“ฮิคิโคโมริ” โรคแห่งความเหงาและโดดเดี่ยว ความเสี่ยงที่หลายประเทศต้องแบกรับ
“ความเหงา” เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมญี่ปุ่นมาโดยตลอด ทั้งในหมู่ประชากรสูงอายุและประชากรวัยหนุ่มสาว เช่นเดียวกันกับสถานการณ์ “ฮิคิโคโมริ” (Hikikomori) ที่ขยายตัวในสังคมญี่ปุ่น จนในปี 2020 รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่ามีคนกว่า 1.15 ล้านคนที่กำลังใช้ชีวิตแบบ “ฮิคิโคโมริ” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านฮิคิโคโมริคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน และหากยังมีอัตราการเพิ่มขึ้นแบบนี้ ก็อาจจะทำให้ผู้ที่มีอาการฮิคิโคโมริเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนภายใน 13 ปี
หลายปีก่อน “ฮิคิโคโมริ” หรือ “โรคเก็บตัว” ของหนุ่มสาวในญี่ปุ่นกลายเป็นที่รู้จักในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “ใคร…ในห้อง” (พ.ศ. 2553) ที่แม้ว่าความจริงแล้วจะเป็นภาพยนตร์สยองขวัญมากกว่าภาพยนตร์อธิบายอาการและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “ฮิคิโคโมริ” ก็ตาม
Emran Yousof / Unsplash
การถอนตัวทางสังคมอย่างเฉียบพลันในวัยหนุ่มสาว
“ฮิคิโคโมริ” คืออาการการตัดขาดความสัมพันธ์ทางสังคม ผู้ที่มีอาการนี้จะเก็บตัวภายในห้องเป็นเวลานาน ๆ (มากกว่า 6 เดือน) โดยไม่ออกมาใช้ชีวิตหรือพูดคุยกับใคร โดยมักเกิดขึ้นกับกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 14-30 ปี ที่หากมาย้อนดูในรายละเอียดจะพบว่า ส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นเพศชายที่ครอบครัวมีภูมิหลังทางสังคมในระดับปานกลางและพ่อแม่มักจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาขึ้นไป
โดย “ฮิคิโคโมริ” กลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในช่วงปลายศตวรรษที่ 1980 หลังจากญี่ปุ่นค้นพบว่ามีหนุ่มสาวจำนวนมากที่ไม่ติดต่อสื่อสารกับใคร จนเกิดความโดดเดี่ยวทางสังคมอย่างรุนแรงและเรื้อรัง ก่อนจะตั้งชื่อว่าอาการ “ฮิคิโคโมริ” จากการผสมคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลตรงตัวว่า “การถอนตัวทางสังคมอย่างเฉียบพลัน” ซึ่งผลจากการสำรวจสะท้อนว่า คนที่มีอาการฮิคิโคโมริมักจะเป็นทุกข์และวิตกกังวลในระดับรุนแรง และความคิดที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตนั้นยังสามารถสร้างความทุกข์ใจได้อีกด้วย
Adrian Swancar / Unsplash
เหตุเกิดจากความล้มเหลวทางใจ
แม้จะยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดอาการฮิคิโคโมริได้อย่างชัดเจน แต่ก็พอจะบอกได้ว่าเกิดจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในอย่างความรู้สึกอับอายและล้มเหลวอย่างรุนแรง เช่น จากการเรียน การสอบ การทำงานที่ไม่เป็นไปดังหวัง ไปจนถึงจากอดีตคนที่เคยประสบความสำเร็จแล้วพลั้งพลาด ร่วมกับส่วนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม ครอบครัว โรงเรียน และสังคม อย่างการถูกกีดกันทางสังคม สถานการณ์พ่อเมินเฉยแต่แม่ปกป้องมากเกินไป การกลั่นแกล้งหรือการแข่งขันในโรงเรียน และแรงกดดันอื่น ๆ ทางสังคม
แม้ว่าฮิคิโคโมริจะไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับโรคติดอินเทอร์เน็ต แต่หลายคนก็เลือกมีปฏิสัมพันธ์ทางออนไลน์กับโลกภายนอกแทนการออกไปเผชิญหน้ากับผู้คนจริง ๆ เพราะวิธีนี้ช่วยบรรเทาความรู้สึกละอายใจที่เกิดจากการติดต่อกับผู้อื่นได้ โดยทำให้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของและการยอมรับในทันที รวมถึงยังมีความยืดหยุ่นมากกว่าโลกความเป็นจริง
แต่ถึงอย่างนั้นฮิคิโคโมริก็ยังเป็นอาการที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าเกิดเฉพาะใน “ญี่ปุ่น” เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องสักเท่าใด
Axville / Unsplash
“สัญญาณ” ที่เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก
ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่คาดว่าฮิคิโคโมริเป็นอาการที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น จากบริบทเฉพาะของสังคมญี่ปุ่นที่มีความเข้มงวดและการแข่งขันสูง จนทำให้หนุ่มสาวตัดสินใจ “ฆ่าตัวตายทางสังคม” ด้วยวิธีหันไปเก็บตัวอยู่ในห้องและไม่ออกมาใช้ชีวิตภายนอก แต่จากหลายการศึกษาและวิจัยรวมถึงการศึกษา Contemporary Hermits: A Developmental Psychopathology Account of Extreme Social Withdrawal (Hikikomori) in Young People โดยปีเตอร์ มูริส (Peter Muris) และโธมัส เอช. ออลเลนดิก (Thomas H. Ollendick) ที่ได้รับการเผยแพร่เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา รายงานถึงการมีอยู่ของฮิคิโคโมริในพื้นที่เกาหลีใต้และฮ่องกง รวมถึงสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย โมร็อกโก อิตาลี ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส อินเดีย บังกลาเทศ จีน ไต้หวัน และไทย จนทำให้สามารถบอกได้ว่า “ฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก”
ความเข้าใจที่มีมาแต่เดิม คือ “ฮิคิโคโมริ” ผูกพันเชื่อมโยงเฉพาะกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ความจริงก็อาจไม่ใช่ทั้งหมด เพราะปัจจุบันหลายประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีเช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญ เทคโนโลยีทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการสื่อสารแบบตัวต่อตัวได้ และทำให้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เพียงลำพัง รวมถึงหลาย ๆ ประเทศยังมีฐานะร่ำรวยมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเพียงพอที่จะให้ครอบครัวสามารถเลี้ยงคนหนุ่มสาวที่เก็บตัวในห้องได้โดยไม่จำเป็นต้องออกไปนอกบ้าน
นอกจากนั้น จากการศึกษาของ Taylor & Asmundson ในปี 2020 บอกว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2019 อาจทำให้เกิดอาการฮิคิโคโมริเพิ่มขึ้น โดยคนหนุ่มสาวที่อยู่ภายใต้การล็อกดาวน์เป็นเวลานาน ๆ แสดงสัญญาณบางอย่าง เช่นความรู้สึกมีความสัมพันธ์ได้ยาก ความอยากถอนตัวออกจากสังคม จนอาจเรื้อรังกลายเป็นความต้องการจะโดดเดี่ยวโดยสมัครใจ
ทาคาฮิโระ คาโต (Takahiro Kato) รองศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านฮิคิโคโมริ อธิบายว่า “การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้คนที่ไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับฮิคิโคโมริมาก่อนต้องงดการออกไปข้างนอก” และ “นี่เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง” ที่ทำให้ฮิคิโคโมริแพร่ไปทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา
Sam Moghadam Khamseh / Unsplash
ความหวังของการเยียวยา
ปัจจุบันความเข้าใจเกี่ยวกับ “ฮิคิโคโมริ” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความพยายามจะศึกษาวิจัยของเหล่านักวิจัย ทำให้ค้นพบว่า ฮิคิโคโมริไม่จำเป็นจะต้องเป็นอาการถาวร แต่เป็นภาวะทางจิตสังคมวิทยาที่มีลักษณะการถอนตัวทางสังคมเป็นเวลานานและรุนแรงเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแข็งที่แทบจะไม่ออกไปไหนเลยและไม่มีปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวกับเกือบทุกคนแม้แต่คนในครอบครัว และกลุ่มอ่อนที่ออกจากห้อง 1-3 วันต่อสัปดาห์
นอกจากนั้น เมื่อกลางปี 2022 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิวชูได้ค้นพบการศึกษาใหม่ว่า มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เชื่อมโยงกับ “ฮิคิโคโมริ” ที่ทำให้สามารถใช้ “เลือด” มาระบุได้ว่าใครเป็นหรือไม่เป็นโรคฮิคิโคโมริ รวมถึงยังสามารถระบุความรุนแรงของโรคได้ด้วย โดยการเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้เป็นโรคฮิคิโคโมริ 42 คนและคนที่ไม่ได้เป็นโรคฮิคิโคโมริอีก 41 คน เพื่อนำมาศึกษาจนสามารถจำแนกความแตกต่างทางชีวภาพของคนเป็นโรคฮิคิโคโมริว่าแตกต่างจากคนที่ไม่ได้เป็นโรค อย่างเช่นในเลือดของผู้ชายที่เป็นฮิคิโคโมริจะมีระดับกรดอะมิโน “ออร์นิทีน” และ “อาร์จิเนส” สูงกว่าคนที่ไม่เป็นโรค และการค้นพบนี้อาจจะนำไปสู่การค้นหาหนทางในการรักษาหรือบรรเทาอาการฮิคิโคโมริได้ในอนาคต
ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายพื้นที่ของโลกกำลังมีอัตราการเกิดน้อยลงและมีแนวโน้มประชากรลดลง ความโดดเดี่ยวที่กำลังแพร่กระจายออกไปทั่วโลกในชื่อ “ฮิคิโคโมริ” อาจจะเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่หลายประเทศต้องแบกรับ จากการสูญเสียประชากรวัยแรงงานให้กับการเก็บตัวในห้อง แม้ไม่แน่ว่าฮิคิโคโมริจะเติบโตนอกญี่ปุ่นด้วยความเร็วแค่ไหนและจะเติบโตได้เท่าไร แต่การรักษาและบรรเทาย่อมสำคัญที่สุดในเวลานี้
ที่มา : บทความ “PEOPLE ISOLATED FROM SOCIETY HAVE DIVERGENT LEVELS OF CERTAIN BLOOD MOLECULES” โดย Sarah Sloat จาก www.inverse.com/mind-body/social-anxiety-hikikomori
บทความ “Hikikomori: a japanese or a global phenomenon?” โดย Sara Bergamini จาก https://mondointernazionale.com
บทความ “International experience of hikikomori (prolonged social withdrawal) and its relevance to psychiatric research” โดย Marcus P. J. Tan, William Lee, และ Takahiro A. Kato จาก www.ncbi.nlm.nih.gov
บทความ “Contemporary Hermits: A Developmental Psychopathology Account of Extreme Social Withdrawal (Hikikomori) in Young People” โดย Peter Muris & Thomas H. Ollendick จาก https://link.springer.com
บทความ “Does the ‘hikikomori’ syndrome of social withdrawal exist outside Japan? A preliminary international investigation” โดย Takahiro A. Kato จาก https://link.springer.com
บทความ “ทำไมญี่ปุ่นจึงมี ฮิคิโคโมริ เป็นล้านคน” โดย Thongpet/kanchana/Maneewan จาก https://dmh.go.th
เรื่อง : Techa S.