โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BOI ออกมาตรการชุดใหญ่ หนุน SMEs–เร่ง Local Content รับมือภาษีสหรัฐ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 08.56 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 08.55 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 ก.ค.68) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่าตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเริ่มประกาศนโยบายเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) นักลงทุนเกิดความกังวล ประกอบกับในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์การแข่งขันทางธุรกิจในประเทศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทางบีโอไอได้หารือกับกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อเข้าใจปัญหาและหาแนวทางบรรเทาผลกระทบ

นายนฤตม์ กล่าวว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอ ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ออกมาตรการชุดใหญ่คือ มาตรการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทย เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ เพื่อตอบโจทย์ 2 เรื่องสำคัญ คือ

  • สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้าง Supply Chain ในประเทศให้แข็งแกร่ง พร้อมรองรับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
  • ลดความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ และจัดระเบียบการลงทุนในบางสาขา เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาสมดุลการแข่งขันทางธุรกิจให้เหมาะสม

โดยมี 5 มาตรการย่อย ดังนี้

  • เพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ SMEs ไทย ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นพิเศษ จากเดิมยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ในวงเงิน 50% ของเงินลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ปรับเพิ่มขึ้นเป็นยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี ในวงเงิน 100 % ของเงินลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น เปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยยกระดับกิจการประหยัดพลังงาน
  • ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย (Local Content) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทจะต้องได้รับการรับรอง Made in Thailand (Mit) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อาทิ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ไม่น้อยกว่า 40% ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด, รถยนต์ไฟฟ้าแบบ PHEV ที่ 45% ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า 15% และเครื่องใช้ไฟฟ้า 40% โดยจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 2 ปี จากเกณฑ์ปกติ โดยทำควบคู่กับกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
  • เพิ่มความเข้มข้นพิจารณากระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ สำหรับบางกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิ และอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ เช่น ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ กระเป๋า เป็นต้น
  • จัดระเบียบการลงทุนในบางสาขาเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาสมดุลในการแข่งขันทางธุรกิจให้เหมาะสม

- กิจการใช้เทคโนโลยีไม่สูงและเสี่ยงต่อมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยยกเลิกการส่งเสริมผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ รวมทั้งกำหนดหุ้นไทยข้างมากในกิจการผลิตเฟอร์นิเจอร์ กระเป๋าและสิ่งพิมพ์

- กิจการที่มีปริมาณผลิตเกินความต้องการ (Oversupply) และกระทบกับผู้ผลิตในประเทศ โดยยกเลิกการส่งเสิรมผลิตเหล็กขั้นปลาย เช่น เหล็กทรงยาวทุกชนิด เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นหนา ท่อเหล็ก และกิจการตัดโลหะ

- กิจการที่มีความเสี่ยงด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์โลหะเคมีภัณฑ์ พลาสติก การรีด ดึง หล่อหรือทุบโลหะ โดยงดให้สิทธิถือครองที่ดินเพื่อประกอบกิจการ เพื่อให้กิจการเหล่านี้ต้องไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมและได้รับการดูแลที่รัดกุมมากขึ้น

  • ปรับปรุงเงื่อนไขจ้างบุคลากรต่างชาติ โดยกำหนดว่า หากเป็นกิจการผลิตที่มีการจ้างงานทั้งบริษัทตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จะต้องจ้างคนไทยไม่น้อยกว่า 70% พร้อมกำหนดรายได้ขั้นต่ำของบุคลากรต่างชาติที่จะใช้ขอสิทธิด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานกับบีโอไอ เช่น ระดับผู้บริหารต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 150,000 บาทต่อเดือน, ระดับผู้เชี่ยวชาญ ไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อเดือน

เลขาธิการบีโอไอ กล่าวเพิ่มเติมว่า เตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อีกทั้งทำให้ประเทศไทยยังคงสามารถแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ด้านดึงดูดการลงทุน โดยจะเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น กลุ่มอาหาร ผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร อัญมณีและเครื่องประดับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...