โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สื่อฮ่องกงตีข่าว‘บ้านครัว’จากรุ่งเรืองสู่แออัด ชุมชนเก่าแก่เผชิญภัยการพัฒนาสมัยใหม่

แนวหน้า

เผยแพร่ 08 ต.ค. 2563 เวลา 04.46 น.

8 ต.ค. 2563 เว็บไซต์ นสพ.South China Moring Post ของฮ่องกง เสนอรายงานพิเศษTwo worlds collide at a Bangkok shanty town hunkered in the shadow of glitzy malls, five-star hotels and condominiums ว่าด้วย “บ้านครัว (Baan Khrua)” ชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่านช็อปปิ้งสุดหรูอย่างสยามสแควร์ กับความพยายามของคนเล็กคนน้อยที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ท่ามกลางการพัฒนาเมืองแบบทันสมัย

Manasnan Benjarongchinda หรือที่คนในชุมชนเรียกว่า “ลุงอู๊ด (Uncle Aood)” หนุ่มใหญ่ชาวไทยเชื้อสายจีน เล่าว่า ตนใช้ชีวิตเกือบ 70 ปีอยู่กับกิจการทอผ้าไหมและย้อมสีผ้า โดยเริ่มฝึกหัดทำงานนี้ตั้งแต่อายุได้ 13 ปี ตนอาศัยในบ้านหลังเล็กๆ เก่าๆ ในตรอกแคบๆ คดเคี้ยว ตัวบ้านทำจากไม้อัดครึ่งปูน เป็นทั้งที่พักและโรงทอผ้าในที่เดียวกัน บ้านอยู่ติดกับคลองสาขาย่อยจากแม่น้ำเจ้าพระยา 

คลองนี้ยังเป็นเส้นทางสัญจรของเรือหางยาวรับ-ส่งผู้โดยสาร ในอดีตผู้คนสามารถอาบน้ำและซักเสื้อผ้าในคลองได้เพราะน้ำนั้นยังสะอาด นอกจากนี้ยังมีสวนผลไม้เล็กๆ ปลูกมะพร้าวและชมพู่น้ำดอกไม้ แต่ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยอีกแล้ว สวนผลไม้กลายเป็นธนาคาร โรงแรมและคอนโดมิเนียมหรูหรา ขณะที่ตลาดเก่าตรงหัวมุมถนนถูกเปลี่ยนเป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ 

Siprapa Somprasong หญิงวัย 57 ปี อาชีพช่างเย็บซ่อมเสื้อผ้าและมีงานอดิเรกคือการให้อาหารแมวจรจัดบริเวณใกล้กับสถานที่ตั้งจักรเย็บผ้า เล่าว่า ที่นี่เคยเป็นเหมือนหมู่บ้าน แต่วันนี้มันแตกต่างไปจากเดิม แต่ถึงความเป็นชนบทจะหายไป สัตว์นักล่าอย่างงูเหลือมก็ยังคงรอคอยเหยื่อของมันอยู่ในท่อระบายน้ำ ครั้งหนึ่งตนเห็นมันเขมือบหนึ่งในเจ้าเหมียวที่เคยให้อาหารโดยที่ตนก็ช่วยอะไรแมวโชคร้ายตัวนั้นไม่ได้

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า บ้านครัวหรือบ้านครัวเหนือ (Baan Khrua North) เป็นหนึ่งในจุดที่ผู้คนจะเห็นความแตกต่างกันสุดขั้วแม้จะอยู่ในเมืองเดียวกัน นั่นคือภาพชุมชนแออัดที่บ้านเรือนมีสภาพโกโรโกโสตัดกับภาพของตึกระฟ้าและศูนย์การค้าชั้นนำ รวมถึงย่านช็อปปิ้งอย่างสยามแควร์ แหล่งรวมของชาวเมืองที่มารับประทานอาหารรสเลิศ ซึ่งหลายคนครอบครองสินค้าราคาแพงระยับอย่างรถเบนซ์และเสื้อผ้าหลุยส์วิคตอง 

 Muearn Rungsawang อดีตหัวหน้าคนงานก่อสร้างที่เกษียณอายุจากการทำงาน อาศัยอยู่ในบ้านเพิงพักเล็กๆ ข้างสะพานขนาดถนน 4 เลนที่ทอดยาวข้ามคลอง กับภรรยาและลูกสาวบุญธรรมที่รับเลี้ยงไว้ตั้งแต่เธออายุได้ 12 ปี เล่าว่า ลูกบุญธรรมของตนมีอาการทางจิต เธอมีญาติจริงๆ มากมายแต่ไม่มีใครมาเหลียวแล และแม้ตนจะอยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้า แต่ก็ไม่คิดจะเดินเข้าไปเพราะนั่นไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะกับตน

ปัจจุบันหนุ่มใหญ่รายนี้เปิดร้านของชำเล็กๆ ขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่มขนมขบเคี้ยวและบุหรี่ให้กับผู้สัญจรไป-มา แม้จะอยู่ข้างๆ โรงแรมหรูที่ค่าพักต่อคืนเท่ากับรายได้ของตนทั้งเดือน ถึงกระนั้น Muearn ก็บอกว่าตนมีความสุขดีหากเทียบกับเมื่อ 20 ปีก่อนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เวลานั้นรอบๆ มีแต่ขยะเต็มไปหมด ตนต้องหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำทั้งวันทั้งคืน และแม้จะถูกมองว่าเป็นคนเร่ร่อนใช้ชีวิตในที่สาธารณะ แต่ตนก็ภูมิใจที่ทำมาหากินด้วยตนเอง ด้วยการเช่าพื้นที่เล็กๆ ของผู้หญิงที่อยู่บริเวณนั้นเป็นแผงขายอาหาร

ชุมชนบ้านครัวยังเป็นชุมชนเก่าแก่ในเชิงประวัติศาสตร์ ย้อนไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 (Rama I) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (King Phra Phutthayotfa Chulalok) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระราชทานที่ดินแถบนี้ให้กับชาวจาม (กลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้นกำเนิดอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศกัมพูชาและเวียดนาม) ที่นับถือศาสนาอิสลาม ตอบแทนที่ร่วมเป็นทหารออกรบกับกองทัพพม่า (เมียนมา) ที่มารุกราน รวมถึงช่วยสยาม (ไทย) ขยายดินแดนไปถึงเขมร (กัมพูชา) เมื่อประมาณ 200 ปีก่อน

Arkom Inpankeaw ชายวัย 62 ปี ผู้นำชุมชนบ้านครัวเหนือที่มีสมาชิกราว 700 ครัวเรือน กล่าวว่า ย่า (หรือยาย) ของตนสามารถพูดภาษาเขมรได้ และตอนที่ตนยังเด็กก็มักจะได้ฟังเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ของชุมชน ซึ่งปัจจุบันหากใครได้ผ่านไปในย่านดังกล่าว ยังสามารถพบมัสยิดและกุโบร์ อันเป็นศาสนสถานและสถานที่ฝังศพของชาวมุสลิม นั่นหมายถึงลูกหลานชาวจามยังคงอยู่อาศัยในที่ดินสืบต่อจากบรรพชน

ชุมชนบ้านครัวในอดีตนั้นมีชื่อเสียงด้านการทอผ้าไหม ช่างทอผ้าหลายคนมีฐานะดี อาศัยอยู่ในบ้านไม้สักแบบดั้งเดิมที่มีเฉลียงโปร่งโล่งและมีสวนผัก ปัจจุบันเหลือบ้านลักษณะนี้เพียงไม่กี่หลังและหลายหลังเริ่มผุพัง คนที่นี่ยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) นักธุรกิจชาวอเมริกันที่ฟื้นฟูกิจการทอผ้าไหมในช่วงทศวรรษ 1950s (ปี 2493-2502) ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อปี 2510 ที่ประเทศมาเลเซีย

Manasnan หรือลุงอู๊ด เล่าว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับชาวอเมริกันผู้นี้เป็นอย่างนี้ เพราะทุกๆ เช้าจะเห็นเขานั่งเรือไป-มาเพื่อตรวจดูผ้าที่สั่งให้ตนทอไว้ก่อนหน้ารวมถึงสั่งทอผ้าชุดใหม่ เมื่อ จิม ทอมป์สัน หายไป ตนและบรรดาช่างทอผ้าที่นี่จึงกังวลใจ ซึ่งหลังจากนั้นอุตสาหกรรมผ้าไหมของชุมชนก็เข้าสู่ยุคเสื่อมถอย เหลือไว้แต่เพียงความทรงจำ ดังที่ Manasnan ชี้ให้ดูรูปถ่ายของจิม ทอมป์สัน ในบ้านของตน ซึ่งถ่ายไว้เมื่อปี 2503

จากเจริญรุ่งเรืองสู่ยากจนเรื้อรัง Arkom เล่าต่อไปว่า ชุมชนบ้านครัวเผชิญกับภัยคุกคามจากยาเสพติด โดยเฉพาะในหมู่เด็กและเยาวชน พวกเขานิยมเสพแอมเฟตามีน หรือที่คนไทยเรียกว่า “ยาบ้า” ซึ่งมีราคาถูก ตนในฐานะผู้นำชุมชน พยายามจัดการแข่งขันกีฬาเพื่อหวังจะดึงเด็กและเยาวชนเหล่านี้ออกจากวงจรยาเสพติด เช่นเดียวกับ Jakkarin Sukumapai ชายวัย 36 ปี อาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เล่าว่า ตนอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก ที่นี่สามารถพบเห็นคนมีอาการเมายาได้ตลอดเวลา นอกจากยาบ้าแล้วยังมีกัญชาและยาไอซ์ 

ภัยคุกคามประการต่อมาคือเหตุเพลิงไหม้เพราะบ้านเรือนคนที่นี่ส่วนใหญ่ทำจากไม้ Jakkarin ระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยเกิดไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจรซึ่งต้นเพลิงมาจากกระท่อมที่พักอาศัยของแรงงานชาวเมียนมา ไฟนั้นลามเผาผลาญบ้านเรือนรอบๆ ไปประมาณ 10 หลังคาเรือน หลังจากนั้น คนในชุมชนรวมถึงชาววินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รวมตัวกันเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวังอัคคีภัย มีการก่อสร้างเพิงพักขึ้นโดยภายในเป็นที่เก็บอุปกรณ์ดับเพลิง รวมถึงมีจักรยานสำหรับลาดตระเวนในยามค่ำคืน

อีกหนึ่งภัยคุกคามคือการไล่รื้อจากทางการเพราะต้องการนำพื้นที่ไปพัฒนาแบบสมัยใหม่ Arkom เล่าว่า ครั้งล่าสุดของความพยายามไล่ชาวบ้านเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนและชาวบ้านก็ตอบโต้ด้วยการฉีดน้ำใส่ และคนเหล่านั้นก็ไม่กลับมาอีกเลยจนปัจจุบัน พร้อมกับบอกว่าชาวชุมชนไม่ต้องการไปไหน เพราะที่นี่คือบ้าน
 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...