โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BTS-BEM วิ่งรับข่าว “ครม.” เคาะรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เริ่ม 1 ต.ค. นี้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 08.02 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (8 ก.ค.68) ราคาหุ้นกลุ่มรถไฟฟ้าปรับตัวขึ้นยกแผง ณ เวลา 14:40 น. นำโดย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS อยู่ที่ระดับ 3.48 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 1.75% สูงสุดที่ระดับ 3.52 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 3.34 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 300.58 ล้านบาท

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM อยู่ที่ระดับ 4.78 บาท บวก 0.12 บาท หรือ 2.58% สูงสุดที่ระดับ 4.80 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.58 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 166.55 ล้านบาท

สืบเนื่องมาจาก นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสาย ไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย ตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล

โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 13 เส้นทาง รวมระยะทาง 279.84 กิโลเมตร ครอบคลุม 194 สถานี โดยประชาชนจะต้องลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

ขณะที่ เงื่อนไขการลงทะเบียน เพื่อยืนยันตัวบุคคลที่มีสัญชาติไทยเท่านั้นด้วยหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เพื่อใช้งานผ่านบัตร EMV Contactless เช่น บัตรเครดิต/เดบิต Visa หรือ Mastercard และบัตรโดยสาร (Rabbit Card ที่เคยลงทะเบียนไว้)

ระบบจะเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป โดยในอนาคตเตรียมเปิดระบบสแกน QR Code ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้โดยสาร

เงื่อนไขบัตรโดยสารที่ร่วมโครงการ ดังนี้ Rabbit Card ใช้ได้กับสายสีเขียว, สีทอง, สีเหลือง, สีชมพู EMV Contactless ใช้ได้กับสายสีแดง, สีน้ำเงิน, สีม่วง, สีชมพู, สีเหลือง และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) ยังไม่ครอบคลุมสายสีทองและสีเขียว

ด้านแนวทางการชดเชยรายได้จากค่าโดยสาร จะใช้งบจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม หรือแหล่งเงินที่เหมาะสม พร้อมประเมินผลประโยชน์จากมาตรการในระยะ 1 ปี ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว2. ด้านสังคม ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เพิ่มคุณภาพชีวิต และ3. ด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณรวมได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า มาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนน แก้ปัญหาจราจร เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง และสนับสนุนระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...