กำแพงเพชร รุกขับเคลื่อน “โคก หนอง นา” จัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี
เมื่อวันที่ 20 มกราคม นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร มอบหมายให้ นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม "เอามื้อสามัคคี" ระดับจังหวัด ประจำเดือนมกราคม โดยมี นายสมเกียรติ ชื่นอยู่ นายอำเภอเมืองกำแพงเพชร กล่าวต้อนรับ นางสาวเกษร กันสุ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นางสาวสิริกร นิลกำแหง พัฒนาการจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเทพนคร หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ และภาคีเครือข่ายโคก หนอง นา เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง ณ แปลงของนางสาวรัฐกานต์ สิญจวัตร์ บนอาณาเขตโคกหนองนา พื้นที่ 3 ไร่
นางสาวเกษร เปิดเผยว่า จังหวัดกำแพงเพชรมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นา โมเดล" โดยปัจจุบันมีพื้นที่ดำเนินการรวมทั้งสิ้น 713 แปลง จากการประเมินศักยภาพศูนย์เรียนรู้ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่ามีศูนย์เรียนรู้ที่ผ่านเกณฑ์ ระดับ A (ดีเยี่ยม) ถึง 392 แปลง หรือคิดเป็นร้อยละ 55 , ระดับ B จำนวน 306 แปลง คิดเป็นร้อยละ 42.9 และระดับ C จำนวน 15 แปลง คิดเป็นร้อยละ 2.1 ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของภาคประชาชนในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจพอเพียง
สำหรับการจัดกิจกรรม "เอามื้อสามัคคี" ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความสามัคคีในกลุ่มเครือข่าย โดยกำหนดจัดขึ้นทุกวันที่ 20 ของเดือน ภายในงานมีการแบ่งฐานเรียนรู้และกิจกรรมลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ได้แก่ ด้านการเกษตร การลงแขกปลูกต้นไม้ และการทำนาผักบุ้งเพื่อสร้างแหล่งอาหาร, ด้านทักษะชีวิต จัดให้มีการสาธิตการทำเตาถ่านเพื่อลดรายจ่ายพลังงาน และการทำสะพานข้ามคลองไส้ไก่ และด้านเศรษฐกิจ มีการจัดตลาดนัดเครือข่าย จำหน่ายสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรปลอดภัยจากสมาชิกโคก หนอง นา ในพื้นที่ โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พร้อมด้วย นายอำเภอเมืองกำแพงเพชร ประธานเครือข่ายฯ และผู้บริหารเทศบาลตำบลเทพนครได้ร่วมปลูกผักบุ้งแก้ว ในแปลงปลูกไว้ขยายพันธุ์ให้แก่สมาชิก บรรยากาศอบอุ่น
ด้าน นายสวนิต กล่าวชื่นชมความเข้มแข็งของเครือข่ายโคก หนอง นา ในพื้นที่ตำบลเทพนคร พร้อมเน้นย้ำว่า กิจกรรมเอามื้อสามัคคีไม่ใช่เพียงการช่วยแรงกันทำงาน แต่คือการส่งเสริม "พลังแห่งความสามัคคี" และการสืบสานศาสตร์พระราชาให้กลายเป็นวิถีชีวิตที่ยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามวิกฤต และเป็นต้นแบบให้แก่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป