ชะตากรรมของแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single Mom) ในญี่ปุ่น
หลายครั้งที่พวกเราได้บริโภคสื่อบันเทิงจากญี่ปุ่นในรูปแบบต่าง ๆ จะเริ่มพบปรากฏการณ์ว่ามีครอบครัวที่มีแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single Mom) ให้เห็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ในญี่ปุ่น และโดยส่วนใหญ่มักจะบรรยายว่าแม่เลี้ยงเดี่ยวนั้นเลี้ยงลูกยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด (ล่าสุดก็ Dandadan ตอนที่ 7 ที่เล่นเอาคนดูหัวใจพังไปเป็นแถบ T__T)
แน่นอนว่าครอบครัวที่มีเพียงพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวนั้นย่อมจะหนักหนาสาหัสในการหาเลี้ยงทั้งตัวเองและเลี้ยงลูกอยู่แล้ว แต่สำหรับญี่ปุ่นนั้นมีบริบทพิเศษบางอย่างที่ทำให้ฝ่ายหญิงนั้นต้องทรมานมากเป็นพิเศษหากเกิดต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวขึ้นมา โดยคอลัมน์นี้จะอาศัยข้อมูลจากเว็บ single-mama.com และประกอบกับการตีความบริบทของผู้เขียนเองในการอธิบาย
สถานการณ์ของแม่เลี้ยงเดี่ยวในประเทศญี่ปุ่น (ข้อมูลปี ค. ศ. 2021)
1. ประเทศญี่ปุ่นมีครอบครัวที่มีแม่เลี้ยงเดี่ยวสูงถึง 1,195,000 ครอบครัว (แต่มีครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวเพียง 140,000 ครอบครัว)
2. สาเหตุที่ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในญี่ปุ่นนั้น เกิดจากการหย่าร้างสูงถึง 79.5% จากสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งหมด
3. แม่เลี้ยงเดี่ยวในญี่ปุ่นประมาณ 86.3% ยังต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองและลูก
4. แม่เลี้ยงเดี่ยวในญี่ปุ่นมีรายได้เพียงเฉลี่ยปีละ 2,360,000 เยน (รวมโบนัสและรายรับทุกทางแล้ว) หรือเฉลี่ยเพียงเดือนละ 196,666 เยน เมื่อเทียบกับนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบใหม่ปริญญาตรีในญี่ปุ่นเหมือนกัน นักศึกษาจบใหม่ก็ได้เงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณเดือนละ 200,000 เยนแล้วในวัย 20 ต้น ๆ และยังมีโอกาสได้รับโบนัสหรือรายได้พิเศษทางอื่นอีก เมื่ออายุสัก 30-40 จะมีรายได้เฉลี่ยขึ้นไปถึงประมาณ 300,000-500,000 เยนเลยทีเดียว
5. ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวเพียง 48.8% เท่านั้นที่มีงานทำแบบงานประจำ Full-time และมีรายได้เฉลี่ยปีละ 3,440,000 เยน ในขณะที่ 51.2% ที่เหลือทำได้แค่งาน Part-time หรือ Freelance หรือเป็นเพียงพนักงานสัญญาจ้าง ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยเหลือเพียงปีละ 1,500,000 เยน
6. การศึกษาภาคบังคับของญี่ปุ่นคือเรียนจบมัธยมศึกษาตอนต้น ในครอบครัวที่พ่อแม่อยู่ครบจะมีอัตราการเรียนต่อหลังจบมัธยมต้นสูงถึง 82.8% ในขณะที่ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวจะมีอัตราเรียนต่อของลูกลดเหลือ 66.5%
สาเหตุแห่งความลำบากของแม่เลี้ยงเดี่ยวในญี่ปุ่น – วัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น
องค์กรญี่ปุ่นส่วนใหญ่รับสมัครงาน Full-time เป็นฤดูกาล หากเป็นนักศึกษาจบใหม่จะรับสมัครช่วงปลายปีและลากยาวประมาณ 13-16 เดือนไปตกลงจ้างงานเอาเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมของอีก 2 ปีข้างหน้า ในขณะที่หากเป็นผู้มีประสบการณ์ทำงานแล้วจะใช้เวลาน้อยลงเหลือประมาณ 6-8 เดือนจึงจะรู้ผลว่าได้งานหรือไม่
กระบวนการดังกล่าวโหดร้ายมากสำหรับคนเป็นแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกไปด้วย เนื่องจากกว่าจะได้งาน ปกติต้องยื่นสมัครถึง 50-100 บริษัท ต้องเข้าร่วมสัมมนาของทุกบริษัทที่สมัคร ต้องสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์อีกหลายรอบต่อ 1 บริษัท เมื่อคูณเข้าไป 50-100 บริษัทก็เรียกว่าตลอดทั้งวันและทุกวันตลอด 6-8 เดือนนั้นจะต้องตระเวนสอบ ตระเวนสัมภาษณ์ ตระเวนเข้าฟังสัมมนา นับว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้หญิงที่ต้องเลี้ยงลูกไปด้วยแล้วจะต้องเข้าร่วมพิธีกรรมหางานทำดังกล่าว ถ้าไม่โชคดีเจอบริษัทที่หัวใหม่มากจริง ๆ ที่มีกระบวนการน้อยและกินเวลาน้อย ก็เป็นเรื่องยากมากที่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวจะได้งานทำแบบงานประจำ Full-time
ต่อให้เกิดปาฏิหาริย์ได้งาน Full-time แต่บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากก็ทำงานหนักมาก เลิกงาน 21.00-23.30 เป็นปกติ (เว้นให้ 30 นาทีสุดท้ายก่อนเที่ยงคืน คือก่อนที่รถไฟเที่ยวสุดท้ายหลายสายจะหมดในคืนนั้น) ในบางครั้งต้องทำงานโต้รุ่งที่บริษัทก็มี ทำให้ต่อให้ได้งาน Full-time แต่คุณแม่จำนวนมากที่ต้องเลี้ยงลูกก็ทนทำงานแบบนี้ได้ไม่กี่เดือนเพราะสังขารไม่ไหว และไม่มีเวลากลับไปดูแลลูก
นอกจากนี้ ระบบโรงเรียนของญี่ปุ่นก็มีพิธีกรรมเช่นกัน เพราะคาดหวังให้คุณแม่ต้องไปประชุมผู้ปกครอง ไปร่วมกิจกรรมผู้ปกครอง ไปร่วมเล่นกีฬาสีกับลูกที่โรงเรียน ฯลฯ กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ คุณแม่ที่ทำงาน Full-time ย่อมจะไปร่วมกับโรงเรียนไม่ได้ อันอาจจะนำไปสู่ปัญหาลูกโดนเพื่อน ๆ Bully อีกด้วย และส่งผลทางอ้อมให้คุณแม่ที่มีงาน Full-time ก็ต้องลาออกมาดูแลลูกอยู่ดี ทำให้ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว 51.2% ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับงาน Part-time หรือ Freelance หรืองานสัญญาจ้าง ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยเหลือเพียงปีละ 1,500,000 เยน เพื่อให้พอมีเวลาดูแลลูกและดูแลบ้าน รวมทั้งไปร่วมกิจกรรมกับโรงเรียนของลูกได้บ้าง แต่ก็มีผลต่อรายได้ที่อาจทำให้ลูกไม่ได้เรียนต่อหลังจบมัธยมต้นต่อไปในอนาคตเพราะเงินเก็บไม่พอ
ผลกระทบจากครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เพิ่มขึ้น
1. ปัญหา Child Abuse
แม่เลี้ยงเดี่ยวอาจเครียดจนใช้ความรุนแรงกับลูกตัวเอง ทั้งความรุนแรงเชิงกายภาพ หรือเชิงจิตใจ ก็ได้ และเกิดได้ทั้งโดยเจตนาของแม่หรือไม่ได้เจตนาก็ได้
2. การฆ่าลูกหรือฆ่าตัวตายเอง
แม่เลี้ยงเดี่ยวจำนวนไม่น้อยเครียดมากจนลงมือสังหารลูก ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็มี กับกรณีตรงข้ามคือแม่เองที่ฆ่าตัวตายหนีไปให้พ้นจากภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้
3. ปัญหาเด็กปลีกวิเวก หรือขาดพัฒนาการทางสังคม
เด็กที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวแทบจะตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ต้องการการพัฒนาทางภาษาแม่ของตัวเองรวมทั้งพัฒนาการทางสังคม เมื่อต้องอยู่คนเดียวแทบจะตลอดเวลา ทำให้เด็กจำนวนมากในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวขาดทักษะทางสังคมในการอยู่ร่วมกับมนุษย์คนอื่น โดยเฉพาะเด็กคนไหนที่ถูก Bully ที่โรงเรียนก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหานี้มากขึ้นไปอีก
4. ปัญหาเชิงสังคม
เมื่อประชากรวัยเด็กขาดโอกาสพัฒนาทักษะทางสังคม เดียวดายอ้างว้าง มีฐานะค่อนไปทางยากจน มีโอกาสศึกษาต่อมัธยมปลายได้น้อย ย่อมจะนำไปสู่ปัญหาสังคมต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ยาเสพติด การค้าบริการที่ผิดกฎหมาย เกิดอาชีพนักต้มตุ๋น ฯลฯ
สิ่งที่เรียนรู้จากญี่ปุ่น
ไม่ว่าจะสังคมไทยหรือสังคมญี่ปุ่น ควรระลึกไว้เสมอว่า ‘ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน’ ยุคสมัยใหม่เป็นยุคแห่งการเปิดกว้าง สุภาพสตรีควรทำงานหารายได้โดยพึ่งพาสามีให้น้อยที่สุดนั่นเอง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตที่โชคชะตาอาจเล่นตลก
สุภาพสตรีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากตัดสินใจลาออกจากบริษัทหรือองค์กรเมื่อแต่งงาน ทำให้ทิ้งโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานไปหมด เมื่อโชคชะตาเล่นตลก สามีประสบอุบัติเหตุหรือเป็นโรคร้ายเสียชีวิต หรือ สามีนอกใจจนอาจต้องมีการหย่าร้าง พอจะกลับเข้ามาในระบบการทำงาน Full-time อีกครั้งจึงประสบปัญหามาก ในขณะที่สุภาพสตรีญี่ปุ่นที่แต่งงานแต่ไม่ยอมลาออก เมื่อมีอันต้องแยกจากสามีไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย ตัวเองก็ก้าวหน้าในหน้าที่การงานไปในระดับพอสมควรที่ไม่ต้องทำงานโดยเอาเวลาในชีวิตมากมายมาสังเวยให้บริษัทแล้ว ย่อมจะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวได้ราบรื่นกว่า
อย่างไรก็ตาม คอลัมน์นี้เน้นไปที่การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในประเทศญี่ปุ่นว่าญี่ปุ่นมีบริบทที่ทำให้ฝ่ายหญิงลำบากกว่าฝ่ายชาย เท่านั้น แต่ที่สุดแล้ว การเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือ แม่เลี้ยงเดี่ยว ย่อมมีความยากลำบากหนักหนาสาหัสทั้งคู่ และขอเอาใจช่วยพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยว และคุณลูกที่อยู่ในครอบครัวที่มีเพียงพ่อหรือแม่เพียงคนเดียวทุกท่าน
เกี่ยวกับผู้เขียน
วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 4 แห่ง โดยเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนระหว่างที่ว่าการจังหวัด Okinawa และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาที่ The University of the Ryukyus รวมทั้งเคยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบสอบผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไปศึกษาที่ 1) Tokyo University of Foreign Studies / 2) International Christian University / และ 3) Keio University มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เคยเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้บริษัท Nippon Production Service (บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์ NHK) / เป็นผู้สอนภาษาไทยที่สถาบันภาษาไทยหลายแห่งในโตเกียว / เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาดให้บริษัท Corporate Directions Inc. ของประเทศญี่ปุ่น / เป็นผู้ก่อตั้งสาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของคณะศิลปศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ / เป็นผู้อำนวยการบริษัท AIRA Capital และเป็นทีมงานก่อตั้งบริษัท AIRA and AIFUL รวมทั้งบัตรกดเงินสด A-Money / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท TOYO Business Service / เป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท JECC ประเทศญี่ปุ่น / เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจของบริษัท Business Consultants South East Asia / มีประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งในประเทศไทย / เป็นที่ปรึกษาและจัดฝึกอบรมให้องค์กรหลายแห่ง
ปัจจุบันมีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองคือ บริษัท Consulting Agency for Talent จำกัด ทำธุรกิจให้คำปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HROD และ HRD) / เป็นนักวิชาการอิสระ / วิทยากรอิสระ / นอกจากเขียนคอลัมน์ที่ Conomi แห่งนี้แล้ว ก็เขียนคอลัมน์ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ / เขียนคอลัมน์ให้ The PEOPLE Online Magazine / เขียนคอลัมน์ให้ Marumura และยังคงใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ว่าจะมีปริญญา 7 ใบแล้วก็ตาม
ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่
Facebook : รวมผลงานของวีรยุทธ – Weerayuth’s Ideas