู่หรือช่างทองหลวงกันแน่ หรือมีทั้งสองแบบ

นิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ได้กล่าวถึงพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิ หนึ่งในสองพิมพ์ทรงพระสมเด็จฯที่พบเจอมากที่สุด โดยนิรนามได้แบ่งพระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิออกเป็น 4 พิมพ์ทรงย่อย ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ไหล่ตรง พิมพ์แขนกลม (พิมพ์ฏิ-ตูม) และพิมพ์หูช้าง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้นิยมแบ่งพิมพ์ทรงย่อยออกเป็น 2 แบบ คือ แบบมีหู (หูช้าง) และแบบไม่มีหู ไว้ด้วยเช่นกัน (นิรนามบอกว่า แท้จริงแล้ว พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ ทรงสังฆาฏิ ทุกพิมพ์ทรงย่อยจะมีพระกรรณ (หู) เพียงแต่องค์ที่ติดไม่ชัดจะไม่เห็น ส่วนพิมพ์ทรงหูช้าง ที่เห็นหูชัดเจนนั้นจะมีลักษณะของใบหูที่แตกต่างออกไปคือมีหูห่างออกจากพระเศียรองค์พระ) นิรนาม ยังได้พูดถึงเอกลักษณ์เฉพาะของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงนี้ด้วยว่า “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อื่นๆ หากเป็นพระที่ผ่านการใช้หรือผ่านการเสียดสี ผิวขององค์พระสมเด็จจะออกเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลและขึ้นเป็นเงามันเป็นประกาย แต่สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิ ที่ผ่านการใช้หรือผ่านการเสียดสี ผิวและสีสันขององค์พระสมเด็จจะมีกระสายออกไปทางสีเขียวอ่อนๆเหมือนก้านดอกมะลิ เอกลักษณ์นี้จะเป็นเฉพาะพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิเท่านั้น”

บทส่งท้าย

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏินั้น ถือว่าเป็นพระสมเด็จฯ ที่มีโอกาสพบเจอมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเส้นด้าย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้จึงน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงพระสมเด็จฯแท้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต

“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียงแนวทางของนิรนาม ที่ใช้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พิมพ์ทรงย่อย “ไหล่ตรง” (ถือว่าเป็นพิมพ์ทรงย่อยแบบ “ไม่มีหู” ตามที่นิยมเรียกหากันในปัจจุบันได้เช่นกัน) ซึ่งเป็นพิมพ์ทรงย่อยที่พบเจอได้มากที่สุดในบรรดา 4 พิมพ์ทรงย่อยของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ มานำเสนอเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้

1. เส้นบังคับขอบแม่พิมพ์ทั้ง 4 ด้าน จะปลิ้นขึ้นและตั้งเป็นสัน

2. เส้นซุ้มครอบแก้วจะเรียวเล็ก ยาว ไม่หนาเหมือนหวายผ่าซีก

3. พระเกศจะเรียวยาวกว่าพิมพ์อื่นๆ จะจรดซุ้มครอบแก้วประหนึ่งว่าจะทะลุซุ้ม แต่ไม่ทะลุ

4. พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

5. ในองค์ที่ติดชัดจะเห็นพระกรรณเรียวยาวโค้งน้อยๆ เหมือนบายศรี อันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับพระกรรณของพระสมเด็จพิมพ์อื่นๆ

6. บ่าและไหล่กับยอดพระอุระจะขนานกันเป็นเส้นตรงอันเป็นที่มาของพระนามท่านว่า “พิมพ์ไหล่ตรง”

7. เส้นสังฆาฏิเป็นร่องลึกคมชัด แล่นตั้งแต่ยอดพระอุระลงมาจรดพระหัตถ์ อันเป็นที่มาของพระนามว่า “พิมพ์สังฆาฏิ”

8. ที่หน้าตักจะปรากฏเรียวพระบาทห้อยลงมาอย่างชัดเจน

9. ปลายเส้นแซมใต้หน้าตักด้านซ้ายมือขององค์พระจะม้วนเข้าหาหัวฐานชั้นที่สาม

10. ที่ปลายหัวฐานสิงห์ขององค์พระด้านซ้ายจะห่างจากซุ้มครอบแก้วน้อยกว่าปลายหัวฐานสิงห์ขององค์พระด้านขวา

11. ปลายหัวฐานชั้นที่หนึ่งด้านขวามือขององค์พระจะปิดตัน

12. ปลายหัวฐานชั้นที่หนึ่งด้านซ้ายมือขององค์พระจะเปิด

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ทรงย่อยไหล่ตรง (นิรนามแบ่งเป็น 4 แบบ ) หรือแบบไม่มีหู (หรือมีแต่ติดไม่ชัด) ตามที่นิยมเรียกกันในปัจจุบัน ที่งดงามมากองค์หนึ่ง พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงสังฆาฏิเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ที่พบมากที่สุด พอๆ กับพิมพ์ทรงเส้นด้าย มีขี้กรุหนาปกคลุมทั้งด้านหน้าและด้านหลังองค์พระ โดยเฉพาะด้านหลังเป็นลักษณะคล้ายคราบกรุขี้ดิน มีวรรณะขาวอมเหลือง พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา บริเวณจากไหล่ด้านหนึ่งไปอีกด้าหนหนึ่งมีลักษณะค่อนข้างเป็นเส้นตรงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงย่อยพิมพ์นี้ มีความคมชัดกดเต็มพิมพ์ ปรากฏขอบปลิ้นแต่เห็นไม่ชัดเจนนักสามด้าน ยกเว้นด้านล่าง ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบเห็นร่องรอยหมึกจากตราประทับสีม่วงที่ด้านบนเล็กน้อย ซึ่งหลังเรียบเป็นลักษณะของหลังส่วนใหญ่ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ตัดขอบค่อนข้างชิดสามด้าน ยกเว้นด้านล่างองค์พระที่ตัดเลยกรอบบังคับพิมพ์เข้ามา เป็นองค์ต้นแบบที่ดี เพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊กพระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรียนรู้ตำหนิพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พระสมเด็จฯ ที่ถูกสร้างมากที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...