โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

“ซาชิมิปลาปักเป้า” เมนูอร่อยที่ต่อให้ต้องเสี่ยงชีวิตก็ยากจะอดใจไหว!

conomi

อัพเดต 20 ก.ค. 2568 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2567 เวลา 05.00 น. • conomi.co

“ปลาปักเป้า” หรือ “ฟุกุ” (Fugu = ふぐ หรือ 河豚) ถือว่าเป็นหนึ่งในอาหารทะเลชั้นเลิศที่มีราคาแพง แต่ทว่าทราบกันไหมคะว่าคนญี่ปุ่นรับประทานปลาปักเป้ากันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยสามารถย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยยุคโจมง (14,000 ปี – 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เลยทีเดียว! ทว่าเจ้าปลาปักเป้านี้ในบางช่วงของหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก็ถูกจัดให้เป็น “อาหารต้องห้าม” ที่ไม่สามารถหารับประทานได้ แล้วทำไมถึงกลายเป็นเช่นนั้น? สาเหตุที่มาที่ไปมาจากอะไร? ในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ทำไมปลาปักเป้าจึงถูกจัดให้เป็น “อาหารต้องห้าม” ?

fufu1

ที่มาที่ไปของเรื่องที่ปลาปักเป้าถูกจัดให้เป็นอาหารต้องห้าม ก็ต้องย้อนกลับไปถึงช่วงสมัยยุคอาสึจิโมโมยามะ (ปี ค.ศ. 1573 – ปี ค.ศ. 1603) โดยครั้งเมื่อ ไดเมียวโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi = 豊臣秀吉) มีแผนที่จะบุกโจมตีคาบสมุทรเกาหลี และได้ไปตั้งฐานทัพอยู่ที่แคว้นฮิเซ็น (Hizen no Kuni = 肥前国) (ซึ่งในปัจจุบันเป็นพื้นที่ซึ่งครอบคลุมบริเวณภูมิภาคตอนเหนือของจังหวัดซากะ ภูมิภาคตะวันตกของเมืองคาราสึและภูมิภาคตะวันตกของคาบสมุทรฮึกาชิมัตสึอุระ) เหล่านักรบซามูไรได้นำปลาปักเป้ามากิน ปรากฎว่าโดนพิษปลาปักเป้าเข้าไป ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการได้รับพิษเป็นจำนวนมาก เมื่อไดเมียวโทโยโทมิทราบเรื่องขึ้นก็ได้ออกคำสั่งห้ามกินปลาปักเป้าขึ้นทันที จึงเป็นสาเหตุทำให้ปลาปักเป้ากลายเป็น “ของกินต้องห้าม” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ไดเมียวผู้ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น

กระทั่งเมื่อมาถึงในสมัยช่วงยุคเมจิที่ 22 (ปี ค.ศ. 1889) ได้เริ่มมีการ ยกเลิกข้อห้ามในการรับประทานปลาปักเป้า ทว่าแม้จะบอกว่ายกเลิกการห้ามรับประทาน แต่ก็ยังมีแค่เฉพาะในบางภูมิภาคในญี่ปุ่นเท่านั้นที่สามารถหาปลาปักเป้ารับประทานได้ อีกทั้งถ้าจะให้พูดว่าการห้ามรับประทานปลาปักเป้าได้ถูกยกเลิกไปอย่างจริงจังแล้ว ก็คงต้องเป็นในช่วงหลังสงครามแปซิฟิกจบลงหรือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมามากกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงที่มีการห้ามรับประทานปลาปักเป้า ก็มีหลักฐานจากหลายแหล่งที่ระบุไว้ว่า ประชาชนชาวบ้านในสมัยก่อนต่างพากันแอบรับประทานบริโภคปลาปักเป้ากันมาโดยตลอด (ของอร่อยไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็คงยากที่จะห้ามใจไม่ให้ลิ้มลองไปได้จริงไหมคะ?)

ซาชิมิปลาปักเป้า

เห็นได้จากการที่มีการเปลี่ยนชื่อเรียกปลาปักเป้าเพื่อไม่ให้บุคคลอื่นรู้ว่ากำลังรับประทานปลาปักเป้าอยู่ โดยจะเรียกปลาปักเป้าว่า “เท็ปโป” (Teppou = 鉄砲) ซึ่งมีความหมายว่า “ปืน” เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า “ถ้าโดนพิษปลาปักเป้าเข้าก็คงเสียชีวิต” ซึ่งเหมือนกับความคิดที่ว่า “ถ้าโดนปืนยิงก็คงไม่รอด” โดยเนื้อปลาปักเป้าแบบที่รับประทานกันในรูปแบบของซาชิมิ จะถูกเรียกว่า “เท็ซซะ” (Tessa = てっさ) ซึ่งมาจากการรวมกันของคำศัพท์ 2 คำคือ“เท็ปโปะ” และ“ซาชิมิ” เข้าด้วยกันนั้นเองค่ะ

“เท็ซซะ” ซาชิมิเนื้อปลาปักเป้า อาหารชั้นเลิศที่เป็นที่รู้จัก!

fugu plate1

ปลาปักเป้าหนึ่งตัวสามารถนำไปประกอบทำเป็นอาหารได้หลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นทั้ง หม้อไฟปลาปักเป้า เนื้อปลาปักเป้าทอด ปลาปักเป้าย่าง หรือครีบปลาปักเป้าย่างใส่สาเกร้อน เป็นต้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เท็ซซะหรือซาชิมิเนื้อปลาปักเป้าถือว่าเป็นเมนูอันดับหนึ่งที่เชื่อได้ว่าถ้าจะลองปลาปักเป้า ก็ควรเริ่มทานจากเมนูนี้ก่อน รสสัมผัสหนึบ ๆ เคี้ยวเพลินเฉพาะตัวของปลาปักเป้าเชื่อได้เลยว่าจะต้องติดอกติดใจกันอย่างแน่นอนค่ะ

(ตัวอย่าง) เมนูอาหารครีบปลาปักเป้าย่างใส่สาเกร้อน

ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อซาชิมิปลาปักเป้าที่แล่ออกมาเป็นแผ่นบางเฉียบ จนสามารถมองเห็นเนื้อเป็นสีโปร่งใส และถูกจัดเรียงร้อยบรรจงวางทีละชิ้นอย่างสวยงามนี้ ยังถือเป็นงานฝีมือชั้นเลิศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความสามารถของพ่อครัวในการแล่ปลาได้เป็นอย่างดีเลยด้วยค่ะ

ว่าแต่ทำไมต้องแล่เนื้อซาชิมิปลาปักเป้าให้บางเฉียบ?

fugu plate2

ซาชิมิที่ได้มาจากเนื้อปลาอื่น ๆ ที่เรารับประทานกันอยู่บ่อย ๆ เช่น ซาชิมิเนื้อปลามากุโระ ซาชิมิเนื้อปลาแซลมอน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าไม่ได้ทำการแล่เนื้อออกให้บางแบบซาชิมิเนื้อปลาปักเป้า แต่กลับแล่เป็นเนื้อชิ้นหนา ๆ แทน โดยสาเหตุที่ซาชิมิเนื้อปลาปักเป้าต้องแล่เเบบบางเฉียบสีโปร่งใสก็เพราะว่า เนื้อปลาปักเป้ามีความแข็งและเด้งมากเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับเนื้อปลาชนิดอื่น ๆ ถ้าแล่ซาชิมิเนื้อปลาปักเป้าให้มีขนาดใหญ่ ชิ้นหนาเหมือนการแล่เนื้อปลาชนิดอื่น ๆ ก็คงเคี้ยวให้ขาดได้ยากค่ะ

ทำไมเนื้อปลาปักเป้าถึงได้มีรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ?

สาเหตุความอร่อยในปลาปักเป้านั้นมาจาก “กรดกลูตามิก” (Glutamic Acid) ที่มีอยู่มากในเนื้อปลาปักเป้านั่นเอง!กรดกลูตามิกนี้ถือเป็นกรดแอมิโนชนิดหนึ่งที่พบมากใน สาหร่ายคอมบุ โดยเป็นกรดที่ทำให้เกิดรสชาติความอร่อยเหมือนเวลาที่เราใช้ผงชูรสนั่นเอง

ซึ่งตามปกติที่ญี่ปุ่นบางที่จะมีการนำเอาสาหร่ายคอมบุมาหมักกับปลาเนื้อขาวต่าง ๆ เช่น ปลากะพงแดงญี่ปุ่นหรือปลาฮิราเมะ (ปลาตาเดียว) เพื่อให้ความอร่อยจากสาหร่ายคอมบุแทรกซึมเข้าไปยังเนื้อปลา และทำให้ได้เนื้อปลาที่มีรสชาติหวานอร่อยเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับในปลาปักเป้าที่มีกรดความอร่อยกลูตามิกนี้อยู่เป็นทุนเดิมแล้ว จึงทำให้เนื้อปลามีความอร่อยเป็นพิเศษมากกว่าเนื้อปลาชนิดอื่น ๆ บวกกับ “ระยะเวลาในการนำปลาปักเป้ามาทำเป็นอาหาร” ก็สำคัญซึ่งตามปกติแล้วจะต้องปล่อยเนื้อปลาไว้เฉย ๆ ประมาณ 1 วันครึ่ง แล้วจึงค่อยนำเนื้อปลาดังกล่าวมาแล่ทำเป็นซาชิมิ เพราะในเนื้อปลาปักเป้ามีปริมาณจำนวนโปรตีนค่อนข้างมากกว่าเนื้อปลาชนิดอื่น ๆ ทำให้ต้องใช้เวลาในการปล่อยเนื้อปลาพอสมควรค่ะ

ยิ่งไปกว่านั้นเทคนิคฝีมือและประสบการณ์ความชำนาญของพ่อครัวในการแยกแยะให้ออกว่าเมื่อใดที่ควรจะนำมาปลาปักเป้ามาทำเป็นอาหาร ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากเช่นกัน เพราะเมื่อแล่ชำแหละปลาปักเป้า เนื้อปลาจะมีการเกร็งและหดตัวขึ้นทันที ดังนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งรสชาติความอร่อยที่เหมาะเจาะลงตัวพอดี ฝีมือของพ่อครัวจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยค่ะ

รูปแบบการเสิร์ฟซาชิมิเนื้อปลาปักเป้า

ซาชิมิปลาปักเป้า

ซาชิมิเนื้อปลาปักเป้านอกเหนือจากที่จะเป็นอาหารชั้นเลิศซึ่งมีราคาค่อนข้างสูงแล้ว ยังเป็นอาหารที่สามารถนำไปใช้วัดในเรื่องของความสามารถในฝีมือการแล่และการจัดตกแต่งจานของพ่อครัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วซาชิมิเนื้อปลาปักเป้ามักจะถูกจัดใส่จานเสริฟ์มาในรูปแบบของ ลวดลายดอกไม้หรือสัตว์มงคลญี่ปุ่น เช่น คิคุโมริ (ดอกเบญจมาศ) โบตันโมริ (ดอกโบตั๋น) ซึรุโมริ (นกกระเรียน) คุจากุโมริ (นกยูง) เป็นต้น

(ตัวอย่าง) เมนูอาหารซาชิมิเนื้อปลาปักเป้าที่จัดตกแต่งในรูปแบบของซึรุโมริ (นกกระเรียน)

ข้อควรรู้ในการรับประทานซาชิมิเนื้อปลาปักเป้า

ซาชิมิปลาปักเป้า

ซาชิมิเนื้อปลาปักเป้า ตามปกติแล้วจะรับประทานย้อนสวนทางกับการจัดเรียงใส่บนจานของพ่อครัว กล่าวคือ เวลาที่พ่อครัวจัดเรียงซาชิมิเนื้อปลาปักเป้า ตามปกติจะเริ่มวางเรียงเนื้อปลาจากขอบด้านนอกของจาน วนเป็นวงกลมไปเรื่อย ๆ เข้ามาด้านในของจาน แล้วจึงวางเนื้อปลาชิ้นสุดท้ายลงตรงกลางจาน ดังนั้นวิธีการรับประทานก็คือ “ให้เริ่มรับประทานชิ้นแรกจากตรงกลางของจานแล้วค่อย ๆ วนออกไปด้านนอกตามวงขอบจาน” ค่ะ

fugu plate4

ซาชิมิเนื้อปลาปักเป้า ยังเป็นเมนูที่นิยมรับประทานร่วมกันหลายคน เนื่องจากเป็นอาหารที่มักเสริฟ์มาในปริมาณค่อนข้างเยอะ ดังนั้นอาจจะไม่ต้องซีเรียสคิดว่าจะต้องเริ่มรับประทานเนื้อปลาจากตรงกลางจานก่อนเสมอไปค่ะ เพราะบางทีเวลารับประทานกับผู้อื่นก็อาจจะไม่สามารถทำตามวิธีที่ถูกต้องได้เสมอไป แต่สิ่งสำคัญคือ เวลาที่คีบเนื้อปลาขึ้นมาไม่ควรที่จะคีบแบบกวาดเนื้อปลาหลายๆ ชิ้น พร้อมกันทีเดียวนะคะ ควรที่จะคีบเนื้อปลาประมาณ 2-3 ชิ้นในการรับประทาน 1 ครั้ง ก็เพียงพอค่ะ

และแนะนำให้ทานซาชิมิเนื้อปลาปักเป้าร่วมกันกับ ซอสพนซุ (ซอสเปรี้ยวญี่ปุ่น) หรือโชยุเล็กน้อย ไม่ก็ทานคู่กับเครื่องเคียงอย่างต้นหอมหรือไช้เท้าขูดผสมพริกโมมิจิโอโรชิ (หัวไชเท้าขูดผสมด้วยพริก) หรือบีบด้วยส้มสุดาจิที่ให้มาดู ก็จะทำให้ได้รสชาติซาชิมิเนื้อปลาปักเป้าที่อร่อยเพิ่มขึ้นอย่างเเน่นอนค่ะ

fugu price

ปลาปักเป้าแม้ว่าจะเป็นอาหารที่เคยถูกห้ามรับประทานในสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันสามารถหารับประทานได้ง่ายขึ้น มีทั้งแบบราคาย่อมเยาว์จำหน่ายขายเริ่มที่หลักพันเยนไปจนถึงหลักหลายหมื่นเยน โดยขึ้นอยู่กับชนิด ความสดและแหล่งที่จับ ยังไงถ้ามีโอกาสก็แนะนำลองชิมกันดูนะคะ แต่ก็ต้องจำไว้ด้วยว่าปลาปักเป้าเป็นปลาที่มีพิษอยู่ในตัว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายขึ้นต่อตัวเราเอง ก็ควรที่จะเลือกร้านที่ผ่านการรับรองว่าพ่อครัวมีใบอนุญาตในการแล่หรือปรุงอาหารที่ทำมาจากปลาปักเป้าด้วย ทั้งนี้ใครอยากหาลายแทงลองชิม สามารถแวะไปอ่านได้ที่บทความ พากินปลาปักเป้าที่ตลาดปลาคาราโตะ ต่อได้เลยค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : fuku.ski

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...