โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เก๋ากว่าจิงโจ้…ก็คนอะบอริจิน “ชนพื้นเมืองที่เก่าแก่แต่ไม่สูญสิ้น”

นิตยสารคิด

อัพเดต 07 ส.ค. 2566 เวลา 23.07 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2566 เวลา 23.07 น.
aborigins-cover

ประเทศน่าอยู่ติดอันดับ! สถานที่ท่องเที่ยวเมืองยอดฮิต!

หากคำเหล่านี้ปรากฎอยู่ในหน้าค้นหา คงน้อยนักที่จะไม่พบกับ “ออสเตรเลีย” ประเทศที่เป็นทั้ง “เมืองแห่งการศึกษา โอเปร่าเฮาส์ แถมยังเป็นดินแดนจิงโจ้และหมีโคอาล่าสุดน่ารัก” แต่ถ้าค้นหาลึกลงไปอีกสักนิดจะพบว่า ดินแดนที่สุดแสนจะทันสมัยแห่งนี้ กลับเป็นแผ่นดินที่มีอายุมากที่สุด และยังคงมีชนพื้นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน

Freepik

ชนดั้งเดิมของทวีปนี้ไม่ใช่ชาวออสซี่ แต่เป็นอะบอริจิน
แม้ออสเตรเลียจะดูเป็นชื่อดินแดนแห่งใหม่ที่เพิ่งได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลกได้ไม่นาน แต่ถ้านับตามที่นักประวัติศาสตร์ประเมินไว้นั้น ชื่อของแผ่นดินนี้มีมานานแล้วกว่า 4 พันล้านปี แน่นอนว่าตามประวัติศาสตร์เล่าขานกันมา หลายคนมักจะนึกจำได้ว่าพื้นที่แห่งนี้ถูกค้นพบและปกครองโดยชาวยุโรปหรือประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นกลุ่มคนแรก ๆ ที่ได้เข้าไปสำรวจแล้วเจอกับผืนดินแห่งนี้เข้า

แต่ถ้าว่ากันตามจริง กลุ่มชาวยุโรปก็อาจจะช้าไปเสียนิด เพราะในช่วงปี 1600 ตอนที่นักสำรวจได้ค้นพบและเข้าไปสำรวจก็พบว่า มีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ก่อนโดยอาศัยกระจายอยู่ทั่วออสเตรเลียเสียแล้ว เรียกกันว่า “กลุ่มชนชาวอะบอริจิน (Aborigines)” ที่นับอายุแล้ว อาจจะเทียบเคียงกับมนุษย์ในยุคหินเลยก็ว่าได้

ชาวอะบอริจินเก่าแก่ถึงเพียงว่าแม้แต่พีระมิดหรือเสาหินสโตนเฮนจ์ก็ยังเกิดทีหลังกลุ่มชนเหล่านี้ เพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในออสเตรเลียมาราว ๆ 40,000-60,000 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจอพยพมาจากชนพื้นเมืองในทวีปเอเชียที่เดินทางมาจากเส้นทางที่เชื่อมโยงระหว่างทวีปเอเชียและออสเตรเลีย เพราะชาวอะบอริจินมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มซาไกที่ยังเหลืออยู่ในภาคใต้ของไทย และกลุ่มเซมังในประเทศมาเลเซีย โดยที่แต่ละกลุ่มชนจะมีภาษา ประเพณี และศาสนาเป็นของตนเองที่ต่างไปจากกลุ่มชนพื้นเมืองอื่น ๆ

ดังนั้น ถ้าอิงตามข้อมูลผู้อาศัยที่แท้จริงของนักประวัติศาสตร์แล้ว ต่อให้นักสำรวจชาวยุโรปจะค้นพบทวีปออสเตรเลียเร็วกว่าเดิมเพียงใด ก็ย่อมช้ากว่าที่ชาวอะบอริจินอาศัยอยู่ก่อนไปหลายหมื่นปี

britannica.com

แม้จะช้ากว่าหลายหมื่นปี แต่ยังอยากครอบครองแผ่นดินนี้อยู่ดี
เป็นเพราะทวีปออสเตรเลียคือแผ่นดินที่มีภูมิประเทศที่ดี แม้ว่าที่นี่จะเป็นเกาะแต่ก็เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีทั้งชายฝั่งทะเลที่สวยงาม ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ทะเลทราย และสัตว์ป่านานาชนิด ทำให้ดินแดนนี้เป็นทวีปที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และมีหรือที่ผู้มาเยือนจะไม่อยากครอบครอง

กลายเป็นว่าชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาพบ เกิดอยากจะครอบครองทวีปนี้ไว้เสียเอง ทำให้ในช่วงปี 1788 ได้เกิดการล่าอาณานิคมเกิดขึ้น ซึ่งจากที่แผ่นดินออสเตรเลียเคยมีชนเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่หลายร้อยเผ่า และชาวอะบอริจินเองก็อาศัยอยู่แล้วกว่า 300,000 คน กลับถูกชนชาวผิวขาวที่อยากจะมาตั้งรกรากตามคร่าชีวิตผู้ที่อยู่มาก่อนอย่างชนชาวอะบอริจินไปกว่าครึ่ง ทำให้บางเกาะของทวีปนั้นไม่หลงเหลือชาวอะบอริจินเลยเหลือแม้แต่คนเดียว

หนำซ้ำชนพื้นเมืองเจ้าของดินแดนกลับต้องมาเสียชีวิตไปอีกไม่น้อยจากโรคติดต่อที่เข้ามากับชนผิวขาวต่างแดน จนทำให้จำนวนชาวพื้นเมืองลดลงกว่าแต่ก่อนมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้กลุ่มชนพื้นเมืองต่าง ๆ ก็อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติมาได้เสียนาน

newshub.co.nz

เมื่อชนกลุ่มใหญ่ กลายเป็นชมกลุ่มน้อยในแผ่นดินตัวเอง
นับจากนั้นมา จากชาวอะบอริจินกลุ่มใหญ่ก็เริ่มกลายเป็นชนกลุ่มน้อย เพราะจำนวนของชาวยุโรปที่ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากในดินแดนแห่งนี้กลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนออสเตรเลียเสมือนเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งยุโรปไปเสียแล้ว พวกเขาเริ่มนำเทคโนโลยีหรือวิทยาการของบ้านตัวเองเข้ามาพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ จนเริ่มเกิดเป็นวิถีการดำรงชีวิตแบบตะวันตก

ถึงแม้ออสเตรเลียจะพัฒนาขึ้นมากว่า 200 ปี แต่ตรงกันข้ามกับชนพื้นเมืองอย่างชาวอะบอริจิน เพราะการเป็นอยู่ของพวกเขาไม่ได้ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นไปด้วย แถมยังถูกจัดให้เป็นชนกลุ่มน้อยในแผ่นดินนี้ไปเสียได้ ซึ่งชาวอะบอริจินถูกมองและเปรียบเสมือนเป็นชาวป่าที่อยู่ในทวีปออสเตรเลีย โดยที่คนตะวันตกเองก็จ้องจะยัดเยียดวิถีชีวิตของพวกเขาไปให้

เริ่มจากนักเผยแพร่ศาสนาก็ดี หรือแม้แต่รัฐบาลก็ดี ที่พยายามแยกเด็กอะบอริจินออกจากพ่อแม่ของพวกเขา เพื่อพาเด็กกลุ่มนั้นมาเข้าเรียน สอนศาสนา และมอบอารยธรรมแบบตะวันตกให้ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อหวังจะพัฒนาให้ชนกลุ่มอะบอริจินที่เกิดใหม่ได้กลายมาเป็นชาวตะวันตกแทน จนมีคนเคยให้นิยามการกระทำเหล่านี้ว่า ชนพื้นชาวอะบอริจินคือเครื่องมือสำหรับการทดลองฝึกหัดคนป่ามาเป็นคนเมืองของชนผิวขาว

และเป็นที่แน่นอนว่า การดำรงชีวิตที่มีมาหลายหมื่นปี ความเชื่อและวัฒนธรรมเก่าแก่ของชนพื้นเมืองอะบอริจินที่เคยดำรงก็ถูกกลืนกินจนใกล้หายสิ้นไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี

แม้จะกลายเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองสูญสิ้นลง
การถูกลิดรอนไม่ได้ทำให้ชาวอะบอริจินพ่ายแพ้ เพราะตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขาลุกขึ้นสู้ตลอดมา แม้จะไม่ได้ชนะครั้งใหญ่เหมือนศึกสงครามที่ได้ดินแดนกลับมา แต่ก็ทำให้ชาวออสเตรเลียรุ่นหลังได้รับรู้ว่า ดินแดนที่พวกเขาเกิดมาเคยมีใครที่ได้อยู่อาศัยมาก่อน

กระทั่งได้มีลูกหลานชาวอะบอริจิน 4 คน ได้แก่ Billy Craigie, Bert Williams, Michael Anderson และ Tony Coorey ตัดสินใจจัดตั้งสถานทูตแบบเตนต์ของชาวอะบอริจินต่อหน้าสถานที่อันโดดเด่นอย่าง “อาคารรัฐสภาของออสเตรเลีย” มันเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นในการประท้วงเรียกร้องสิทธิ์จากพวกเขาทั้ง 4 คน ที่ในช่วงนั้นเองชาวชนพื้นเมืองถูกกีดกันอย่างหนัก รวมถึงพ่อแม่ของพวกเขาเอง

แน่นอนว่าเตนต์สถานทูตเล็ก ๆ ของเขาประท้วงได้ผล เพราะบุคคลสำคัญจากต่างประเทศที่เคยมาที่รัฐสภาและได้เห็นเตนต์สถานทูตนี้ตั้งอยู่ ก็กลายเป็นที่ถกถามและความอับอายของรัฐบาลออสเตรเลียในสายตาของนานาชาติ ส่วนชาวอะบอริจินทั้ง 4 คนนั้นเอง ก็เปลี่ยนความคิดของนักศึกษามหาวิทยาลัยให้หันมาสนใจเรื่องสิทธิ์ในที่ดินในออสเตรเลีย และการรณรงค์หยุดทำร้ายชาวอะบอริจิน

aljazeera.com

นักศึกษา นักเคลื่อนไหว กลุ่มคนจากหลากหลายประเทศเริ่มสนใจประเด็นนี้มากขึ้น และร่วมกันประท้วงสิทธิ์ให้กับชาวอะบอริจินเสมอมา แม้ในช่วงแรกทางรัฐบาลจะพยายามต่อต้านกลุ่มผู้ประท้วง และไม่ยอมรับการเรียกร้องของชนพื้นเมือง แต่ด้วยระยะเวลาการเรียกร้องตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้ในที่สุดช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่รัฐบาลใหม่ท ออสเตรเลียก็ต้องหันกลับมาขอโทษชนพื้นเมืองชาวอะบอริจิน

จากเคยกีดกัน กลับช่วยกันเรียกร้องเพื่อคืนดังเดิม
การเรียกร้องนั้นไม่ได้มากไปกว่าการได้รับสิทธิ์ในที่ดิน การตัดสินใจด้วยตนเอง และอำนาจอธิปไตย เพียงแค่เรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ที่ชาวอะบอริจินต้องการ ซึ่งรัฐบาลใหม่ได้มองเห็นแก่นสำคัญที่ชนพื้นเมืองสื่อสารมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ด้วยการเร่งออกกฎหมายให้แก่ชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอะบอริจิน ที่แทบจะไม่หลงเหลือคนที่สามารถพูดภาษาของพวกเขาเองได้แล้ว

หลังจากที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับชนพื้นเมืองมากขึ้น ซึ่งคนอะบอริจินเองก็เริ่มมีเสียงที่เกี่ยวกับการปกครองและต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของพวกเขามากยิ่งขึ้น แม้ว่าชาวอะบอริจินจะเริ่มมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากที่หลงเหลืออยู่ไม่กี่แสนคนและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นถึงหลักล้านคน แต่สุดท้ายก็ยังเทียบไม่ได้กับการเสียชีวิตไปจำนวนมากในอดีต

หลายรัฐบาลให้หลังต่างก็รู้สึกผิดต่อการกระทำของคนรุ่นก่อนหน้า จึงมีการออกมาขอโทษต่อชาวอะบอริจินมากมาย ตั้งแต่การส่งสารขอโทษเล็ก ๆ ไปจนกระทั่งปี 2008 ที่นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียได้ออกคำแถลงการณ์ขอโทษอีกครั้ง ที่นับเป็นการประกาศขอโทษอย่างเป็นทางการในระดับชาติสำหรับการกระทำของประเทศต่อชาวอะบอริจินชาวออสเตรเลีย และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ออสเตรเลียก็ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างชนพื้นเมืองกับชาวออสเตรเลีย

dailymail.co.uk

ในแต่ละรัฐบาลใหม่ของออสเตรเลียมักจะมีการเรียกร้องและผลักดันการคืนสิทธิ์ให้กลับชาวอะบอริจินเสมอมา เช่น การแก้ไขเพลงชาติของประเทศเพื่อเชิดชูชาวอะบอริจินเข้าไปในเนื้อเพลงนั้นด้วย จากที่เคยตั้งใจจะกำจัดภาษาพื้นเมืองให้หมดไป รัฐบาลใหม่กลับออกกฎหมายฟื้นฟูภาษาชนพื้นเมือง หรืออย่างกฎหมายฉบับแรกที่อนุญาตให้ชาวอะบอริจินอ้างสิทธิ์ในที่ดินที่ตัวเองเป็นเจ้าของได้ และชาวอะบอริจินก็ได้รับสิทธิ์ทางการศึกษา การทำงาน และการรักษาพยาบาลเหมือนที่ออสเตรเลยคนอื่น ๆ ได้ด้วย

จนในที่สุดทางการออสเตรเลียก็เคลื่อนไหวครั้งสำคัญ คือการลงประชามติเพื่อให้ชนพื้นเมืองมีเสียงในรัฐสภา โดยที่รัฐบาลออสเตรเลียกำลังวางแผนการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งหากสำเร็จ เราจะได้เห็นชนพื้นเมืองเป็นตัวแทนในรัฐบาลอย่างถาวร แน่นอนว่าการเรียกร้องในครั้งนี้เกิดการเสียงแตก เพราะยังคงมีชาวออสเตรเลียรุ่นเก่าที่คอยกีดกันและไม่เห็นด้วยกับชนพื้นเมือง แต่การลงมตินี้จะยังคงเกิดขึ้นและเดินหน้าต่อไป โดยในการสำรวจที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าชาวออสเตรเลียกว่าร้อยละ 64 ยังคงสนับสนุนเสียงของชนพื้นเมืองต่อรัฐสภา

ที่สุดแล้ว ชาวพื้นเมืองออสเตรเลียหรือชาวอะบอริจินกำลังจะได้รับการยอมรับในรัฐธรรมนูญของออสเตรเลีย ซึ่งนับเป็นเวลานานกว่าหลายร้อยปีที่พวกเขาถูกล่าและกีดกันมาโดยตลอด นี่อาจจะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานที่สุดของชนพื้นเมืองที่เก่าแก่กว่าหลายหน้าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์บนโลก โดยที่พวกเขายังคงไม่ดับสูญมาตลอดหลายหมื่นปีก็ว่าได้

ที่มา : บทความ “Aboriginal culture and history” จาก vpsc.vic.gov.au
บทความ “Aboriginal Australians” โดย ERIN BLAKEMORE จาก www.nationalgeographic.com
บทความ “Aboriginal Tent Embassy: 50 years of Indigenous protest” โดย Ali MC จาก www.aljazeera.com
บทความ “Australia moves to give Indigenous people a voice to parliament” โดย Ali MC จาก www.aljazeera.com
บทความ “Australian Aboriginal peoples” จาก www.britannica.com

เรื่อง : นัฐวรรณ วุทธะนู

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด บุรีรัมย์ พบ สุโขทัย เอฟซี ไทยลีก วันนี้ 21 ก.พ.69

PostToday

เผยเคล็ดลับ! เปลี่ยนมะนาวไม่มีน้ำ ให้กลับมาน้ำเยอะคูณ 2 ใช้เวลาแค่ 10 วินาที

sanook.com

สัมผัสเสน่ห์มรดกโลก “สุโขทัย” ที่แตกต่าง ในมิติ “เมืองสร้างสรรค์” จากยูเนสโก

Manager Online

“จุฬาฯ–ชนบท” โครงการลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสเด็กยากจนเรียน ป.ตรี จุฬาฯ ฟรี พร้อมเงินสนับสนุนรายเดือน

Eduzones

เนรมิต “สกายวอล์กเสม็ดนางชี” เป็นรันเวย์งานแต่งงาน ท่ามกลางวิวสวยอ่าวพังงา

Manager Online

วิทยาศาสตร์ชี้ ความหมายของชีวิตอยู่ที่การสร้างผลดีให้ผู้อื่น

SpringNews
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...