โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"ไม่รอ-ไม่อด" แต่ต้อง "รอด" สร้างชุมชนประเมินความเสี่ยง พร้อมรับมือภัยพิบัติ

Thai PBS

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

"ไม่รอ-ไม่อด" แต่ต้อง "รอด" สร้างชุมชนประเมินความเสี่ยง พร้อมรับมือภัยพิบัติ

การจัดการและรับมือภัยพิบัติเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์สภาพอากาศที่แปรปรวนและภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น การเตรียมความพร้อมจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และการวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ

การนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้การแจ้งเตือนภัยมีความแม่นยำและเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของชุมชนและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เป็นกลไกสำคัญในการลดความสูญเสียและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สังคม

ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และประธานโครงการเฝ้าระวังภัยพิบัติลุ่มน้ำปัตตานี (PB Watch: Pattani Bay Watch) กล่าวว่า การรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเวลาราชการ และแต่ละพื้นที่มีความเสี่ยงและความสามารถในการรับมือแตกต่างกัน

การทำงานด้านการเฝ้าระวังภัยพิบัติของเครือข่ายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ภายหลังเกิดพายุในบริเวณอ่าวปัตตานีจนสร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเริ่มจากการติดตามสถานการณ์และนำชุดข้อมูลมาวิเคราะห์และลงพื้นที่อบรม เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ด้วยตนเอง

ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์

พยากรณ์อากาศต้องเข้าใจง่าย ระบุพื้นที่เสี่ยงให้ชัดเจน

ผศ.ดร.สมพร กล่าวว่า การพยากรณ์อากาศเป็นการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต การทำนายไปข้างหน้าจากข้อมูลในอดีตและปัจจุบัน จึงมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีการหมุนเวียน ความตึง และความแปรปรวนของอากาศสูง

การสื่อสารข้อมูลพยากรณ์จึงต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ไม่ควรประกาศเตือนภัยในขอบเขตกว้างจนประชาชนไม่สามารถประเมินความเสี่ยงของตนเองได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การใช้ข้อความพยากรณ์ เช่น "มีฝนตก 80% ของพื้นที่" อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าฝนจะตกครอบคลุมพื้นที่บ้านของตนเองในสัดส่วนดังกล่าว ทั้งที่ความหมายของข้อมูลไม่ได้ระบุว่าฝนจะตกในบริเวณใดโดยเฉพาะ จึงควรใช้แผนที่และข้อมูลเชิงพื้นที่ประกอบการแจ้งเตือน เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพความเสี่ยงและเตรียมตัวได้ตรงจุดมากขึ้น

ฝนตก 80% ของพื้นที่" ประชาชนมักเข้าใจผิดว่าตก 80% ของบ้านตนเอง หรือตก 10% แปลว่าบ้านตนเองจะไม่ท่วม ทั้งที่หากตกตรงไหนก็คือ 100% ตรงนั้น

ทั้งนี้ควรมีการนำแผนที่เชิงพื้นที่ มาใช้ประกอบการประกาศเตือนภัย เพื่อแสดงขอบเขตพื้นที่เสี่ยงอย่างชัดเจน ช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเอง และสามารถวางแผนรับมือได้

เอลนีโญ-ลานีญา ฉากหลังภัยพิบัติ

สำหรับการประเมินสถานการณ์ฝนและน้ำท่วม ไม่ควรมองเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย โดยเปรียบเทียบเอลนีโญ ลานีญา และปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole (IOD) เสมือนฉากหลังของการแสดง ขณะที่มรสุม ร่องมรสุม หย่อมความกดอากาศต่ำ พายุ คลื่นลมทะเล และอุณหภูมิน้ำทะเล เป็นเสมือนตัวละครหลักที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าและส่งผลต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า

"เอลนีโญ ลานีญา เปรียบเสมือนฉากหลังที่บ่งชี้ว่าภาพรวมจะแล้งขึ้น ถ้าไม่มีตัวพระนางที่เป็นตัวละครหลัก จะเห็นแบ็คกราวด์ชัดเจน แต่ตัวละครหลักพระ-นาง ปรากฏการณ์เฉพาะหน้าที่บังฉากหลังอยู่ เช่น มรสุม, ร่องมรสุม, ความกดอากาศต่ำ, ความกดอากาศสูง พายุ และคลื่นลมทะเล ความร้อน อุณหภูมิทะเล ซึ่งเมื่อตัวพระนางมาเดินหน้าเวที จะทำให้ฉากหลังบังไปส่วนหนึ่ง คนดูก็จะไม่ได้สนใจฉากหลักเท่าไหร่แล้ว จะให้ความสนใจกับตัวละครมากกว่าฉากหลัก เมื่อตัวละครออกมาอยู่ข้างหน้าแล้ว จะแสดงเป็นกลไกหลัก"

ดังนั้น แม้เอลนีโญจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้แนวโน้มสภาพอากาศโดยรวมที่แห้งแล้งขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตก เพราะปัจจัยเฉพาะหน้าอาจทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมได้ ขณะที่อิทธิพลจากมหาสมุทรอินเดียซึ่งอยู่ใกล้ประเทศไทยก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

บูรณาการฐานข้อมูล เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาชุมชน

ผศ.ดร.สมพร กล่าวอีกว่า การบริหารจัดการภัยพิบัติต้องเริ่มจากการสร้างฐานข้อมูลระดับชุมชน โดยนำข้อมูลหลายด้านมาซ้อนทับกัน ทั้งแผนที่น้ำ ลม พืชพรรณ ความชื้น บ้านเรือน ตลอดจนประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ เพื่อให้เห็นว่าบริเวณใดเสี่ยงต่อภัยประเภทใด และควรวางแผนรับมืออย่างไร ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปเตรียมรับน้ำ รับภัยพิบัติ รู้ว่าเสี่ยงอะไรก็ตั้งรับสิ่งนั้น แต่คนในชุมชนไม่ได้เรียนรู้แค่บ้านตัวเอง ต้องเรียนรู้บ้านคนอื่น หรือพื้นที่อื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องมีชุดของข้อมูล ชุดของภูมิปัญญาเดิม

ตัวอย่างเช่น การสร้างบ้านใต้ถุนสูงของคนรุ่นก่อนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในพื้นที่น้ำหลาก หรือการทำความเข้าใจเส้นทางการไหลของน้ำ รวมถึงสิ่งกีดขวางอย่างถนนที่ยกระดับสูงหรือสะพานที่มีช่องทางระบายน้ำแคบ ซึ่งอาจทำให้น้ำไหลไม่สะดวกและส่งผลกระทบต่อชุมชน การแก้ปัญหาจึงต้องพิจารณาสภาพพื้นที่จริง ไม่ใช่ใช้แนวทางเดียวกันทุกแห่ง

"จากบรรพบุรุษที่สร้างบ้านแบบมีใต้ถุน เมื่อถึงฤดูกาลน้ำหลาก จะได้มีปลามาถึงหน้าบ้าน แต่ทุกวันนี้คนในเมืองกลับกลัวน้ำ ในขณะที่คนนอกเมืองกลับมีความสุขที่ได้จับปลา จะมีภาพความขัดแย้งกันให้เห็น ต้องถอยกลับมาดูซึ่งต้องเข้าใจบริบทของแต่ละอย่าง"

ปัจจุบันข้อมูลด้านน้ำและภัยพิบัติกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมเจ้าท่า ทำให้การทำงานมีลักษณะแยกส่วน ทั้งที่ธรรมชาติไม่ได้ดำเนินไปตามกรอบเวลาราชการ ภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน วันหยุด หรือเวลาใดก็ได้ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบข้อมูลและกลไกเตือนภัยที่เชื่อมโยงถึงกันและทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

"การนำข้อมูลหลายอย่างมารวมกัน เช่นเดียวกับร่างกายคนเรา อย่างหัวใจทำงานอยู่ ปั๊มเลือดส่งไปที่อื่น ๆ แม้หูจะหายใจได้ แต่ก็ไม่ได้เก่งเหมือนจมูก ซึ่งไทยมีทรัพยากรที่ดีมาก แต่ขาดวิตามิน M คือ Management การจัดการ ซึ่งขึ้นอยู่กับชุดความคิด แต่ไม่อยากให้ลืมความเป็นท้องถิ่นความเป็นภูมิปัญญา ลักษณะท้องถิ่น ท้องที่"

รับมือความเสี่ยงแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค

สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะมีความกังวลเรื่องภัยแล้ง แต่การบริหารจัดการน้ำไม่ควรพิจารณาเฉพาะปริมาณน้ำในเขื่อน ต้องพิจารณาสมดุลน้ำ นำข้อมูลฝน อุณหภูมิ การระเหยของน้ำ ความชื้นในดิน ปริมาณน้ำใต้ดิน และปริมาณน้ำต้นทุนมาวิเคราะห์ร่วมกับปฏิทินการเพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อประเมินความต้องการใช้น้ำและเลือกกิจกรรมทางการเกษตรให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่

การวางแผนดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมหรือภัยแล้ง แต่ยังช่วยลดปัญหาการปลูกพืชชนิดเดียวกันในปริมาณมากจนผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำด้วย โดยผสานความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิชาการ ดึงภูมิปัญญาและนำเทคโนโลยีมาผสมผสานและเก็บข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการมีส่วนร่วมของชาวบ้านที่สามารถเป็นนักวิจัยในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพัฒนาฐานข้อมูลที่สะท้อนสภาพจริงและนำไปใช้ได้ในทางปฏิบัติ

ภาคใต้ รูปแบบน้ำท่วมมีความเปลี่ยนแปลงจากปีหนึ่งไปสู่อีกปีหนึ่ง ปี 2565 น้ำท่วมเป็นบางพื้นที่ ปี 2566 น้ำท่วมบางพื้นที่ช่วงสั้น ๆ 3 วัน ปี 2567 ฝนกระจายตกหนัก ส่วนปี 2568 ฝนไปตกหนักที่กลางน้ำ และปลายน้ำ โดย ผศ.ดร.สมพร ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนไม่ควรยึดติดกับความเข้าใจเดิมว่าน้ำจากต้นน้ำไหลไปกลางน้ำ ปลายน้ำ ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน เพราะฝนที่ตกหนักในพื้นที่หรือบริเวณภูเขาใกล้ชุมชนสามารถทำให้เกิดน้ำหลากเข้าสู่บ้านเรือนได้อย่างรวดเร็วซึ่งอาจตั้งตัวไม่ทัน

ทั้งนี้สำหรับสถานการณ์ในปี 2569 ยังจำเป็นต้องติดตามข้อมูลและสัญญาณอากาศอย่างต่อเนื่องก่อนประเมินแนวโน้มความรุนแรงของน้ำท่วม

ขณะเดียวกัน การจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับตำบล โดยพัฒนาพื้นที่ที่มีความพร้อมให้เป็นต้นแบบการเรียนรู้ และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างตำบล เนื่องจากน้ำไม่ได้หยุดอยู่ภายในขอบเขตตำบลใดตำบลหนึ่ง การจัดการจึงต้องมองความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำและการช่วยเหลือเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน

"แบ่งเป็นตำบลกรด A B C ซึ่ง ตำบลเกรด A คือตำบลที่เอาจริงเอาจังอยากทำอยากเรียนรู้และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมด้วยกัน ซึ่งส่วนหนึ่งก็อยากจะทดสอบพื้นที่ว่าประชาชนในพื้นที่มีความระเบิดมาจากข้างในหรือยังที่จะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งพยายามให้ประชาชนเข้ามาร่วมดำเนินการด้วย ซึ่งแต่ละตำบลมีศักยภาพที่แตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ในตำบลเดียวก็ไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ การสร้างระบบขึ้นมาที่เรียกว่าการจัดการน้ำข้ามตำบล โดยใช้การไหลของน้ำมาเป็นตัวจัดการให้การเชื่อมกันระหว่างตำบล และเป็นการร่วมมือกันช่วยเหลือของคนในแต่ละตำบลเป็นการจัดการข้ามตำบล"

ผศ.ดร.สมพร ยังเสนอให้บูรณาการความรู้เรื่องภัยพิบัติเข้ากับหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลและประถมศึกษา โดยเชื่อมโยงกับวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจธรรมชาติ ความเสี่ยง และวิธีเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้น

แนวทางดังกล่าวต้องดำเนินควบคู่กันทั้งจากบนลงล่าง (Top-down) และจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) โดยชุมชนควรมีแผนจัดการภัยพิบัติของตนเอง ไม่รอเพียงนโยบายหรือความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่สามารถประเมินความเสี่ยง เตรียมทรัพยากร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ

"รอด (ROD)" สร้างชุมชนเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ

สำหรับแพลตฟอร์ม "รอด (ROD)" เป็นแนวคิดที่มุ่งเสริมสร้างความพร้อมและความสามารถในการปรับตัวของชุมชน ประกอบด้วย

R - Resilience: การรู้รับและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง

O - Opportunity: การมองหาโอกาสและต่อยอดศักยภาพจากสถานการณ์

D - Design: การออกแบบระบบและแนวทางรับมือที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

แนวคิดหลักคือ "ไม่รอ ไม่อด รอดอย่างเดียว" โดยเน้นให้ชุมชนสร้างความพร้อมและพึ่งพาตนเองได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ควบคู่กับแนวคิด "พร้อม" ในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ได้แก่

พ - เพื่อนและเครือข่าย

ร - ยานพาหนะทางน้ำ

อ - อาหาร อากาศ และองค์ความรู้

ม - ยานพาหนะทางบกและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ไม้โท - การสื่อสารและโทรคมนาคม

แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ประชาชนไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่สามารถเตรียมพร้อมและช่วยเหลือกันในระดับชุมชนได้ และนำไปสู่การสร้างกลไกของรัฐที่จะเชื่อมโยงและลงไปเติมเต็มให้กับชาวบ้าน

ฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ

ผศ.ดร.สมพร กล่าวถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน ซึ่งมีแหล่งกำเนิดและเส้นทางการเคลื่อนตัวแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยภาคใต้อาจได้รับผลกระทบจากควันไฟป่าและการเผาในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ขณะที่ภาคเหนือได้รับผลกระทบจากหมอกควันในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา ทั้งนี้ แหล่งกำเนิดและระดับผลกระทบต้องพิจารณาจากข้อมูลสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา

ฝุ่นควันเป็นเสมือนนักท่องเที่ยวที่ไม่มีพาสปอร์ต ซึ่งเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนไปตามทิศทางลม การแก้ปัญหาจึงไม่ควรมุ่งจัดการเฉพาะฝุ่นที่ลอยเข้ามาถึงปลายทาง แต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขต้นตอของการเผา พร้อมพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง

หัวใจสำคัญของการรับมือภัยพิบัติ คือการนำข้อมูลที่กระจัดกระจายมาเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์ ผสานเทคโนโลยีเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผน แม้ประเทศไทยจะมีทรัพยากรและองค์ความรู้จำนวนมาก แต่สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือการจัดการที่เป็นระบบและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

อ่านข่าว :

UN เตือนสะเทือนทั้งโลก "ซูเปอร์เอลนีโญ" 2570 ร้อนสุดขั้ว-ทะเลเดือด

โลกเจอ "เอลนีโญ" พ่นพิษ เผชิญวิกฤตภัยธรรมชาติ

นักวิชาการห่วง "ซูเปอร์เอลนีโญ" ทำประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ

ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ผลกระทบต่ออุณหภูมิ-ปริมาณฝนของไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

สภาพัฒน์ฯเตือนน้ำมันโลกทรงตัวสูง จับตานำเข้ากดดันดุลบัญชีเดินสะพัด

39 นาทีที่แล้ว

โฆษกทบ. ระบุ สามีบุ๋ม ปนัดดา ไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพบกให้เข้าใช้พื้นที่

39 นาทีที่แล้ว

ขอหมายจับเพจ Godd Dam ผิด พ.ร.บ.คอมฯ โพสต์สลิปอ้างค่าน้ำชา

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หั่นภาษี B20-E20 ลดค่าครองชีพ หนุนเศรษฐกิจสีเขียว

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สังคม อื่น ๆ

เปิดเส้นทางเงิน “เบนจามิน–ยิม” โยกผ่านธนาคาร-กองทุนต่างประเทศ ก่อนลงทุนหุ้นไทย ออกหมายจับ 6 ราย แจ้งข้อหาอีก 1 ราย ตรวจค้น 4 จุด ยึดหลักฐาน เร่งขยายผลยึดทรัพย์

THE ROOM 44 CHANNEL

“วราวุธ” สั่งลุยตรวจโรงงานรีไซเคิล 5 จังหวัดกว่า 1,500 แห่ง ระดม 50 ทีมสอบลึกเส้นเงิน–ผู้ถือหุ้น สกัดนอมินี จ่อทยอยปิดโรงงานผิดกฎหมายสิ้นปี

TOP NEWS ONLINE

โฆษกทบ. ระบุ สามีบุ๋ม ปนัดดา ไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพบกให้เข้าใช้พื้นที่

Thai PBS

ชัดเจน! กองทัพบก เผยข้อมูลล่าสุด ปมที่ดินนายก็อต สามีบุ๋ม ปนัดดา

สยามนิวส์

รัฐบาลทุ่ม 972 ล้าน ปั้นแรงงานไทย 3.2 หมื่นคน รองรับอุตฯพลังงานสะอาด

ฐานเศรษฐกิจ

ส่องสถิติราคาน้ำมันไทย 4 เดือนดีเซลพุ่ง 6.04 บาท ยอดใช้เฉลี่ย 57 ล้านลิตรต่อวัน

ฐานเศรษฐกิจ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...