โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

GULF ปิดพุ่ง 6% ”สารัชถ์” ควัก 1.6 พันล้าน ช้อนหุ้นปลุกเชื่อมั่น!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 09 เม.ย. 2568 เวลา 09.44 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายวานว่า วันนี้(9 เม.ย.2568) ราคาหุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 42.25 บาท บวก 2.25 บาท หรือ 5.63% ราคาสูงสุด 43.25 บาท ราคาต่ำสุด 39.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 3.80 พันล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (8 เม.ย. 2568) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยข้อมูลการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหารบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดยพบว่าผู้บริหารระดับสูงคือนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และนายโอฬาร ศรีวรัฎฐา ได้เข้าทำรายการซื้อหุ้นบริษัทรวมหลายรายการช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

จากข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (แบบ 59) พบรายละเอียดที่น่าสนใจ เริ่มจากวันที่ 3 เม.ย. 2568 นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ซื้อหุ้นสามัญจำนวน 510,700 หุ้น ราคาหุ้นละ 48.75 บาท มูลค่ารวม 24,896,625 บาท วันที่ 4 เม.ย. 2568 นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ได้ทำรายการซื้อเพิ่มเติมอีก 35,000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 46.49 บาท มูลค่ารวม 1,627,150,000 บาท ในวันเดียวกัน นายโอฬาร ศรีวรัฎฐา เข้าซื้อหุ้นจำนวน 1,364 หุ้น ราคาหุ้นละ 48 บาท มูลค่ารวม 65,472 บาท

สำหรับการซื้อหุ้นดังกล่าว แสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหารที่มีต่อศักยภาพการเติบโตและอนาคตบริษัท GULF อาจสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ตามไปด้วย

ขณะที่วานนี้ 8 เมษายน 2568 ราคาหุ้น GULF ปรับตัวลดลงอย่างหนัก 11% มาปิดที่ 40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 4,503 ล้านบาท โดยราคาสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 41.75 บาท ราคาต่ำสุด 38.50 บาท

ด้านนางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทได้รับจดหมายยืนยันจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สำหรับการรับงานถมทะเลในการพัฒนาโครงการระยะที่ 1 (Infrastructure) และอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างในส่วนของโครงการในระยะที่ 2 (Superstructure) ได้แก่ ท่าเทียบเรือก๊าซและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) ซึ่งมีแผนจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างกลางปีนี้

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้จัดทำแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) ให้มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยมีโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่ 1,000 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของแผน

โดยบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินัล จำกัด (GMTP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมที่ GULF ถือหุ้นร่วมกับบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ในสัดส่วน 70% และ 30% ตามลำดับ ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) กับกนอ. เป็นระยะเวลา 35 ปี เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3

ขณะที่งานแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 : งานออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ได้แก่ งานขุดลอกและถมทะเลในพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ การก่อสร้างแนวกันคลื่น การก่อสร้างท่าเรือบริการ การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค และงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และระยะที่ 2 : งานออกแบบ ก่อสร้าง และประกอบกิจการท่าเทียบเรือก๊าซและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (Superstructure) บนพื้นที่ถมทะเลประมาณ 200 ไร่ เพื่อรองรับปริมาณการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านตันต่อปี (สำหรับท่าเรือก๊าซส่วนแรก) และส่วนขยายไปจนถึง 10.8 ล้านตันต่อปี

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่การก่อสร้างท่าเทียบเรือก๊าซและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) แล้วเสร็จ ท่าเทียบเรือดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในการรองรับการนำเข้าก๊าซ LNG เพื่อสนับสนุนธุรกิจก๊าซฯ ของกลุ่มบริษัทฯ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper License) สำหรับนำเข้าก๊าซ LNG ในปริมาณรวม 7.8 ล้านตันต่อปี เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้า กัลฟ์ พีดี, โรงไฟฟ้า กัลฟ์ เอสอาร์ซี และโรงไฟฟ้าหินกอง

นอกจากนี้ท่าเทียบเรือดังกล่าวจะถือเป็นสถานีแห่งที่ 3 ของประเทศไทย และจะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการนำเข้าก๊าซ LNG เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตไฟฟ้า ตามการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...