ขยะล้นเมือง โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดนโยบายผู้สมัครแก้ปัญหาสะสม
กรุงเทพมหานครขยายตัวขึ้นทุกปีเพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และเมื่อประชากรมากขึ้น การบริโภคก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครในช่วงปีงบประมาณ 2559-2566 ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณขยะของกรุงเทพฯ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แม้จะลดลงในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ปัญหาขยะก็กลับมาเป็นความท้าทายอีกครั้ง
- ปีงบประมาณ 2559 : 3,707,659.85 ตัน
- ปีงบประมาณ 2560 : 3,842,326.77 ตัน
- ปีงบประมาณ 2561 : 3,907,625.90 ตัน
- ปีงบประมาณ 2562 : 3,856,033.78 ตัน
- ปีงบประมาณ 2563 : 3,484,250.43 ตัน
- ปีงบประมาณ 2564 : 3,166,276.27 ตัน
- ปีงบประมาณ 2565 : 3,277,468.73 ตัน
- ปีงบประมาณ 2566 : 3,202,919.18 ตัน
ขยะส่วนใหญ่เป็นเศษอาหาร คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณขยะทั้งหมด รองลงมาคือ ขยะพลาสติกและโฟม กระดาษ ผ้า และขยะประเภทอื่น ๆ กทม. เป็นหน่วยงานหลักในการเก็บรวบรวมขยะมูลฝอย ผ่านรถเก็บขยะและจุดตั้งถังขยะตามพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนนำไปกำจัดด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ได้แก่ การฝังกลบ การเผา และการรีไซเคิล
รายงานของ กทม. ในปี 2566 ระบุว่า การฝังกลบยังเป็นวิธีที่ใช้มากที่สุด เนื่องจากต้นทุนต่ำและรองรับปริมาณขยะได้จำนวนมาก แต่ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการปนเปื้อนของน้ำใต้ดินและการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกสำคัญ
ส่วนการเผาขยะมีข้อดีคือ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าและลดปริมาณขยะได้ แต่ก็ต้องแลกมากับการปล่อยมลพิษทางอากาศ ขณะที่การรีไซเคิลถือเป็นวิธีที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่ยังมีข้อจำกัดจากการคัดแยกขยะที่ไม่ถูกต้อง และการขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย
การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบจัดเก็บและกำจัดขยะไม่สามารถเติบโตได้ทันกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง กทม. ยังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากร การจัดเก็บขยะไม่ทั่วถึง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการคัดแยกขยะยังอยู่ในระดับจำกัด รวมถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้การจัดการขยะยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไปจะต้องเร่งเข้ามาแก้ไข
เสียงสะท้อนจากคนกรุง
นายธาวิน อายุ 20 ปี นักศึกษาที่อาศัยอยู่ในเขตคลองสาน กล่าวว่า ปัญหาขยะในชุมชนของเขามีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ การทิ้งขยะไม่เป็นที่ และการขาดจุดทิ้งขยะที่เหมาะสม เขาระบุว่า คนในชุมชนมักนำขยะไปทิ้งตามริมถนน กระถางต้นไม้ ที่ดินรกร้าง หรือหน้าบ้านผู้อื่น จนกลายเป็นกองขยะสะสม เมื่อรถเก็บขยะของเขตเข้ามาจัดเก็บในจุดดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้คนในชุมชนคุ้นชินกับการนำขยะมาทิ้ง แม้เจ้าของพื้นที่จะร้องเรียนหลายครั้งก็ตาม
ธาวินมองว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่เขตยังไม่มีการจัดสรรจุดทิ้งขยะอย่างจริงจัง หรือจุดที่มีอยู่ไม่สะดวกต่อการใช้งาน ทำให้ประชาชนเลือกทิ้งในจุดที่ใกล้และสะดวกกว่า พร้อมเสนอให้มีมาตรการส่งเสริมการแยกขยะอย่างจริงจัง รวมถึงสนับสนุนกลุ่มคนเก็บของเก่าหรือรับซื้อของรีไซเคิล เพราะช่วยกระตุ้นให้คนในชุมชนคัดแยกขยะมากขึ้น พร้อมเสนอให้หลายหน่วยงานร่วมกันดูแลความสะอาดในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ น.ส.ตาล พนักงานออฟฟิศ อายุ 24 ปี ในเขตสะพานสูง สะท้อนปัญหาคล้ายกัน โดยระบุว่ามีการนำขยะไปทิ้งในที่ดินรกร้างจนกลายเป็นกองขยะขนาดใหญ่ ส่งกลิ่นรบกวนชุมชน โดยเฉพาะในช่วงฝนตกที่ปัญหากลิ่นและน้ำเสียรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ พื้นที่ของเธอยังเผชิญปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่จัดเก็บขยะ จนต้องลดรอบการเก็บขยะจากวันละ 2 รอบ เหลือเพียงวันละ 1 รอบ
อยากให้มีมาตรการแยกขยะที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงจัดสรรเจ้าหน้าที่เก็บขยะให้เพียงพอกับจำนวนประชากรในแต่ละพื้นที่ และมีการกำหนดจุดทิ้งขยะที่เหมาะสมกับชุมชน
ส่องนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาขยะ
- ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ เสนอนโยบาย "ปฏิวัติขยะสร้างสวัสดิการ" (Waste to Wealth) โดยเปลี่ยนจากระบบฝังกลบแบบเดิม สู่การนำขยะมาผลิตพลังงานสะอาดและสร้างคาร์บอนเครดิต ก่อนนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบสวัสดิการ
- นายประทีป วัชรโชคเกษม ผู้สมัครอิสระ เสนอแนวคิดเปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้ ผ่านระบบเพิ่มมูลค่าขยะ การให้ผู้ผลิตรับซื้อคืนบรรจุภัณฑ์สินค้า การส่งเสริมรีไซเคิล และการนำขยะอินทรีย์หรือเศษอาหารมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม
- นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบาย "เมืองสะอาด" โดยปรับศูนย์กำจัดขยะหลักให้เป็นระบบปิด 100% เพื่อลดปัญหากลิ่นและน้ำเสีย พร้อมผลักดันเทคโนโลยี Waste to Energy และกระจายศูนย์กำจัดขยะไปยังพื้นที่กรุงเทพฯ โซนเหนือและตะวันออก
- นายภาสพงศ์ ไชยวิริยะวาณิชย์ จากกลุ่ม "กรุงเทพบินได้" เสนอการพัฒนาแอปพลิเคชันรับซื้อขยะ ยกเลิกค่าธรรมเนียมเก็บขยะ และให้โรงเรียนสังกัด กทม. ทำหน้าที่เป็นธนาคารขยะ เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะในทุกครัวเรือน
- นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ และอดีตผู้ว่าฯ กทม. มุ่งส่งเสริมเครือข่ายอาสาสิ่งแวดล้อม ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลและตรวจสอบการแยกขยะในชุมชน รวมถึงผลักดันการจัดตั้งศูนย์คัดแยกขยะในระดับชุมชน
- นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน เสนอเปิดเผยข้อมูล GPS รถเก็บขยะของ กทม. ทุกคัน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบเส้นทางและรอบการจัดเก็บได้ เพิ่มความโปร่งใสและลดปัญหาขยะตกค้าง
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายด้านการจัดการขยะที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยแต่ละคนมีแนวทางที่แตกต่างกัน ทั้งการใช้เทคโนโลยี การสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะ การส่งเสริมการคัดแยก และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ สุดท้ายแล้ว นโยบายใดจะตอบโจทย์และแก้ปัญหาขยะที่คนกรุงเทพฯ เผชิญอยู่ได้มากน้อยเพียงใด คงต้องรอการตัดสินใจของประชาชนและผลการดำเนินงานในอนาคต
รายงานโดย : รณรต วงษ์ผักเบี้ย นักศึกษาฝึกงาน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านข่าวอื่น :
เจาะลึกนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชำแหละแผนสู้ศึกวิกฤตฝุ่นเรื้อรัง PM2.5
ชายวัย 29 ปี ขับรถพุ่งลงสระน้ำ คาดเครียดปัญหาครอบครัว
"รักชนก" ยัน "ภาวุธ" สส.ปชน.พร้อมให้ DSI ตรวจสอบปมโยงคดี Forex