โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชำแหละแผนสู้ศึกวิกฤตฝุ่นเรื้อรัง PM2.5

Thai PBS

อัพเดต 5 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาด้านสุขภาพที่ถูกพูดถึงในทุกปี เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน รายงานคุณภาพอากาศของ IQAir ระบุว่า ในปี 2568 ค่าเฉลี่ย PM2.5 ของประเทศไทยปรับตัวลดลง แต่ในช่วงที่มลพิษพุ่งสูง สถานการณ์ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะในเดือน ม.ค. พบว่าร้อยละ 20 ของจังหวัดที่มีข้อมูลในรายงาน มีค่าเฉลี่ย PM2.5 รายเดือนสูงเกินกว่า 10 เท่าของเกณฑ์มาตรฐานรายปีขององค์การอนามัยโลก (WHO) สะท้อนให้เห็นว่า แม้ค่าเฉลี่ยทั้งปีจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงต่อสุขภาพในช่วงวิกฤตยังคงอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า กรุงเทพมหานครมีค่าเฉลี่ย PM2.5 รายปีอยู่ที่ 17.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ขณะที่หลายจังหวัดยังมีระดับฝุ่นอยู่ในเกณฑ์น่ากังวลตลอดทั้งปี และที่สำคัญยังไม่มีจังหวัดใดในประเทศไทย ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศรายปี ขององค์การอนามัยโลกได้เลย สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามลพิษทางอากาศยังคงเป็นเรื่องใกล้ตัว และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

สำหรับสาเหตุของฝุ่น PM2.5 มีหลายปัจจัย ทั้งการเผาในที่โล่ง การเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการเผาขยะ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของมลพิษทางอากาศ นอกจากนี้ ระบบขนส่งในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่นอย่างกรุงเทพมหานคร ก็เป็นอีกแหล่งกำเนิดสำคัญของฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซลที่ถูกระบุว่า เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญในการปล่อยมลพิษ ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมและโรงงานบางแห่ง ที่ยังคงปล่อยมลพิษทางอากาศ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นสะสม

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากทั้งสภาพอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพมหานคร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไป จะต้องเร่งเข้ามาแก้ไข

จากการสัมภาษณ์ น.ส.เอื้อหนุน นัดสูงวงศ์ อายุ 22 ปี นักศึกษาที่อาศัยอยู่ในเขตสายไหม ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ถูกพูดถึงมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบันยังไม่รู้สึกว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากนัก และยังมองว่าเป็นเรื่องค่อนข้างไกลตัว อย่างไรก็ตาม เธอมีความกังวลว่าหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน อาจกลายเป็นปัญหา "ดินพอกหางหมู" ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงขึ้นในอนาคต

น.ส.เอื้อหนุน ยังแสดงความเป็นห่วงสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยมองว่าฝุ่น PM2.5 อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร พร้อมยกกรณีของหมอกฤตไท เจ้าของเพจ "สู้ดิวะ" ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดใน จ.เชียงใหม่ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น จากการสะสมของมลพิษทางอากาศในระยะยาว

อยากฝากว่า บางทีการแก้ปัญหาที่ผ่านมา มักเป็นการแก้เฉพาะหน้า ก็เข้าใจว่าปัญหาใหญ่มาก และอาจไม่สามารถแก้ให้จบได้ภายในวาระเดียว แต่บางครั้งเหมือนเป็นการแก้ให้ผ่านไป มากกว่าการแก้เพื่อให้ปัญหาหมดไปจริง ๆ

แม้ น.ส.เอื้อหนุนจะยอมรับว่า ยังไม่ทราบต้นตอของปัญหาอย่างละเอียด แต่เธอมองว่ายังไม่เห็นนโยบายหรือแนวทางที่เป็นรูปธรรมจากนักการเมืองหรือผู้ว่าฯ กทม. ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และมองว่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการจัดการที่ต้นเหตุ

ด้าน น.ส.ลภัสรดา ศรีอรุณกิจ อายุ 21 ปี นักศึกษา ที่อาศัยอยู่ในเขตบางนา ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิตมากเท่ากับในช่วงก่อนหน้า โดยยอมรับว่ารู้สึก "เฉย ๆ" หรือ "เคยชิน" กับปัญหานี้ เพราะต้องอยู่กับสถานการณ์ดังกล่าวมาหลายปี พร้อมระบุว่า วิธีรับมือคือการตรวจสอบค่าฝุ่นผ่านแอปพลิเคชันก่อนออกจากบ้าน หากค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีเขียวก็จะไม่สวมหน้ากาก แต่หากอยู่ในระดับสีแดงจึงจะสวมหน้ากากป้องกัน

เรื่อง PM2.5 ทุกวันนี้ ไม่ค่อยรู้สึกถึงความรุนแรงแล้ว อาจเพราะอยู่กับปัญหานี้มานานจนชิน และเมื่อคนเริ่มลืม ปัญหาก็อาจถูกปล่อยให้เงียบหายไป โดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

น.ส.ลภัสรดา มองว่า สาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งมาจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ปล่อยมลพิษจำนวนมาก รวมถึงการที่สังคมหันไปให้ความสนใจกับปัญหาอื่น จนทำให้ความรุนแรงของปัญหาฝุ่นถูกมองข้าม และเสนอแนวทางแก้ไขผ่านนโยบาย "โรงงานสีเขียว" (Green Factory)

โดยเห็นว่าภาครัฐควรเร่งจัดทำกฎหมาย และข้อบังคับที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรฐานการดำเนินงานของโรงงาน พร้อมกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ขณะเดียวกัน เธอมองว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยภาครัฐควรสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ โดยไม่กระทบต่อการผลิตและการจ้างงานมากเกินไป

ส่องนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. รับมือปัญหาฝุ่น PM2.5

  • นายประทีป วัชรโชคเกษม ผู้สมัครอิสระ ภายใต้แคมเปญ "กรุงเทพ เมืองฟ้าอมร" เสนอแนวทางติดตั้งเครื่องฟอกอากาศทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กทั่วกรุงเทพฯ เพื่อลดปริมาณฝุ่น รวมถึงติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำตามแนวรถไฟฟ้าเพื่อลดฝุ่นและความร้อนบนท้องถนน พร้อมตรวจเข้มรถที่ปล่อยควันดำ

  • นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เสนอนโยบาย "เมืองสะอาด" โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นจากไซต์ก่อสร้าง และดำเนินการล้างถนนอย่างถูกวิธีเพื่อลดฝุ่น PM2.5

  • นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล ผู้สมัครอิสระ เสนอให้ติดตั้ง HEPA Sensor ในทุกโรงเรียน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 พร้อมผลักดันแนวคิด Bangkok Active City หรือเมืองที่เดินได้ ออกกำลังกายได้ และเดินทางไปทำงานได้สะดวก เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชน

  • นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ ชูนโยบายแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งด้านการเผา ยานพาหนะ และโรงงานอุตสาหกรรม โดยอ้างอิงข้อมูลจากโครงการ "นักสืบฝุ่น" ที่ระบุว่าการเผาเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของ PM2.5 พร้อมระบุว่าที่ผ่านมา กทม. สามารถลดจุดความร้อนได้ร้อยละ 24 นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดตั้ง "ศูนย์ติดตามการเผาและช่วยเหลือเกษตรกรครบวงจร" เพื่อติดตามจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ ประสานการดับไฟ บังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผา และสนับสนุนตลาดสำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดการเผา ด้านมลพิษจากยานพาหนะ นายชัชชาติ เตรียมขยายมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone : LEZ) พร้อมเพิ่มการควบคุมรถยนต์ดีเซลเก่าและรถกระบะที่ปล่อยมลพิษสูง ส่วนภาคอุตสาหกรรม มีแผนยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากโรงงาน ติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง (CEMs) และจัดตั้ง War Room เพื่อติดตามข้อมูลการปล่อยมลพิษแบบเรียลไทม์

  • นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เสนอนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างครบทุกมิติ โดยมองว่าปัญหามีต้นตอจากรถควันดำ โรงงานอุตสาหกรรม และการเผาในภาคเกษตร จึงเสนอให้ขยายพื้นที่ Low Emission Zone เพิ่มความเข้มงวดกับรถบรรทุกควันดำ ผลักดันมาตรการควบคุมมลพิษโรงงาน และสนับสนุนเครื่องจักรทางการเกษตรเพื่อลดการเผา

  • นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ เสนอแนวทางแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วยการใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานคร

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายด้านการจัดการฝุ่น PM2.5 ที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งแต่ละคนมีแนวทางและเครื่องมือที่แตกต่างกัน ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยี และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นสะสมที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของกรุงเทพมหานคร

รายงาน : น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านข่าวอื่น :

ชายวัย 29 ปี ขับรถพุ่งลงสระน้ำ คาดเครียดปัญหาครอบครัว

"รักชนก" ยัน "ภาวุธ" สส.ปชน.พร้อมให้ DSI ตรวจสอบปมโยงคดี Forex

เจาะลึก "Pay to Fly จ่ายเพื่อบิน" เมื่อจะขับเครื่องบินต้องใช้เงินมากกว่าความพยายาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

"เอกนิติ" เชื่อสหรัฐฯ-อิหร่านเซ็น MOU ช่วยหนุนฟื้นลงทุน-ราคาน้ำมัน

57 นาทีที่แล้ว

“พื้นที่ชุมนุมสาธารณะ” ความคาดหวังผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในมุมนักกิจกรรม

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ขยะล้นเมือง โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดนโยบายผู้สมัครแก้ปัญหาสะสม

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ชายวัย 29 ปี ขับรถพุ่งลงสระน้ำ คาดเครียดปัญหาครอบครัว

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว การเมือง อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...