JP Morgan เพิ่มน้ำหนักลงทุน GULF ชี้ “พลังงานสะอาด–ดิจิทัล” หนุนกำไรโตยั่งยืน
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 03.29 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 16.19 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์บริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน ระบุคำแนะนำ “Overweight” หุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ราคาเป้าหมาย 64 บาท โดยอ้างอิงข้อมูลจากการประชุม ASEAN Energy & Utilities Forum ซึ่งจัดร่วมกับ นายรัฐพล ชื่นสมจิตต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท และฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ พร้อมชี้ให้เห็นทิศทางการเติบโตของ GULF ผ่าน 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน, โครงการพลังงานในสหรัฐฯ, ดิจิทัลอินฟราสตรัคเจอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG
ฝ่ายบริหารของ GULF ระบุว่า พลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยจะเป็นหน่วยธุรกิจเติบโตหลักถัดไป แม้ว่าพอร์ตก๊าซ IPP ในประเทศยังให้ผลตอบแทนระดับสูง (IRR ประมาณ 25%) แต่บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 40% ภายในปี 2578 จาก 13% ในกลางปี 2568 โดยวางแผนลงทุน 80% ของงบลงทุนรวม 90,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2568–2569 เพื่อขยายโครงการใหม่ และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Gunkul Solar พร้อมตั้งเป้า IRR โครงการไว้ที่ 15–17%
ด้านโรงไฟฟ้า Jackson ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ในสหรัฐฯ ซึ่ง GULF ถือหุ้น 49% คาดว่าจะเริ่มสร้างผลกำไรตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 หลังจากการเริ่มต้นจ่ายค่าความสามารถในการผลิต (Capacity Payment) ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการใช้พลังงานสูงขึ้นจากการเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการขยายตัวของ Data Center
ขณะที่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล GULF เตรียมเปิด Data Center ขนาด 25 เมกะวัตต์ เฟสแรกในไตรมาส 2/2568 และจะขยายอีก 25 เมกะวัตต์ต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจโทรคมนาคมผ่าน ADVANC ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตจากกลุ่มลูกค้าองค์กร, บรอดแบนด์ และบริการใหม่ ๆ ควบคู่กับการสนับสนุน THCOM พัฒนาโครงการดาวเทียมรุ่นใหม่อีก 2–3 ดวง เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมดาวเทียมในไทย
นอกจากนี้ GULF ยังเดินหน้าโครงการ Terminal LNG แห่งที่ 3 ของประเทศ มูลค่าลงทุนประมาณ 60,000 ล้านบาท ที่นิคมมาบตาพุด โดยถือหุ้น 70% คาดเริ่มก่อสร้างไตรมาส 4/2568 และเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2572 พร้อมตั้งเป้านำเข้า LNG ราว 70 คาร์โก หรือราว 5 ล้านตันต่อปี สร้างกำไรประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี
สำหรับประเด็นเพิ่มเติมที่น่าจับตา ได้แก่
(1) สัดส่วนถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK จะอยู่ต่ำกว่า 5% ตามข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์
(2) บริษัทอาจพิจารณาซื้อหุ้นคืน หาก Singtel ขายหุ้น INTUCH ที่ถืออยู่ราว 9%
(3) มีศักยภาพลงทุนเพิ่มเติมอีกราว 200,000 ล้านบาท หลังการควบรวมกับ INTUCH
(4) ตัวชี้วัด KPI ฝ่ายบริหารมุ่งเน้นการเติบโตด้านกำไรและกำลังการผลิต, กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน และ ROE