รู้ไหม? ก่อนจะเป็น “ชุดสีดำ” ชุดไว้ทุกข์ของคนญี่ปุ่นเคยเป็น “สีขาว” มาก่อน
ปัจจุบันเรามักจะได้ยินว่าการใส่เสื้อผ้าสีดำอาจทำให้โชคแย่ลงหรือดวงตกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงในด้านสุขภาพร่างกาย ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ หมอดูฮวงจุ้ยชาวญี่ปุ่นหลายคนก็ได้ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เสื้อผ้าสีดำและสีเทาเป็นสีที่ไม่ควรใส่ ถ้าจะใส่ให้ใส่เป็นเสื้อสีกรมท่าจะดีกว่า”หมอดูบางส่วนก็ให้ความเห็นเพิ่มเติมเช่นกันว่า “สีดำเป็นสีแห่งความชั่วร้าย เป็นสีแห่งความเศร้าโศกและยังเป็นสีแห่งการสูญเสีย รวมถึงยังเป็นสีอัปมงคลจึงเป็นสีที่นิยมนำมาใช้ในเรื่องของการไว้ทุกข์” หรือกระทั่งความคิดเห็นที่ว่า “การใส่เสื้อผ้าสีดำเป็นสิ่งที่ไม่ดีเพราะฉะนั้นการใส่ชุดชั้นในสีดำก็เป็นสิ่งไม่ดีเช่นกัน”**
แต่จริง ๆ แล้วทราบกันไหมคะว่าสีดำที่นำมาใช้เป็นสีของชุดไว้ทุกข์และเป็นสีของชุดที่ใช้ใส่สำหรับไปงานศพจริง ๆ แล้วเพิ่งมาเริ่มใช้กันในสมัยเมจิ (ปี ค.ศ. 1868 – ปี ค.ศ. 1912) นี้เองค่ะ (ถือว่ายังไม่นานมากเลย) โดยแต่เดิมนั้น “สีขาว” จะเป็นสีที่นิยมนำมาใช้เป็นสีของเสื้อผ้าทุกข์ เนื่องจากสีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง จัดเป็นสีของเทพเจ้า รวมไปถึงยังเป็นสีของชุดเจ้าสาวตามแบบฉบับญี่ปุ่นโบราณอีกด้วยค่ะ ในบทความต่อจากนี้มาเรียนรู้ประวัติไปพร้อมกันว่าแล้วจากชุดไว้ทุกข์สีขาวเปลี่ยนมาเป็นสีดำได้ยังไงกันนะคะ!
ทำไมจึงต้องเป็นชุดสีขาว?
ความจริงแล้ว คนญี่ปุ่นสวมใส่ชุดสีขาวเวลาไปงานศพหรือไว้ทุกข์ มาตั้งแต่สมัยอดีตโบราณแล้ว เห็นได้จากบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายประเภท เช่น นิฮงโชกิ (Nihonshoki = 日本書紀) หรือพงศาวดารญี่ปุ่น กับ บันทึกสุยโชวะโกกุเด็ง (Zuisho Wakokuden = 隋書倭国伝) ของจีนในศตวรรษที่ 7 ซึ่งเป็นบันทึกที่เล่าเรื่องราวข้อมูลที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นและประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนในยุคราชวงศ์สุยของจีน
กล่าวกันว่าการที่สีของชุดไว้ทุกข์หรือชุดที่ไว้ใส่ไปเข้าร่วมงานศพเป็นมีสีขาวนั้นมีเหตุผลสำคัญก็คือ “เพื่อที่ต้องการให้ญาติผู้เสียชีวิตได้ใส่เสื้อผ้าสีขาวที่เป็นสีเดียวกับผู้เสียชีวิต ซึ่งแสดงออกให้เห็นถึงความเศร้าโศกเสียใจในการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป” นั่นเองค่ะ
อีกทั้งหากมองให้ลึกลงไปอีก โดยย้อนกลับไปถึงช่วงยุคนารา (ปี ค.ศ. 710 – ปี ค.ศ. 794) ก็จะพบว่าเทคนิควิธีการย้อมสีผ้าที่เรียกว่า “ซึรูบามิโซเมะ” (Tsurubamizome = 橡染め) โดยเฉพาะสีดำนั้นมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก แต่ด้วยการที่ผ้าย้อมสีดังกล่าวเป็นของมีค่าดังนั้นจึงมีแค่เฉพาะสมเด็จพระจักรพรรดิกับกลุ่มเหล่าเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่จะสามารถจับต้องหรือเอื้อมถึงได้ บุคคลเหล่านี้จึงเป็นคนกลุ่มน้อยที่สามารถใส่ชุดไว้ทุกข์เป็นเสื้อสีดำได้
ประชาชนชาวบ้านสามัญชนทั่วไปไม่สามารถที่จะเข้าถึงการย้อมผ้าสีดำดังกล่าวนี้ได้ จึงยังคงที่จะสวมใส่ชุดไว้ทุกข์หรือชุดเข้าร่วมงานศพเป็นสีขาวแทนต่อไป แต่ต่อมาในช่วงยุคสมัยที่อำนาจของขุนนางในราชสำนักเสื่อมอำนาจลง เนื่องจากการเข้ามาแทนที่ของอำนาจของเหล่าทหารหรือโชกุน ก็ได้ทำให้การใส่ชุดไว้ทุกข์หรือชุดเข้าร่วมงานศพของกลุ่มชนชั้นสูงก็ได้เปลี่ยนกลับมาใส่เป็นเสื้อชุดสีขาวแทนค่ะ
ชุดสีดำได้รับความนิยมจากการปฏิวัติยุคเมจิ?
ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยเมจิ วัฒนธรรมจากชาติตะวันตกก็ได้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในญี่ปุ่นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของอาหารการกิน เทคโนโลยี รวมไปถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายชุด ซึ่งนั่นยังรวมไปถึงชุดไว้ทุกข์หรือชุดเข้าร่วมงานศพซึ่งแต่เดิมเป็นสีขาวก็ได้เปลี่ยนไปใส่เป็นชุดสีดำแทนอีกด้วยค่ะ
ในตอนนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการปรับให้ผู้เข้าร่วมงานศพสวมใส่เสื้อผ้าชุดสีดำเพื่อให้สอดคล้องไปกับเหล่าตัวแทนเชื้อพระวงศ์จากราชวงศ์อังกฤษรวมถึงแขกบ้านแขกเมืองจากต่างประเทศที่ได้เดินทางเข้ามาร่วมงานพระราชพิธีศพของบุคคลสำคัญต่าง ๆ เช่น งานพิธีศพของนายโอกูโบะ โทชิมิจิ (Okubo Toshimichi = 大久保利通) รัฐบุรุษของญี่ปุ่นเมื่อสมัยปีเมจิที่ 11 (ปี ค.ศ. 1878) และงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชินีพระพันปีหลวงเอย์โช (Eisho Koutaigou = 英照皇太后) ซึ่งเป็นจักรพรรดินีของสมเด็จพระจักรพรรดิโคเมย์ (Koumei Tennou =孝明天皇)
จักรพรรดิโคเมย์ เป็น สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นลำดับที่ 121 พระราชบิดาของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นลำดับที่ 122 ที่เราต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี (แม้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิจะไม่ใช่พระโอรสของสมเด็จพระราชินีพระพันปีหลวงเอย์โชแต่ก็ถูกเลี้ยงมาอย่างพระโอรสแท้ ๆ และได้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นในเวลาต่อมา) ในตอนนั้นประชาชนต่างก็พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีดำไว้ทุกข์อีกด้วย
*เกร็ดความรู้*
โอกูโบะ โทชิมิจิ (Okubo Toshimichi = 大久保利通) แต่เดิมเป็นซามูไรแห่งแคว้นซัตสึมะ (Satsuma Han = 薩摩藩) หรือปัจจุบันคือ จังหวัดคาโกชิมะ เขาได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างระบบการปกครองของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะช่วงสมัยบากูฟุตอนปลาย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็น“1 ใน 3 แกนนำใหญ่ในคณะฟื้นฟูปฎิรูปเมจิ” รวมถึงยังเป็น “รัฐบุรุษผู้มีบทบาทในการวางรากฐานของประเทศญี่ปุ่นให้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่คือยุคเมจิ” อีกด้วย
เขาผู้นี้ได้เคยดำรงตำแหน่งเป็น “ไนมุเคียว” (Naimukyo = 内務卿) หรือ “รัฐมนตรีมหาดไทย” (เทียบเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Lords of Home Affairs”)คนแรกของญี่ปุ่นซึ่งดูแลการปกครองภายในประเทศอีกด้วย
ทว่าต่อมาในปี ค.ศ. 1885 รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ปรับเปลี่ยนระบบการเมืองการปกครองให้เป็นแบบชาติตะวันตก โดยมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้น ตำแหน่งรัฐมนตรีแบบที่เขียนด้วยตัวอักษรคันจิ “เคียว” (Kyo = 卿) ได้ถูกยกเลิกและเปลี่ยนเป็นมาใช้ตัวอักษรคันจิ “ไดจิน” (Daijin = 大臣) หรือ“Minister” แทน ทำให้ตำแหน่งเปลี่ยนจาก “ไนมุเคียว” (Naimukyo = 内務卿) เป็น “ไนมุไดจิน” (Naimudaijin = 内務大臣) ที่มีความหมายได้เท่ากับ “Minister of Home Affairs” แทนในที่สุดค่ะ
ต่อมากระทรวงมหาดไทยก็ได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้ง จนสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2001 ก็ได้ถูกรวมเข้ากับอีก 2 หน่วยงาน คือ กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม กับ สำนักงานกิจการบริหาร (หน่วยงานกลางที่ดูแลการประสานงานนโยบายภาครัฐ) และเปลี่ยนมาใช้ชื่อเป็น “โซมุโช” (Somusho = 総務省) หรือมีความหมายว่า “กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสาร” หรือ“Ministry of Internal Affairs and Communications (MIC)” นั่นเองค่ะ
สงครามก็มีส่วนทำให้ชุดไว้ทุกข์สีดำกลายเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น
มีอีกสาเหตุที่ทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นหันมาเริ่มใส่ชุดสีดำเพื่อไว้ทุกข์หรือเป็นชุดเข้าร่วมงานศพมากขึ้น นั่นก็คือการเกิดสงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่น รวมไปถึงสงครามแปซิฟิกหรือสงครามมหาเอเชียบูรพา
ในช่วงที่เกิดสงครามชุดไว้อาลัยหรือชุดเข้าร่วมงานศพมักจะเป็นชุดที่เช่ามาจากร้านให้เช่า ทว่าพอมีสงครามชุดสีขาวเป็นชุดที่สีเปื้อนง่าย ร้านเช่าชุดจึงต้องประสบความลำบากในการซักทำความสะอาด และส่งผลให้ร้านส่วนใหญ่ตัดสินใจย้อมชุดสีขาวให้กลายเป็นสีดำเพื่อให้สะดวกต่อการซักแทนค่ะ อีกทั้งเมื่อสงครามจบลง ญี่ปุ่นได้ทำความตกลงกับสหรัฐอเมริกา และเปิดรับวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามาในประเทศ ทำให้ตั้งแต่นั้นมาชุดไว้ทุกข์หรือชุดเข้าร่วมงานศพของญี่ปุ่นก็กลายมาเป็นชุดสีดำด้วย
ตั้งแต่อดีตจนมาถึงยุคสมัยเมจิ ชุดไว้ทุกข์หรือชุดใส่ไปเข้าร่วมงานศพจะสวมใส่เฉพาะญาติของผู้เสียชีวิตเท่านั้น ผู้ที่มาเข้าร่วมงานทั่วไปจะใส่เพียงชุดเครื่องแบบทางการหรือชุดเต็มยศ แต่นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 ผู้คนก็เริ่มที่จะตระหนักและเปิดรับวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกเข้ามามากขึ้น จึงทำให้ชุดสีดำจึงเป็นเครื่องหมายของชุดไว้ทุกข์ โดยไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะญาติของผู้เสียชีวิตเท่านั้น บุคคลที่ต้องการแสดงถึงความเสียใจและไว้อาลัยจากการจากไปก็สามารถสวมใส่ได้ จนเป็นที่มาของการเกิดวัฒนธรรมการสวมใส่ชุดสีดำแบบที่เรียกว่า “Black Formal” หรือ “ชุดดำทางการ” ที่เราสามารถเห็นพบและเลือกซื้อได้ในแผนกขายเสื้อผ้าตามห้างและร้านค้าที่ญี่ปุ่นนั้นเองค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan