โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา! ดีลภาษีไทย-สหรัฐโค้งสุดท้าย ก่อนเส้นตาย 9 ก.ค. โบรกชี้หุ้นส่งออกลุ้นหนัก

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 01 ก.ค. 2568 เวลา 01.34 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยเผชิญปัจจัยการเมืองภายในประเทศกดดัน รวมทั้งประเด็นที่นักลงทุนไม่อาจมองข้ามคือ ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทย–สหรัฐฯ ซึ่งเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ต่อแนวโน้มการส่งออกไทย และกระทบต่อหุ้นรายกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพารายได้จากตลาดสหรัฐฯในสัดส่วนสูง

โดยมีรายงานว่ารัฐบาลไทยเตรียมเดินทางไปเจรจารอบสุดท้ายกับสหรัฐฯภายในสัปดาห์นี้ โดยจะพบหารือกับนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายคือพยายามต่อรองให้อัตราภาษีอยู่ในระดับไม่เกิน 10% จากที่สหรัฐฯเคยประกาศไว้ว่าหากไม่มีข้อตกลงจะเรียกเก็บเต็มที่ 36% มีผลหลังเส้นตาย 9 ก.ค.2568

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์ในบทวิเคราะห์ว่า การเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ เริ่มมีความคืบหน้า โดยไทย-สหรัฐฯ เริ่มเจรจาภาษีนำเข้าตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. และไทยได้ส่งข้อเสนอให้สหรัฐฯพิจารณาตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.โดยคณะทำงานไทยคาดหวังว่าอัตราภาษีที่ไม่เกิน 10% ยังมีความเป็นไปได้ เทียบกับที่สหรัฐเคยประกาศไว้ที่ 36% ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.2568 จากนั้นได้ชะลอออกไปเป็นเวลา 90 วัน แต่ยังเก็บภาษีขั้นต่ำทุกประเทศ 10% และในระหว่างนี้ได้เปิดโอกาสให้คู่ค้าแต่ละประเทศยื่นข้อเสนอเพื่อเจรจากับสหรัฐฯ โดยมีเวลาก่อนที่จะถึงเส้นตายวันที่ 9 ก.ค.2568 หากเจรจาไม่ สำเร็จก็จะถูกเรียกเก็บภาษีตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยประเทศที่โดนภาษีสูงสุดคือ กัมพูชา 49% รองลงมาคือ สปป.ลาว 48% เวียดนาม 46% เมียน มา 44% และไทย 36%

ขณะที่จีนโดน 34% อินเดีย 26% เกาหลีใต้ 25%ญี่ปุ่น 24% สำหรับประเทศที่มีความคืบหน้าในการเจรจามากสุดคือ จีน ที่ทั้งสอง ประเทศเห็นด้วยกับ ภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ จะลดลงเหลือ 30% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขครั้งแรกที่ 34% เพียงเล็กน้อย ทำให้มองว่าอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐจากประเทศไทย ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บในอัตราที่สูงเกินกว่า 10% ที่รัฐบาลไทยคาดไว้ กลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ยังมีความเสี่ยงมากสุด เนื่องจากมีรายได้สหรัฐสูงถึง 50-60%

โดยกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง Pet Food (Neutral): ปัจจุบันบริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI มีสัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐ 60% และบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC มีสัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐ 50%

ขณะที่หากอิงอัตราภาษีนำเข้าก่อนการประกาศมาตรการใน เดือน เม.ย.2568 เดิมสหรัฐไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ เลี้ยงจากไทย (ปัจจุบัน baseline tariffs อยู่ที่ 10%) ทั้งนี้ประเมิน sensitivity กรณีอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐอยู่ที่ 18% (ตามตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เป็นข้อสมมติฐานในการจำลองผลกระทบทางเศรษฐกิจ) จะกระทบกำไร AAI ปี 2569 (เต็มปี) ราว-10% และ ITC -7% อิงสมมติฐานว่ายอดขายจากสหรัฐจะลดลง 18% ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขอัตราภาษีที่คาดว่าจะถูกเรียกเก็บ

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU (แนะนำถือราคาเป้า 10.50 บาท): มีสัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐ 40% ขณะที่หากอิงอัตราภาษีนนำเข้าก่อนการประกาศมาตรการในเดือน เม.ย. 2568 เดิมสหรัฐมีการเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องจากไทยราว 9-10% เราประเมิน sensitivity กรณีอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐอยู่ที่ 18% จะกระทบกำไร TU ปี 2569 (เต็มปี) ราว-3-5%

-กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว ได้แก่ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ PLUS (แนะนำถือราคาเป้า 3.50 บาท),บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO (แนะนำซื้อราคาเป้า 11.50 บาท): บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน หรือ PLUS มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐ 44% ประเมินยอดขายสหรัฐที่ลดลง -8% (ปัจจุบันเสียอยู่ที่ 10%) จะกระทบกำไรปกติของบริษัทที่ -3.5% และ COCOCO มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐ 24% ประเมิน ยอดขายสหรัฐที่ลดลง -8% จะกระทบกำไรปกติของบริษัทที่ -2% อย่างไรก็ตามเรามองความต้องการผลิตภัณฑ์มะพร้าวไทยในตลาดโลกยังสูง และ บริษัทได้มีการปรับขึ้นราคาไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้มองผลกระทบที่จำกัด

ด้านบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER (แนะนำถือราคาเป้า 5.00 บาท): แม้ปัจจุบันไม่มีสัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐ โดยตรง แต่มองว่าบริษัทมีโอกาสได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่ลูกค้า ของบริษัทมีการส่งออกล้อยางไปสหรัฐ เบื้องต้นเราประเมินสำหรับยอดขาย โดยรวมของ NER ที่ลดลงทุกๆ -5% จะกระทบกำไรปี 2569 (เต็มปี) ราว - 6%

บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE (แนะนำถือราคาเป้า 33.50 บาท) มองว่ากระทบจำกัด เนื่องจาก distributor ที่สหรัฐเป็นผู้รับผิดชอบภาษี ทั้งนี้ SAPPE ส่งออกไปสหรัฐ ประมาณ 5%

บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP (แนะนำขายราคาเป้าหมาย 12.00 บาท),บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC (แนะนำขายราคาเป้าหมาย 140.00 บาท) มองว่าผลกระทบจำกัดเนื่องจากตลาดสหรัฐคิดเป็นประมาณ 4% ของรายได้รวม ของ SCGP และเพียง 1% ของรายได้รวมของ SCC เท่านั้น

บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG (แนะนำซื้อราคาเป้า 3.40 บาท) กระทบจำกัด โดยโรงงาน Aeroflex ที่สหรัฐ มีการนำเข้าวัตถุดิบจากไทย จะกระทบต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น แต่บริษัทมีแผนที่จะ ปรับเพิ่มราคาขายขึ้นชดเชย ซึ่งปัจจุบันคู่แข่งมีการปรับเพิ่มราคาขายแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...