โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AOTGA เต็งหนึ่งชิงงานคาร์โก้-ภาคพื้นสุวรรณภูมิ 6.7 หมื่นลบ. ลุ้นผลส.ค.นี้! BA วางเกมสู้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 06.33 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 06.33 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายสิริวัฒน์โตวชิรกุล ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน (PPP) 2 โครงการ มูลค่ารวม 67,305 ล้านบาท คือโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 วงเงิน 29,390.76 ล้านบาท และโครงการให้บริการคลังสินค้า (คาร์โก้) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 วงเงิน 37,914.56 ล้านบาท ว่า คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) ได้ทำการเปิดข้อเสนอซองที่ 1 (คุณสมบัติ) ทั้ง 2 โครงการของผู้ยื่นข้อเสนอแล้ว ปรากฏว่ามี 2 ราย ที่ผ่านข้อเสนอซองที่ 1 ทั้ง 2 โครงการ คือ AOTGA กับบริษัท แบ็กส์บริการภาคพื้น จํากัด (ถือหุ้น 100% โดยนายสุรวุฒิ เชิดชัย ทายาท “เจ๊เกียว” จินดา เชิดชัย เจ้าของอู่ต่อรถทัวร์เชิดชัย)

ขณะที่ล่าสุดทราบว่าคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้เปิดข้อเสนอซองที่ 2 (เทคนิค) แล้ว แต่ยังมิได้แจ้งมาว่ามีรายใดที่ผ่านข้อเสนอด้านเทคนิคบ้าง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2 สัปดาห์ และหาก AOTGA ผ่านข้อเสนอทางเทคนิคก็จะต้องเข้าไปชี้แจงการดำเนินงานด้านเทคนิคที่นำเสนอดังกล่าวต่อคณะกรรมการคัดเลือกฯ ก่อนที่จะเปิดข้อเสนอ ซองที่ 3 (ข้อเสนอด้านราคา) ซึ่งเป็นซองสุดท้ายต่อไป โดยประเมินว่าน่าจะได้ตัวผู้รับงานในเดือนสิงหาคม 2568

โดยผู้จัดการใหญ่ AOTGA กล่าวเพิ่มเติมว่า หาก AOTGA ได้รับงานทั้ง 2 โครงการดังกล่าว จะต้องเตรียมเงินลงทุนรวม 2 โครงการประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่ง AOTGA มีความพร้อมทั้งกระแสเงินสด และเครดิตที่ดี ซึ่งจะสามารถกู้สถาบันการเงินเพิ่มเติมได้

สำหรับ AOTGA มีบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ถือหุ้น 49% และบริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY ถือหุ้นใน AOTGA ผ่านบริษัท เอสเอแอล กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ SAL อีก 51%

ทั้งนี้โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นฯ ของผู้ประกอบการายที่ 3 จะดำเนินการในรูปแบบ PPP Net Cost (เอกชนแบ่งรายได้-ผลประโยชน์แก่รัฐ) โดยภาครัฐรับผิดชอบในการจัดหาที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการและกำกับดูแลติดตามตรวจสอบคุณภาพการดำเนินงานของเอกชน ส่วนเอกชนมีหน้าที่ในการจัดหาเงินทุน ออกแบบ และก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง จัดหาเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับการให้บริการตามมาตรฐาน บริหารจัดการโครงการตามขอบเขตและเงื่อนไขที่ AOT กำหนด

ส่วนเงินลงทุนตามโครงการจะมาจากเอกชนทั้งหมด 29,390.76 ล้านบาท แยกเป็นค่าลงทุนในสิ่งปลูกสร้าง เครื่อง จักรอุปกรณ์ 1,608.76 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและบำรุงรักษา 27,782.01 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 25 ปี มีขอบเขตการดำเนินงาน ในกลุ่มบริการหลักของผู้ให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น อาทิ บริการอุปกรณ์สนับสนุนอากาศยาน การขนถ่ายเคลื่อนย้ายกระเป๋า สัมภาระ สินค้าและไปรษณีย์ภัณฑ์ ขนถ่ายและเคลื่อนย้ายผู้โดยสารและลูกเรือ และกลุ่มบริการอื่น ๆ

ด้านโครงการให้บริการคาร์โก้ฯ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 จะเป็นการลงทุนแบบ PPP Net Cost เช่นกัน โดยฝ่ายรัฐรับผิดชอบจัดหาที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการและกำกับดูแลการดำเนินการของเอกชน ส่วนเอกชนมีหน้าที่จัดหาเงินทุน ออกแบบและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง จัดหาเครื่องจักรอุปกรณ์ บำรุงรักษา บริหารจัดการโครงการคลังสินค้าตามขอบเขตและเงื่อนไขที่ AOT กำหนด เงินลงทุนตามโครงการมาจากเอกชนทั้งหมด 37,914.56 ล้านบาท แยกเป็น ค่าลงทุนสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์และระบบ รวม 1,318.38 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและบำรุงรักษา 36,596.18 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 25 ปี ขอบเขตการดำเนินงานครอบคลุมทั้งคลังสินค้าขาเข้า คลังสินค้าขาออก คลังสินค้าถ่ายลำ สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าเร่งด่วนและสินค้า อี-คอมเมิร์ซ

นายสิริวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณี AOT เตรียมเปิดประกวดราคาช่วงปลายปีนี้ เพื่อคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการให้สิทธิประกอบกิจการการให้บริการคาร์โก้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 และโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นและการให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 2 ว่า AOTGA มีความสนใจเข้าแข่งรับงานทุกโครงการ

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นยังรอดูผลคัดเลือกผู้ประกอบการรายที่ 3 ก่อนว่า AOTGA จะชนะการคัดเลือกหรือไม่ และหากชนะต้องรอดูเงื่อนไขของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ก่อนว่า AOTGA จะสามารถเข้าแข่งขันการคัดเลือกรายที่ 2 ได้หรือไม่ รวมทั้งความเหมาะสมด้านเงินต่าง ๆ ซึ่งต้องรอดูเงื่อนไขการคัดเลือก (RFP) ที่ชัดเจนก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการให้บริการคาร์โก้ฯ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 มีมูลค่าโครงการ 15,253 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 20 ปี นับจากวันส่งมอบพื้นที่ รูปแบบการลงทุนจะเป็น PPP ประเภท Net Cost โดยเอกชนมีหน้าที่จัดหาเงินทุนเพื่อลงทุนสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์ และระบบ รวมทั้งดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการฯ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 ส่วนภาครัฐมีหน้าที่จัดหาที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการและกำกับดูแลและติดตามตรวจสอบคุณภาพการดำเนินงานโครงการฯ ของผู้ประกอบการรายที่ 2

ทั้งนี้ เอกชนจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรายได้ของโครงการฯ และเป็นผู้รับความเสี่ยงทางด้านรายได้โดยตรง โดยจะต้องจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ภาครัฐเป็นรายปีตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งได้กำหนดให้เอกชนจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนโดยเปรียบเทียบกันระหว่างค่าส่วนแบ่งรายได้ 10% ของรายได้ต่อเดือน และค่าตอบแทนขั้นต่ำในจำนวนที่แน่นอน (เอกชนจะเป็นผู้เสนอในขั้นตอนการคัดเลือกเอกชน) เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ให้เอกชนจ่ายให้ภาครัฐในรายการที่มีมูลค่าสูงกว่า

สำหรับประมาณการรายได้โครงการ ทางเอกชนจะมีรายได้ตลอดอายุโครงการ 20 ปี ประมาณ 42,205.17 ล้านบาท, ประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ พบว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 อยู่ที่ 34,161.76 ล้านบาท คือ ค่าลงทุนสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์ และระบบ 1,120 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษา 33,041.76 ล้านบาท

ส่วนโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นฯ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 มีมูลค่าโครงการกว่า 9,000 ล้านบาท รูปแบบการร่วมลงทุน คือ PPP Net Cost มีระยะเวลาโครงการ 20 ปี นับจากวันส่งมอบพื้นที่ ขอบเขตการให้บริการ แบ่งเป็น 1. กลุ่มบริการหลักของผู้ให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นที่ต้องให้บริการแก่สายการบิน เช่น กลุ่มบริการอุปกรณ์สนับสนุนอากาศยาน กลุ่มบริการขนถ่ายและเคลื่อนย้ายกระเป๋า สัมภาระ สินค้า และไปรษณียภัณฑ์ 2. กลุ่มบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การให้บริการการจัดการทั่วไปด้านภาคพื้น การให้บริการด้านผู้โดยสาร

โดยการแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน ซึ่งเอกชนจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรายได้ของโครงการของผู้ประกอบการรายที่ 2 และเป็นผู้รับความเสี่ยงทางด้านรายได้โดยตรง โดยเอกชนต้องจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ภาครัฐเป็นรายปีตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้ปัจจุบันกิจการการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น (GSE) และกิจการการให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง (PHS) ทาง AOT ได้พิจารณาให้สิทธิการประกอบกิจการแยกกัน ดังนี้ กิจการ GSE ให้สิทธิการประกอบกิจการผู้ประกอบการ 2 ราย ได้แก่ 1. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI โดยสิ้นสุดสัญญาปี 2583 และ 2. บริษัท บริการภาคพื้นกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟล์ทเซอร์วิส จำกัด (มีบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สัดส่วน 98.88%) สิ้นสุดสัญญาปี 2569

ส่วนทางนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA เปิดเผยว่า สนใจเข้าร่วมการแข่งขันรับงานกิจการการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น และกิจการการให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ของผู้ประกอบการรายที่ 2 ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้รับงานรายที่ 2 อยู่แล้ว พร้อมเข้าแข่งประมูลรับงานในครั้งนี้ และมั่นใจว่า BA มีประสบการณ์ มีศักยภาพ มีความคุ้นเคยกับสภาพสนามบิน เพราะเป็นผู้ให้บริการงานดังกล่าวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมา 20 ปี นับแต่สนามบินเปิดบริการแล้ว ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบกว่าคู่แข่ง

สำหรับกิจการ PHS ให้สิทธิการประกอบกิจการกับผู้ประกอบการ 3 ราย ได้แก่ 1. THAI สิ้นสุดสัญญาปี 2583 2. บริษัท บริการภาคพื้นกรุงเทพเวิลด์ไวด์ฯ สิ้นสุดสัญญาปี 2564 และ 3. บริษัท ลุฟท์ฮันซ่า เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด สิ้นสุดสัญญาปี 2564 ซึ่งรายที่ 2-3 นั้น ปัจจุบัน AOT ได้ต่ออายุสัญญาชั่วคราวไปจนกว่าจะได้ผู้ประกอบการจากการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน อย่างไรก็ตาม ในการจัดหาผู้ประกอบการรายที่ 2 รายใหม่ครั้งนี้ จะครอบคลุมการดำเนินกิจการทั้ง GSE และ PHS เพื่อเพิ่มผู้ประกอบการในกิจการ PHS ให้มีความเหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...