"โจว เอินไหล" จีนไร้ทายาทที่มีคนไปไหว้เช็งเม้งมากที่สุดในโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ โลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น "จีน" ในขณะนั้นที่กำลังอยู่ในช่วงความพยายามสถาปนาประเทศภายใต้การปกครองของ "ประธานเหมา เจ๋อตง" และ "โจว เอินไหล" ผู้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของจีน และ รมว.ต่างประเทศ เขาถูกยกย่องเป็นมหาบุรุษผู้ที่มีคนจีนนับล้านให้ความเคารพ เชิดชู
นายกฯ โจว เอินไหล และ ประธานเหมา เจ๋อตง
โจว เอินไหล สุภาพบุรุษนักการทูต
หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (1 ต.ค.1949) โจว เอินไหล คือ ผู้กุมบังเหียนด้านการทูตของจีนทั้งในด้านนโยบายและในทางปฏิบัติ นายกฯ โจว ได้รับความไว้วางใจจากประธานเหมาจากผลงานที่ทำมาในอดีต ในฐานะผู้แทนการเจรจาระดับสำคัญ อาทิ การปรับความเข้าใจระหว่างจีนกับอดีตสหภาพโซเวียต ในการแก้ไขสนธิสัญญาอยุติธรรมที่จีนเคยเซ็นกับโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1945 การเจรจาทางการทูตกับนานาประเทศที่กรุงเจนีวา ปี ค.ศ.1954 ที่ถือว่าเป็นก้าวแรกของจีนในเวทีการประชุมนานาชาติ
หลังปี 1958 ถึงแม้ชายผู้นี้จะมิได้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศของจีนแล้วก็ตาม ทว่านายกฯ โจวยังคงเป็นมีบทบาทสำคัญในการบัญชาการรบใน "หมาก" ทางการทูตของจีนและยังเข้าร่วมอยู่ในการเจรจาทางการทูตวาระสำคัญๆ ทั้งหมดด้วย
นายกฯ โจว เอินไหล ขณะอยู่ที่กรุงเจนีวา
"สัปดาห์เปลี่ยนโลก" อินทรีย์เยือนถิ่นมังกรครั้งแรก
21-25 ก.พ.1972 ถือเป็น "สัปดาห์เปลี่ยนโลก" ที่แท้จริง เมื่อ "ริชาร์ด นิกสัน" ปธน.สหรัฐฯ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ หลังจากที่เคยประกาศในช่วงหาเสียงว่าต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ดีขึ้น ถึงกับเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวนิตยสารไทม์ของสหรัฐฯ ในปี 1970 ว่า
ถ้าหากว่ามีอะไรที่ผมจะต้องทำก่อนหมดลมหายใจ สิ่งนั้นก็คือไปประเทศจีน
เมื่อ โจว เอินไหล ทราบข่าว เขาเข้าปรึกษากับประธานเหมาทันที และได้ส่งจดหมายกลับไปที่ทำเนียบขาวว่า "จีนยินดีและพยายามที่จะให้มีการเจรจาด้วยสันติวิธี … ทูตพิเศษของ ปธน.นิกสัน จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ปักกิ่ง" จากนั้นนิกสันจึงส่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ "เฮนรี คิสซินเจอร์" เข้าพูดคุยเบื้องต้นเสมือนต่างฝ่ายต้องการวัดใจ และทดสอบมุมมองของแต่ละฝ่ายที่มีต่อกัน
นายกฯ โจว เอินไหล พบปะ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เฮนรี คิสซินเจอร์
16 ก.ค.1971 จีนและสหรัฐฯ ออกคำแถลงประกาศข่าว ริชาร์ด นิกสัน เตรียมเยือนจีน ซึ่งเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก เพราะถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ ที่ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศที่ไม่ถึงกับเป็นศัตรู แต่ก็ไม่ได้เป็นมิตรที่ดีต่อกันสักเท่าไหร่
คิสซิงเจอร์ เดินทางไปจีนนำแถลงการณ์ร่วมการเยือนของนิกสันให้โจวอ่านคร่าวๆ ใจความคือ "อำพรางความเห็นที่แตกต่างระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจ" เมื่อโจวได้อ่านจึงไม่เห็นด้วยพร้อมให้เหตุผลว่า เนื้อความเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาของจีนและสหรัฐฯ ในอนาคต และแนะนำให้คิสซิงเจอร์พักผ่อนสักครู่ในเมืองจีน
ในที่สุด ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งสหรัฐฯ ก็เข้าใจความหมายของนายกฯ โจวว่า "การเปิดเผยความแตกต่างจะมีผลทำให้พันธมิตรวางใจได้ โดยเห็นว่าผลประโยชน์ของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครอง แม้แต่บุคคลฝ่ายต่างๆ จะมีความแน่ใจว่าคำแถลงร่วมนั้นเป็นของจริงมิใช่หรือ?"
นายกฯ โจว เอินไหล ให้การต้อนรับ ปธน.นิกสัน
และแล้วในวันที่ 20 ก.พ.1972 ปธน.สหรัฐฯ และภริยา เดินทางถึงประเทศจีน โดยมี นายกฯ โจว เอินไหล เป็นผู้ให้การต้อนรับ 1 สัปดาห์ที่นิกสันอยู่ในเมืองจีนด้วยความปลอดภัย เป็นสัปดาห์ที่เปลี่ยนโลกไปจริงๆ เพราะ ญี่ปุ่นที่เป็นอริกับจีน กลับมีท่าทีที่อ่อนลงหลังจากการเยือนของนิกสัน
ไม่เฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้น แต่การทูตการเจรจาของโจว เอินไหล ยังสานสัมพันธ์กับอีกหลายประเทศมากมาย โซเวียต อินเดีย เมียนมา เขาได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนักการทูตคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน
ข้อความจากบทความ "ถ้าไม่มีโจว เอินไหล… ก็ไม่มีมหาอำนาจจีนในวันนี้" ของ อ.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) ที่ปรากฏใน www.the101.com ระบุว่า ผลงานสุดท้ายของนักเจรจา โจว เอินไหล คือ การเดินทางไปเจรจากับประธานเหมา ทั้งที่ตนเองก็ป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เพื่อขอร้องให้ผู้นำรุ่นที่ 2 ของประเทศ คือ คนหนุ่มซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกขับออกจากพรรคในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมได้กลับมาเป็นผู้นำของประเทศ "เติ้ง เสี่ยวผิง" อีกหนึ่งมหาบุรุษผู้พาให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน จนจีนกลายเป็นมหาอำนาจอย่างทุกวันนี้
ปธน.นิกสัน และ นายกฯ โจว เอินไหล ในการเลี้ยงต้อนรับการเยือนของผู้นำสหรัฐฯ
สิ้น "โจว เอินไหล" มหาบุรุษไร้ทายาท คนนับล้านไหว้เช็งเม้ง
ภูมิลำเนาของเขาเป็นชาวเมืองเส้าชิง มณฑลเจ้อเจียง เกิดในวันที่ 5 มี.ค.1898 ในครอบครัวชาวนา แม่ของเขาจากไปด้วยโรควัณโรค ปู่ของโจวจากไปเมื่ออายุ 50 ปีโดยปราศจากทรัพย์สมบัติใดๆ ให้ลูกหลาน เขาต้องโตมากับพ่อและอา ด้วยชีวิตที่ยากลำบาก รับผิดชอบครอบครัวตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เขาได้รับการศึกษาครั้งแรกจากอาสะใภ้
โจว เอินไหล นายกฯ คนแรกของจีน
จนอายุ 12 ปี ชะตาชีวิตได้เปลี่ยนไป จากสิ่งแวดล้อมครอบครัวชาวนาแบบเดิมๆ เขาได้เจอระบบการศึกษาแบบตะวันตก ได้เรียนหนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติจากครูสอนประวัติศาสตร์ผู้มีหัวใจปฏิวัติ แล้วเริ่มเข้าสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองในวัย 15 ปี นอกจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของจีน รมว.ต่างประเทศ แล้ว โจว เอินไหล ยังควบรองประธานพรรค รองประธานคณะกรรมาธิการ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาทางการเมือง อีกด้วย
โจวเข้าพิธีแต่งงานในปี 1925 และเป็นคู่ทุกข์คู่ยากจวบจนวาระสุดท้าย เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในวันที่ 8 ม.ค.1976 ที่กรุงปักกิ่ง
การถึงแก่อสัญกรรมของนายกฯ โจว ทำให้ประชาชนชาวจีนร่วม 2 ล้านคน เดินทางมาที่กรุงปักกิ่ง พร้อมวางพวงหรีด ช่อดอกไม้ เครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษในวันที่ 4 เม.ย.1976 ซึ่งเป็นวันเช็งเม้ง พวกเขาร่วมกันแสดงความเคารพต่อมหาบุรุษผู้สร้างชาติ พร้อมกับตะโกนก้องทั่วจัตุรัสเทียนอันเหมินว่า
ผู้ใดคัดค้าน โจว เอินไหล เราโค่นล้มผู้นั้น
ประชาชนจีนนับล้านในพิธีเช็งเม้งไหว้โจว เอินไหล ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
นอกจากการแสดงความไว้อาลัยของคนในชาติแล้ว โจว เอินไหล ถือเป็นผู้นำคนแรกของโลกที่ UN ลดธงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยให้อีกด้วย สร้างความสงสัยให้กับนักการทูตหลายชาติ มีการไปชุมนุมกันที่ลานหน้าประตูสหประชาชาติ กับคำถามที่ว่า เมื่อผู้นำชาติของพวกเขาจากไป ทำไม UN ไม่ลดธงลงบ้าง ซึ่ง "เคิร์ท วัลไฮม์" เลขาธิการสหประชาติเวลานั้น ออกมาแถลงสั้นๆ ไม่ถึง 1 นาทีด้วย 2 เหตุผล คือ
- ประการแรก จีนเป็นอาณาจักรเก่าแก่ ทรัพย์สินเงินทองของอาณาจักรนี้มีมากมายก่ายกอง เงินหยวนที่คนในชาตินี้ใช้กันอยู่นั้นก็มีมากจนสุดคณานับ แต่นายกฯโจว เอินไหล กลับไม่มีเงินฝากธนาคารเลยแม้แต่หยวนเดียว
- ประการต่อมา จีนมีประชากรกว่า 1,000 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรโลก แต่นายกฯ โจว เอินไหลของพวกเขาไม่มีทายาทเลยแม้แต่คนเดียว
ประมุขแห่งชาติของพวกท่านขอให้ทําได้เพียงข้อหนึ่งข้อใดใน 2 ข้อนี้ เมื่อถึงแก่อสัญกรรมทางสํานักงานใหญ่สหประชาชาติก็จะลดธงลงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยแด่ท่านผู้นั้น
เมื่อกล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป นักการทูตที่ชุมนุมอยู่กลางลานทุกคนเงียบกริบไปพักหนึ่ง แล้วเสียงปรบมือก็ดังกึกก้องขึ้นมา
อ่าน : "เช็งเม้ง 2567" วันไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน มีความสำคัญอย่างไร
ที่มา : งานค้นคว้าอิสระเรื่องโจวเอินไหล นายนพรัตน์ เล้าอรุณ, ถ้าไม่มีโจว เอินไหล… ก็ไม่มีมหาอำนาจจีนในวันนี้ โดย ปิติ ศรีแสงนาม the101.com, นสพ.เอเชียนิวสไทม์ (12 ม.ค.1976), นิตยสารศิลปวัฒนธรรม เชาวน์ พงษ์พิชิต. โจวเอินไหล รัฐบุรุษ, สำนักพิมพ์ มติชน 2558