ฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือด…จากเนื้อตาย สู่ตาบอด
ภาวะฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือด เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจส่งผลเสียต่อเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะเนื้อเยื่อผิวหนัง เนื้อเยื่อจอตา และระบบประสาทได้ ถึงแม้จะเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้รักความสวยงามควรต้องรู้จักไว้ เพื่อสังเกตอาการของตนเองภายหลังฉีด
ฟิลเลอร์ที่นิยมใช้ในเวชปฏิบัติความงาม ได้แก่สารกลุ่มไฮยา หรือชื่อเต็มคือสารไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic aicd) จะมีลักษณะหนืด หากเข้าไปอยู่ในร่างกายตามร่องต่างๆ จะทำให้ร่องตื้นขึ้น จึงได้นำมาใช้สำหรับการเติมเต็มร่องต่างๆ เช่น ร่องแก้มร่องใต้ตา เป็นต้น รวมถึงการเติมบริเวณที่เนื้อที่พร่อง เช่น ขมับตอบ แก้มตอบ เป็นต้น อย่างไรก็ตามถ้าสาร
ดังกล่าวไปอยู่ในหลอดเลือด ก็จะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงผิวหนัง จึงทำให้เกิดภาวะเนื้อตายและเป็นแผลได้ ทั้งนี้หลอดเลือดในผิวหนังบางตำแหน่งยังมีส่วนต่อไปยังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอตา และระบบสมองของร่างกายด้วย ดังนั้น หากสารฟิลเลอร์ไปอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอตาจนทำให้จอตาขาดเลือดก็อาจทำให้ตาบอดได้ หรืออาจไปอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองขาดเลือดได้เช่นกัน
ในกรณีของฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือดผิวหนัง อาการที่พบ ได้แก่
1. อาการปวด โดยผู้ป่วยจะปวดมากหากมีการแทงเข็มทะลุผนังหลอดเลือดแดง และปวดจากการที่เนื้อเยื่อผิวหนังขาดเลือด
2. ผิวสีซีด มักจะพบภายในไม่กี่วินาทีจนไปถึงหลายนาทีหลังฉีด
3. ผิวสีแดงเป็นตาข่าย พบภายหลังฉีดเป็นนาทีจนไปถึงหลายชั่วโมง
4. ผิวสีน้ำเงินอมเทา ซึ่งเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อขาดเลือดเป็นระยะเวลานาน เริ่มพบได้ภายหลังฉีดระดับชั่วโมง
5. ผิวหนังพอง ตุ่มหนอง เกิดจากการที่ผิวหนังขาดเลือดมากขึ้นมักเกิดภายหลังผิวหนังขาดเลือด 1-5 วัน
6. แผลถลอก แผลเปิด เกิดจากการที่เนื้อผิวหนังชั้นบนตาย เกิดภายหลังผิวหนังขาดเลือดเป็นวันจนถึงสัปดาห์
7. แผลหาย และแผลเป็น
อาการดังกล่าวสามารถพบร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกันได้ และในบางรายอาจมีอาการไม่ครบทุกข้อได้ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับการฉีดฟิลเลอร์ ควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองภายหลังฉีด หากเกิดภาวะดังกล่าว ควรรีบกลับไปพบแพทย์ที่ทำการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อทำการสลายฟิลเลอร์และดูแลแผล เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงในระยะยาว
รศ.นพ.วาสนภ วชิรมน
สาขาวิชาโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย