โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ่วม! เทรดบัญชี “แคชบาลานซ์” เสียค่าธรรมเนียม รวมภาษีขายหุ้น ล้านละเฉียด 2,800 บ.

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2565 เวลา 02.14 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นับจากนี้อีกประมาณ 4 เดือนข้างหน้า จะเริ่มดีเดย์มาตรการ “ภาษีขายหุ้น 0.1%” ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง กับการสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท พร้อมกับการวาดฝันว่า สิ่งที่ทำนี้จะลดความเหลือมล้ำในการกระจายรายได้ ด้วยการจัดเก็บเงินตั้งแต่บาทแรกไม่ว่าการขายหุ้นในแต่ละครั้งจะได้ “กำไร หรือ “ขาดทุน” หรือถ้าเรียกภาษาชาวบ้านมาตรการนี้ไม่ต่างอะไรจะการเก็บ “ค่าต๋ง” ของรัฐบาลในตลาดหลักทรัพย์ไทย

แม้เวลานี้การจัดเก็บ “ค่าต๋ง” จากการขายหุ้นจะยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่ทุกวันนี้นักลงทุนทั้ง “รายเล็ก” และ “รายใหญ่” ต่างมีภาระที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นให้กับบรรดาโบรกเกอร์อยู่แล้ว โดยขึ้นอยู่ว่าโบรกเกอร์แต่ละแห่งจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ว่านี้ไม่เท่ากัน เพราะหลายโบรกเกอร์ใช้ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้มาทำโปรโมชั่นสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเปิดบัญชี และเทรดหุ้นผ่านโบรกเกอร์ของตัวเอง

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจรวบรวมข้อมูล และสำรวจพบว่าค่าธรรมเนียมหุ้นจะมีความแตกต่างกันตามแต่ละประเภทบัญชีและวิธีการซื้อขาย โดยปัจจุบันการซื้อขายหุ้นสามารถทำได้ 2 ช่องทาง คือ ซื้อขายเองผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ ซื้อขายผ่านมาร์เก็ตติ้ง จึงทำให้ค่าธรรมเนียมซื้อขายย่อมแตกต่างกัน และการซื้อขายด้วยตัวเองก็เป็นวิธีที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเลือกใช้ ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ ค่าธรรมเนียมจากซื้อและการขายที่ถูกกว่า แต่สำหรับการซื้อขายหุ้นด้วยตัวเอง ก็ยังมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างไปอีกตามประเภทบัญชีที่เราใช้ คือ ถ้าเราซื้อขายผ่านบัญชีเงินสดจะเสียค่าธรรมเนียมสูงกว่าบัญชีแคชบาลานซ์หรือเครดิตบาลานซ์

สำหรับค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นที่โบรกเกอร์ต่างๆเก็บจากเราไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลและปกป้องนักลงทุนรายย่อย ประกอบด้วย

ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Trading Fee) : 0.005% ของมูลค่าการซื้อขายต่อวัน

ค่าธรรมเนียมการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (TSD Clearing Fee) : 0.001% ของมูลค่าการซื้อขายต่อวัน

ค่าธรรมเนียมการกำกับดูแล : 0.001% ของมูลค่าการซื้อขายต่อวัน ซึ่งรวมกัน คือ 0.007%

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจ่าย VAT อีก 7% จากค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ ซึ่ง VAT ที่ว่าไม่ได้เก็บจากจำนวนเงินที่นักลงทุนซื้อขายหุ้น แต่เป็น VAT ที่เกิดจากค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นที่เราจ่ายให้กับโบรกเกอร์รวมกับค่าธรรมเนียมที่เราจ่ายให้ตลาดหลักทรัพย์ ยกตัวอย่าง หากนักลงทุนถูกโบรกเกอร์แห่งหนึ่งถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 0.18% เมื่อรวมกับ VAT 7% ของ 0.18% เท่ากับเราจะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหุ้นในแต่ละครั้งอยู่ที่ 0.1926%

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้จำลองข้อมูลคราวๆ หากมาตรการเก็บภาษีขายหุ้นเริ่มบังคับใช้ โดยคิดจากจำนวนเต็มที่กฎหมายจะเรียกเก็บในปีที่ 2 หรือปี 2567 อยู่ที่ 0.1 % จากอัตราค่าธรรมเนียมบัญชี Cash Balance ของ 10 โบรกเกอร์ และรวมค่าภาษีจาก VAT 7% ภาษีขาย 0.10%+ภาษีท้องถิ่น 0.01% รวมเก็บภาษีขายเท่ากับ 0.11% จากมูลค่าการลงทุนครั้งละ 1,000,000 บาท

เริ่มจาก บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.157% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,570 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 109.90 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,779.90 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.150% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,500 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 105 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,705 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จํากัด จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.150% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,500 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 105 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,705 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.150% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,500 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 105 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,705 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.150% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,500 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 105 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,705 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.150% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,500 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 105 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,705 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.150% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,500 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 105 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,705 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.157% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,570 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 109.90 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,779.90 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.157% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,570 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 109.90 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,779.90 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทยจำกัด (มหาชน) จะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านบัญชี Cash Balance อยู่ที่ 0.157% โดยจะต้องเสียค่าคอมล้านละ 1,570 บาท รวมถึงเสียภาษีค่า VAT 7% อยู่ที่ 109.90 บาท ส่วนเสียภาษีขาย 0.11% คิดเป็น 1,100 บาท รวมทั้งสิ้นคาดต้องเสียภาษีกับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2,779.90 บาท

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า การที่รัฐจะเริ่มเก็บภาษีขายหุ้นที่อัตรา 0.05% ช่วงไตรมาส 2/2566 ไปจนถึงไตรมาส 4/2566 นั้นในแง่ของรายได้รัฐบาลอาจจะเก็บได้เพิ่มขึ้นประมาณ 6,500 ล้านบาท (อ้างอิงจากมูลค่าซื้อขายปี 2565 ต่อปี 14.4 ล้านล้านบาท) แต่จะทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง เนื่องจาก Transaction cost ที่สูงขึ้น อาจจะไม่สอดรับกับมาร์เก็ตแคป เกิดอุปสรรคการเติบโตของตลาดที่มาจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นใหม่ๆ และน่าจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันตลาดหุ้นโลกลดลง รวมถึงมูลค่าการซื้อขายหดตัวลง อาจจะส่งผลให้การเรียกเก็บภาษีในระยะยาวมีโอกาสลดลง โดยคาดว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบได้แก่ 1) Broker หุ้นโบรกเกอร์ 2) หุ้นขนาดเล็กที่ Valuation แพง มีการซื้อขายหนาแน่น 3) หุ้นที่มีสัดส่วนการใช้มาร์จิ้นสูง

ขณะที่ นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาษีประเภทนี้หลายประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการจัดเก็บ แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาจะไม่จัดเก็บ ซึ่งไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยผลกระทบจากการเก็บภาษีนี้ ส่วนแรกจะตกอยู่กับโบรกเกอร์ที่มีรายได้ค่าธรรมเนียมจาก TFEX (ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) กับ DW (ตราสารอนุพันธ์) ซึ่งปัจจุบันโบรกเกอร์ 20-30 แห่งจะคิดค่าธรรมเนียม หรือค่าคอมมิชชั่นแตกต่างกันไป โดยบางบริษัทเก็บประมาณล้านละ 600-700 บาท หรือบางบริษัทก็เก็บประมาณล้านละเกือบ 2,000 บาท แต่ค่าเฉลี่ยจะอยู่ประมาณล้านละ 1,100 บาท ซึ่งหากเก็บภาษีนี้เต็มที่อยู่ที่ 0.11% (รวมภาษีท้องถิ่น) ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป ก็จะทำให้นักลงทุนเวลาขายหุ้นต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเป็นล้านละ 2,200 บาท หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว อีกทั้งจะทำให้ AI trading (ปัญญาประดิษฐ์เทรดหุ้น) หรือกลุ่ม high-frequency trading เข้ามาเล่นในตลาดได้ยากขึ้นจากมูลค่าการซื้อขายของตลาดที่จะลดลง เนื่องจากภาษีจะลดแรงจูงใจในการเทรดของนักลงทุนประเภทนี้

“อย่างไรก็ตาม หุ้นขนาดกลางหรือขนาดเล็กบางตัวที่มีแรงจูงใจในการทำราคาที่ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นพื้นฐาน อาจจะทำได้ยากขึ้น รวมถึงการเก็บภาษีนี้ มีการทำสถิติข้อมูลในหลายๆ ประเทศออกมาแล้ว ว่าไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นขึ้นหรือลง แต่จะส่งผลให้ความผันผวนของตลาดหุ้นลดลง เพราะฉะนั้นธุรกรรมจะส่งผลกระทบ TFEX กับ DW เยอะกว่า” นายสรพล กล่าว

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ เป็นการข้อมูลที่อยากให้นักทุน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน รวมถึงผู้บริหารที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น กับการเลือกเดินหน้าเก็บภาษีจากการขายหุ้นในทุกๆคำสั่งซื้อ โดยไม่ได้มองว่าการขายในแต่ละครั้งของนักลงทุนจะเอามาเป็น “บวก” ดีเวอร์ หรือเป็น “ลบ” เพราะขาดทุนย่อยยับ จากมันนี่เกมส์ที่เกิดขึ้นในตลาดทุนแทบทุกวัน จนอาจจะไม่ต่างอย่างที่ชาวบ้านพูดมาตั้งแต่ต้นว่า นี่คือการเก็บ “ค่าต๋ง” แบบเสือนอนกิน โดยไม่ได้รับถึงความเสียของนักลงทุนต้องเป็นคนแบกรับไว้เอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...