เกษตรกรแย้งเอกชน นมดิบล้นตลาดเพราะนมผง จี้ถามรัฐ อุ้มชาวโคนม หรืออุตสาหกรรม
เมื่อการเทนมทิ้งทำให้สังคมไทยเริ่มสนใจปัญหานมล้นตลาด และหาคำตอบว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง ก่อนหน้านี้ เพจ “สมาคมโคนมก้าวหน้าฯ” เคยโพสต์ข้อความ โต้แย้งข้อมูลนายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย ชี้ราคาน้ำนมดิบไทยไม่ได้แพงที่สุดในโลก และนมล้นตลาดเกิดจากการปล่อยให้นมผงถูกใช้แทนนมสดโดยไม่มีการควบคุม
ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.2568 เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ต้องเทนมดิบบางส่วนทิ้ง หลังศูนย์รับน้ำนมดิบปฏิเสธการรับซื้อ โดยเฉพาะศูนย์รับน้ำนมดิบเอกชน
ที่ จ.ลพบุรี มีการประท้วงศูนย์รับน้ำนมดิบเอกชนที่ปฏิเสธการรับซื้อน้ำนมดิบบางส่วน โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไม่ดีขายนมไม่หมด ปัญหานี้ทำให้มีฟาร์มโคนมที่ต้องปิดกิจการไม่ต่ำกว่า 5 แห่ง
ที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เจ้าของฟาร์มโคนมบอกว่า ได้เริ่มนำน้ำนมไปทำปุ๋ยหมัก หลังสหกรณ์โคนมด่านขุนทด เตรียมปรับลดปริมาณรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร เพราะเอกชนทำเอ็มโอยูตกลงรับซื้อนมเพียงวันละ 8.8 ตัน จึงเหลือนมประมาณ 3.5 ตันต่อวัน หากนำไปขายที่อื่นก็จะถูกกดราคา
ชมพูเนกข์ ตั้งเส้ง สมาชิกสหกรณ์โคนมด่านขุนทด บอกว่า หน้าหนาว เคยเป็นช่วงที่ชาวโคนมมีความสุข เพราะแม่โคชอบอากาศหนาว อารมณ์ดี ไม่ค่อยป่วย ให้น้ำนมคุณภาพปริมาณสูง เกษตรกรเคยขายน้ำนมดิบได้กำไร แต่เมื่อนมบางส่วนไม่มีคนรับซื้อ ต้องเอาไปทำปุ๋ย หน้าหนาวที่เคยเป็นสวรรค์ก็กลายเป็นนรกของชาวโคนม
เธอบอกว่า เกษตรกรโคนมหลายคนคือคนรุ่นใหม่ที่ทิ้งงานประจำมาทำการเกษตร เพื่อกลับบ้านมาดูแลครอบครัว ในอดีตอาชีพเลี้ยงโคนมเคยเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่ตอนนี้กลับทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องเร่งตัดสินใจว่าจะสู้ต่อ หรือ เลิกเลี้ยง ก่อนที่หนี้สินจะพอกพูน
ส่วนเกษตรกรที่ตัดสินใจปิดฟาร์มขายโคนม บางส่วนขายเข้าโรงเชือด บางส่วนมีฟาร์มเอกชนมาซื้อนมแม่รีด เพื่อทำฟาร์มขนาดใหญ่ อนาคตของเกษตรกรโคนมบางส่วนคือ การไปเป็นลูกจ้างในฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ เพราะอาชีพเลี้ยงโคนมอาจกลายเป็นของกลุ่มทุนและนักธุรกิจ ไม่ใช่อาชีพของเกษตรกรรายย่อยอีกต่อไป
มิลค์บอร์ดแก้นมล้นตลาด 2 เดือน ยังเทนมทิ้งเหมือนเดิม
ปัญหานมดิบล้นตลาด ทำให้คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ มิลค์บอร์ด เดินหน้าแก้ปัญหา เนื่องจากบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโค ปี 2568/2569 มีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่ไม่มีแหล่งจำหน่ายนมดิบ 32 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ 25 แห่ง และภาคเอกชน 7 แห่ง มีปริมาณน้ำนมดิบประมาณ 215 ตัน/วัน ที่ไม่มีที่ขาย และบางส่วนต้องเททิ้ง
ที่ประชุมมิลค์บอร์ด ได้มอบหมายองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. หารือกับสหกรณ์ที่มีศักยภาพ รวมถึงผู้ประกอบการพาณิชย์ปรึกษากันในรูปแบบเพื่อนช่วยเพื่อน
ในส่วนกรมปศุสัตว์ขอให้ช่วยหารือกับกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มเติม และกรมส่งเสริมสหกรณ์ตรวจสอบรายชื่อคู่ค้าเดิมของกลุ่มที่มีน้ำนมดิบคงค้าง เพื่อหาแหล่งรับซื้อที่มีความสามารถรับซื้อน้ำนมดิบได้เพิ่มเติม อีกทั้งเป็นการช่วยเกษตรกรและลดความเสียหายจากน้ำนมดิบล้นตลาดให้ได้มากที่สุด
ขณะที่หลายภาคส่วนพยายามแก้ปัญหานมล้นตลาด น้ำนมดิบที่ไม่มีที่ขาย และถูกกดราคารับซื้อเหลือเพียงกิโลกรัมละ 12-14 บาท มีรายงานว่า เอกชนบางรายที่ไม่ได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโค หรือทำ MOU แต่ซื้อในปริมาณที่น้อยลง ได้กดราคาน้ำนมดิบนอก MOU เพราะรู้ว่าเกษตรกรต้องยอมขายดีกว่าเททิ้ง หรือนำไปทำปุ๋ยหมัก
ผ่านมา 2 เดือน หลังการสั่งการเดินหน้าแก้ปัญหาของที่ประชุมมิลค์บอร์ด ล่าสุด เกษตรกรก็ยังเดินหน้าเทนมทิ้งตามเดิม
มีเกษตรกรโคนมหลายคนตั้งคำถามว่า ปริมาณน้ำนมดิบนอกเอ็มโอยู หรือประมาณ 215 ตัน/วัน ที่ไม่มีที่ขาย ถูกนำไปเททิ้งจริง ๆ กี่ตัน และนำไปขายให้เอกชนในราคาต่ำ วันละกี่ตัน นมราคาถูกส่วนนี้ ถูกนำไปแปรรูปเป็นนมสดพาสเจอไรซ์ ครีมและเนย ที่มีมูลค่าสูงใช่หรือไม่
คำถามสำคัญที่เกษตรกรส่งไปยังมิลค์บอร์ด คือ “ใครรวยจากตลาดนมที่บิดเบี้ยวนี้”
หลังจากกระแสข่าวเกษตรกรเทนมทิ้งรอบล่าสุด ภาครัฐก็กลับมาเร่งแก้ปัญหาอีกครั้ง โดยวันที่ 14 ม.ค.2569 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการน้ำนมโคที่ไม่มีแหล่งจำหน่าย
จากข้อมูลสถานการณ์น้ำนมโคปัจจุบัน พบว่า มีน้ำนมโคคงเหลือที่ยังไม่มีคู่ค้าเข้ามารับซื้อตามบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโค ปี 2568/2569 รวม 181.713 ตันต่อวัน ลดลง 23.439 ตันต่อวัน จากเมื่อครั้งประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2568 เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทยในการช่วยรับซื้อ
รวมทั้งผลจากการหารือในครั้งนี้ อ.ส.ค. จะช่วยรับซื้อน้ำนมดิบในปริมาณ 108 ตันต่อวัน ส่วนที่เหลืออีก 73.713 ตันต่อวัน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมภาคเอกชนมีความยินดีรับซื้อเพื่อนำไปแปรรูปเป็นนมผงเต็มมันเนยต่อไป
ส่วนข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “โคนม อาชีพพระราชทาน” ระบุว่า
สรุปการแก้ปัญหานมใน MOU ที่ไม่มีที่ขาย ทั้งหมด = 211ตัน/วัน ดังนี้
1.F&N รับไป 17 ตัน
2.โฟร์โมส รับไป 6 ตัน
3.อสค.รับไป 140 ตัน
(ทั้งหมด 157 ตัน จากกลุ่มสหกรณ์และอีก 6 ตัน จากศูนย์เอกชน 4 ส่วนอีก 48 ตัน ศูนย์เอกชนจะบริหารเอง)
ดังนั้นหากเป็นไปตามนี้ นมใน MOU จะมีที่ขายทั้งหมด
ส่วนนมนอก MOU และนมที่เกษตรกรถูกจำกัด ต้องเททิ้งที่ฟาร์มจะยังไม่มีที่ไป
คำถามคือ ทำไมไม่นำนมนอก MOU และนมที่ถูกจำกัด มาแก้ไขไปด้วยเสียทีเดียวพร้อมกัน…ถ้าแบบนี้ เมื่อไหร่เกษตรกรจะรอด และยังตั้งคำถามว่า เป็นการซื้อตาม ราคากลางน้ำนมดิบ หรือไม่
ข้อโต้แย้ง “เกษตรกรโคนม” กับ “อุตสาหกรรมนม”
ย้อนไปเมื่อ วันที่ 23 ต.ค.2568 เว็บไซต์ “ฐานเศรษฐกิจ” ลงข่าว นมโรงเรียนล้นตลาดนำเข้านมผงสะดุด เอกชนเสียหาย 3 หมื่นล้าน ส่วนหนึ่งระบุว่า ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย ชี้ราคานํ้านมดิบไทยสูงสุดในโลก สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบนมโรงเรียนและการบริหารโควตา ทำให้เกิดภาวะนมล้นตลาดและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการนมพาณิชย์ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน…
ทำให้ เพจ “สมาคมโคนมก้าวหน้าฯ” โพสต์ข้อความ โต้แย้งทันทีว่า ราคาน้ำนมดิบไทยไม่ได้แพงที่สุดในโลก และนมล้นตลาดเกิดจากการปล่อยให้นมผงถูกใช้แทนนมสดโดยไม่มีการควบคุม และยังย้ำว่า ในต่างประเทศ นมผงใช้เพียง “เสริม” ชั่วคราวในช่วงขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ในประเทศไทย กลับมีแรงผลักให้ “ใช้นมผงแทนนมสดอย่างต่อเนื่อง” เพื่อผลประโยชน์ของบางกลุ่มในภาคอุตสาหกรรมนี่ต่างหากคือ “ต้นตอของปัญหานมล้นตลาด” ที่แท้จริง
ไทยพีบีเอสได้รับข้อมูลจาก ผู้ที่ทำงานในแวดวงอุตสาหกรรมน้ำนมดิบ อ้างว่า มีเอกชนไทยที่ลงทุนในโรงงานผลิตนมผงที่ต่างประเทศ เพื่อเตรียมนำเข้านมผงปริมาณมาก ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์นม
เนื่องจาก ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568 ไทยได้ยกเลิกภาษีนำเข้านมผงและผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นการนำเข้านมผงเสรี
และเมื่อเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2567 โพสต์ข่าวที่ระบุว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผย 10 เดือน ปี 2567 ส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมไปตลาดคู่ FTA มูลค่า 569.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โต 11.5 % ครองแชมป์ส่งออกเบอร์ 1 ในอาเซียน ตลาดกัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์มาแรง ชี้! 14 ประเทศคู่ FTA ยกเลิกภาษีนำเข้าให้กับไทยแล้ว เตรียมเปิดเสรีนมและผลิตภัณฑ์นม ภายใต้ FTA ไทย–ออสเตรเลีย และ FTA ไทย–นิวซีแลนด์ ดีเดย์ 1 ม.ค.2568 ช่วยเพิ่มแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทย
ข่าวนี้อธิบายชัดเจนว่า FTA ไทย–ออสเตรเลีย และ FTA ไทย–นิวซีแลนด์ ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ เพิ่มแต้มต่อ และลดต้นทุน ขณะที่มูลค่าการส่งออก อยู่ในหลักหมื่นล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ยังระบุถึงความสำเร็จของผู้ประกอบการนมแปรรูป ว่า ปัจจุบันสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมทุกรายการของไทย ปลอดภาษีนำเข้าในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดแล้ว ซึ่งเป็นผลจากความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน สินค้านมที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว นมพร้อมดื่มยูเอชที บัตเตอร์มิลค์นมและครีม นมและครีมที่ไม่เข้มข้นและไม่เติมน้ำตาล นมถั่วเหลืองที่มีนมผสม และนมและครีมที่เข้มข้นและเติมน้ำตาล
ซึ่งไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกหลักในปัจจุบันจากสิทธิประโยชน์จาก FTA อาเซียนนี้ ทำให้สินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทยมีราคาที่แข่งขันได้ อีกทั้งคุณภาพของสินค้าและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การส่งออกสินค้านมในตลาดอาเซียนเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต
การเติบโตของตลาดส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทย กำลังสวนทางกับตลาดน้ำนมดิบในประเทศ ที่ขายได้น้อยลง หลังเข้าสู่ยุคนำเข้านมผงเสรีอย่างเต็มรูปแบบ
ไทยพีบีเอสได้รับข้อมูลที่อ้างว่าบริษัทเอกชนรับซื้อน้ำนมดิบลดลงในปี 2568
บริษัท A เคยรับซื้อ 320 ตัน / วัน เหลือ 120 ตัน / วัน
บริษัท B เคยรับซื้อ 150 ตัน / วัน เหลือ 50 ตัน / วัน
บริษัท C เคยรับซื้อ 300 ตัน / วัน เหลือ 100 ตัน / วัน
ด้านชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยข้อมูล สถานการณ์ภาพรวมของอุตสาหกรรมโคนมไทย โดยระบุว่า ปัญหาสำคัญที่เผชิญอยู่คือ การนำเข้านมผงเสรี ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมนมดิบในประเทศ ปริมาณคำขอนำเข้านมผงรวมตามข้อตกลง WTO, AFTA, และ TNZCEP อยู่ที่ 91,951 ตันต่อปี ปริมาณผมผงนี้เมื่อคือคืนรูปเทียบเท่ากับน้ำนมดิบได้ประมาณ 2,015 ตันต่อวัน ซึ่งเกินความต้องการบริโภคนมในประเทศ (ทั้งนมพาณิชย์และนมโรงเรียน) ที่บริโภคประมาณ 1,500-1,700 ตันต่อวัน
มีการบริโภคนมในไทย วันละ 3,143.36ตัน/วัน นมโรงเรียน ใช้ประมาณ วันละ 1,000 ตัน/วัน คงเหลือขายนมดิบไปให้ตลาดพาณิชย์ (เอกชนซื้อไปทำผลิตนมแปรรูป) 2,000 ตัน/วัน ในราคา 22.75 บาท/กก.
ข้อดีของการใช้นมผง สำหรับผู้ประกอบการคือช่วยประหยัดตัดต้นทุนมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับการใช้นมดิบ เนื่องจากต้นทุนทำนมผงคืนรูปอยู่ที่ 12-17 บาท /กก. ในขณะที่ต้นทุนทนมดิบอยู่ที่ 21.25-23.00 บาท/กก. มีข้อมูลว่า อุตสาหกรรมนม มีนมผงคืนรูป ในมือแล้ว 1,600 ตัน /วัน
นมผงยังสามารถเก็บในสต็อกได้นานกว่า (3-6 เดือนในอุณหภูมิปกติ, 1-2 ปีสำหรับนมผงเสรี) ทำให้ต้นทุนการเก็บรักษาต่ำ และสามารถนำมาผสมเมื่อต้องการใช้ได้
อย่างไรก็ตาม นมผงมีข้อเสียคือ นำเงินออกนอกประเทศ มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมี เช่น เมลามีน และมีสารอาหารน้อยกว่านมดิบ นอกจากนี้ การนำเข้านมผงไม่ได้สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือสร้างเศรษฐกิจในท้องถิ่นเท่ากับนมดิบ
ตรงกับข้ามนมดิบของเกษตรกรไทย มีสารอาหารสูง โปรตีนสูง และช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น รวมถึงกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน นมดิบยังเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารและแหล่งอาหารสำรองยามวิกฤติ แต่มีข้อเสียคือต้นทุนสูงกว่า อายุจำกัดเพียง 24-48 ชั่วโมง และจัดการยาก
แต่ข้อมูลจากผู้ประกอบการนมพาณิชย์ ซึ่ง “ผู้จัดการออนไลน์” เผยแพร่ข่าว ลงวันที่ 19 มิ.ย.2568 ระบุว่า แวดวงอุตสาหกรรมนมเผย “น้ำนมดิบ” ล้นตลาด แต่ผู้ประกอบการนมพาณิชย์กลับตกเป็นแพะรับบาปจาก “มาเฟียนมโรงเรียน” ลดคุณภาพ ผสมน้ำ ทำเด็กไทยดื่มนมไร้คุณภาพ พบไม่อนุมัตินำเข้านมผง แต่กลับบีบให้รับภาระที่ไม่ได้ก่อ ทำขาดแคลนวัตถุดิบ กระทบการผลิต ละเมิดข้อตกลงออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ กระทบภาพลักษณ์ไทย เสี่ยงเจอโต้กลับกระทบส่งออก
ข้อมูลจากเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (18 ม.ค.2569) โดย อรอุมา ศรีสมัย ส่วนหนึ่งระบุถึงข้อมูลจาก แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนม ระบุว่า สาเหตุที่น้ำนมดิบล้นตลาด เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่คือ 1.อ.ส.ค.ขาดสภาพคล่อง ทำให้ลดการรับซื้อน้ำนมดิบลง
2.การจัดสรรโควตาในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน หรือ นมโรงเรียนได้น้อยลง จากจำนวนเด็กลดลงจาก 8.7 ล้านคน เหลือ 6.3 ล้านคน ทำให้น้ำนมดิบจากการใช้ 1,200 ตันต่อวัน เหลือ 900 ตันเศษต่อวัน ส่งผลทำให้เอกชน/สหกรณ์ ในกลุ่มนี้รับน้ำนมดิบน้อยลง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการอนุมัตินำเข้านมผงแต่อย่างใด
ข้อสังเกต อ.ส.ค.และนมโรงเรียน ใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศเท่านั้น ไม่ผสมนมผง ซึ่งต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด ไม่เช่นนั้นจะสร้างภาระให้กับอุตสาหกรรมและเงินภาษีของประชาชนที่ต้องนำมาสนับสนุนโครงการนมโรงเรียน 14,000 ล้านบาทต่อปี
แหล่งข่าวจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ทางผู้ประกอบการ มีสมาชิกกว่า 70 โรง พร้อมที่จะรับซื้อนมผงที่ผลิตในไทย หากราคาและคุณภาพ ตรงตามความต้องการ
ด้านแหล่งข่าวที่ติดตามปัญหานมล้นตลาด เปิดเผยกับไทยพีบีเอสว่า จากข้อมูลนี้ข้อสังเกตได้ว่า อาจเป็นไปไม่ได้ที่ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมจะซื้อนมผงที่ผลิตในไทย เพราะราคาที่อาจสูงกว่าต่างประเทศ ที่สำคัญข้อมูลของแหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนม ยังชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการมองเรื่องธุรกิจความคุ้มค่า โดยเฉพาะโครงการนมโรงเรียน
ข้อความที่ว่า “นมโรงเรียน ใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศเท่านั้น ไม่ผสมนมผง ซึ่งต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด ไม่เช่นนั้นจะสร้างภาระให้กับอุตสาหกรรมและเงินภาษีของประชาชน” อาจต้องอธิบายให้ชัดเจน เพราะสะท้อนให้เห็นว่า แม้โครงการนมโรงเรียนจะมีปัญหาจริง แต่นี่คือโครงการที่สำคัญ ที่รับซื้อนมดิบจากเกษตรกร 100 % เพื่อเป้าหมายคือช่วยเหลือเกษตรกร และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
สอดคล้องกับ บทความที่โพสต์ผ่าน เพจเฟซบุ๊ก “นอกบรรทัด” ที่ส่วนหนึ่งระบุว่า กับดักความคิด : Food Hub ≠ ผู้ส่งออกวัตถุดิบราคาถูก ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ของนโยบาย Food Hub ไทย คือการคิดว่าต้อง “ผลิตเยอะ ขายถูก ส่งออกได้”
ถ้าคิดแค่นี้ “นม” สอบตกทันที แต่ถ้ามองแบบประเทศพัฒนาแล้ว (เช่น ญี่ปุ่น หรืออิสราเอล)
Food Hub คือ Technology & Security Hub
- ญี่ปุ่นผลิตนมแพงกว่าไทย แต่ทำไมเขารักษาอุตสาหกรรมนี้ไว้เท่าชีวิต?
- เพราะเขามองนมเป็น Strategic Asset (สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์) ไม่ใช่ Commodity ทั่วไป
ต้นทุนของการ “ไม่ทำอะไร” (Cost of Inaction)
ถ้าเราบอกว่า “นมไทยต้นทุนสูง เลิกเลี้ยงเถอะ นำเข้านมผงถูกๆ เอา” สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
- เกษตรกรล่มสลาย องค์ความรู้การเลี้ยงวัวที่สะสมมา 60 ปี จะหายไปในรุ่นเดียว
- ความเสี่ยงระดับชาติ วันไหนเกิดสงคราม โรคระบาด หรือ Supply Chain โลกสะดุด (แบบยุคโควิด) เด็กไทยจะเอานมที่ไหนกิน ?
- อำนาจต่อรองเป็นศูนย์ เมื่อผลิตเองไม่ได้ เราจะต้องซื้อนมผงนำเข้าในราคาเท่าไหร่ก็ได้ที่เขาอยากขาย
จากข้อมูลนี้ ยิ่งทำให้เกษตรกรโคนมตั้งคำถามต่อรัฐและเอกชนว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากโครงการนมโรงเรียน อนุญาตให้เอกชนใช้นมผงผลิต และที่เลวร้ายที่สุด หากไม่มีโครงการนมโรงเรียน ใครได้ประโยชน์ และใครเสียประโยชน์ กันแน่
ดูเหมือนว่า ข้อมูลจากฝั่ง ผู้ประกอบการเอกชน กับ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ยังขัดแย้ง ในประเด็นปัญหา ว่าจริง ๆ แล้ว ต้นตอของปัญหานมล้นตลาดเกิดจากอะไรกันแน่ เอกชนมองว่ามาจากปัญหาระบบนมโรงเรียน และมาเฟียนมโรงเรียน ผู้ประกอบการเอกชน จึงไม่ควรถูกบังคับให้รับภาระซื้อนมส่วนเกินในราคาที่ไม่เป็นธรรม
ส่วนเกษตรกรมองว่า เอกชนใช้นมผงมากขึ้น โดยที่ไม่ทำโฆษณาให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ใดทำจากนมผง หรือ ทำจากนมโคสด ซึ่งควรมีการติดฉลากให้ชัดเจนว่าผลิตจากนมผง หรือนมโคสดแท้ 100 % เพราะบางผลิตภัณฑ์ ทำจากนมผง แต่มีการโฆษณาใช้คำกำกวมว่า ผลิตจากนมแท้ 100 %
การฟาดฟันของข้อมูลจาก 2 ฝั่ง ทำให้ต้องติดตามว่า คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ มิลค์บอร์ด จะแก้โจทย์นี้อย่างไร ทั้งปัญหานมล้นตลาด และการนำเข้านมผง ซึ่งอาจต้องตอบคำถามของเกษตรกร ที่ว่า “รัฐจะอุ้มเกษตรกรโคนม หรือ อุ้มเอกชน”
รายงาน : พลอยไพฑูรย์ ธุระพันธ์ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคอีสาน
อ่านข่าว :
ความพ่ายแพ้ของ อ.ส.ค.และสหกรณ์ฯ ในสนามแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย
สงครามการค้า-อุตสาหกรรมนม ความพ่ายแพ้ของ อ.ส.ค.-สหกรณ์ฯ สู่การล่มสลายของเกษตรกร ?
“ปรับลดราคานมสด” คนเลี้ยงโคนมเสี่ยงขาดทุน ในยุคนำเข้านมผงเสรี