โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BKGI ชูจุดแข็งธุรกิจเทคโนโลยี “ไบโอเทค” รายแรกไทย เตรียมเทรด SET มี.ค.นี้!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 01 มี.ค. 2567 เวลา 04.01 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ดร.เสาวลักษณ์ ด่านสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BKGI ผู้นำเทคโนโลยีไบโอเทครายแรกของไทยที่ให้บริการถอดรหัสพันธุกรรมครอบคลุมทุกช่วงอายุ ราคาเข้าถึงได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเปิดเผยว่า โดยภายหลังจากการเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนในครั้งแรก (IPO) จำนวน 160 ล้านหุ้น โดยมีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 600 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นหุ้นหลังจากการทำ IPO ขณะที่หุ้นก่อนหน้า IPO มีทุนชำระแล้ว 220 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 440 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็น 26.67% และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในเดือนมีนาคม 2567

ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม BGI ในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก BGI มีความตั้งใจให้บริษัทฯ เป็น Flagship ของ BGI Genomics ในประเทศไทย จากการที่ได้เห็นศักยภาพในการเติบโตของบริษัทฯ รวมทั้งมีแผนที่จะร่วมกับบริษัทฯ และมหาวิทยาลัย และโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ในประเทศไทย ในการจัดตั้งศูนย์ธารัสซีเมียในอนาคตอันใกล้ โดยกลุ่ม BGI ไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทฯ แต่อย่างใด รวมทั้งยังมีความตั้งใจจะสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อย่างเต็มที่

ดร.เสาวลักษณ์ กล่าวอีกว่า บริษัทในกลุ่ม BGI Shenzhen Co., Ltd. (BGI) ซึ่งตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกลุ่มบริษัท BGI เป็นกลุ่มบริษัทที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีการอ่านลำดับพันธุกรรมโดยเทคโนโลยี Next -Generation Sequencing (NGS) และชีวสารสนเทศศาสตร์ที่นำสมัยมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มบริษัท BGI ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและวิเคราะห์พันธุกรรมหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร (Agriculture) ด้านนิติเวชศาสตร์ (Forensics) การวิจัยพัฒนาด้านพันธุกรรม (Research & Institute) การฝึกอบรมบุคลากรทางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Education) เป็นต้น

โดยลักษณะการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1) ธุรกิจการให้บริการตรวจคัดกรองและวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

1.1 การตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Health Testing Services) เช่น การตรวจวิเคราะห์ความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดมารดา (NIPT) และการตรวจคัดกรองพาหะของโรคทางพันธุกรรม

1.2 การตรวจวิเคราะห์กลุ่มโรคติดเชื้อ (Infectious Related Testing Services) เช่น การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคโควิด-19 และการตรวจภูมิคุ้มกัน

1.3 การตรวจคัดกรองอื่นๆ (Other Testing Services) ได้แก่ การตรวจคัดกรองยีนก่อโรคมะเร็ง และการตรวจคัดกรองโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมอื่นๆ

1.4 การให้บริการงานด้านเทคโนโลยี (Tech Solution Services)

2) ธุรกิจการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง (Medical Related Products) อาทิ ชุดอุปกรณ์สำหรับการเก็บสิ่งส่งตรวจ น้ำยาตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 และน้ำยาตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19

ในส่วนของผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี โดย ในปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 134.15 ล้านบาท ถัดมาในปี 2564 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 380.05 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2565 มีรายได้รวมอยู่ที่ 320.07 ล้านบาท และงวด 9 เดือนแรกปี 2566 มีรายได้รวมอยู่ที่ 191.73 ล้านบาท

ขณะที่กำไรสุทธิย้อนหลัง 5 ปี โดยในปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 13.80 ล้านบาท ถัดมาในปี 2564 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 105.66 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 75.11 ล้านบาท และงวด 9 เดือนแรกปี 2566 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 25.51 ล้านบาท

"บริษัทมีนโยบายในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทในแต่ละปี ภายหลังการหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลแตกต่างไปจากนโยบายที่กำหนดไว้ได้ โดยจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการ ฐานะทางการเงิน สภาพคล่องทางการเงิน และความจำเป็นในการใช้เงินทุนหมุนเวียนในการบริหารจัดการและแผนการขยายธุรกิจในอนาคต" ดร.เสาวลักษณ์ กล่าว

นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า BKGI จะเป็นหุ้นธุรกิจเทคโนโลยีไบโอเทครายแรกของไทยที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (SET) และเป็นบริษัทฯ ที่มีความน่าสนใจ โดยบริษัทฯ นำเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกลุ่ม BGI ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการถอดรหัสพันธุกรรมของโลก มาใช้ในการให้บริการ ทำให้ผลการวิเคราะห์ต่างๆ ของบริษัทฯ มีความแม่นยำสูง

นอกจากนี้ ธุรกิจของบริษัทฯ อยู่ในอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึ่งอยู่ในเมกะเทรนด์ ถือเป็นธุรกิจแห่งอนาคต ที่จะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เพราะสังคมไทยอยู่ในยุคสังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ และที่สำคัญจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นทำให้คนทั่วโลก หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯจะทำให้ชื่อเสียงขององค์กร และแบรนด์ของ BKGI เป็นที่ยอมรับ อีกทั้งยังช่วยเสริมฐานทุนให้มีความแข็งแกร่ง รองรับแผนการขยายธุรกิจในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...