โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จัดการแผงลอยแบบ‘สิงคโปร์’ ทำอย่างไรทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้

แนวหน้า

เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 17.00 น.

เอ่ยถึง “หาบเร่แผงลอย” หรือผู้ทำการค้าริมทางในพื้นที่สาธารณะ ในประเทศไทยมักมี “วิวาทะ” ระหว่างฝ่ายสนับสนุนที่เห็นว่าอาชีพนี้เป็นแหล่งอาหารราคาประหยัดและสะดวกสำหรับคนในเมือง อีกทั้งยังเป็นช่องทางเลี้ยงชีวิตของคนระดับฐานราก กับฝ่ายคัดค้านที่เห็นว่าหาบเร่แผงลอยเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเมืองที่ไร้ระเบียบ และผู้ประกอบอาชีพนี้คือผู้เอาเปรียบสังคมเพราะไม่จ่ายภาษี ซึ่งหนึ่งในทางออกนอกเหนือจากการกวาดล้างขับไล่ ที่ผ่านมาก็มีการพูดถึง “สิงตโปร์โมเดล” ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำมาใช้ในไทย

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet Thauland) ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการสัมมนา “Hawker Center สิงคโปร์ บทเรียนเพื่อการพัฒนาหาบเร่แผงลอยในประเทศไทย” ชวนวิทยากรจากสิงคโปร์ 2 ท่าน มาให้มุมมองในเรื่องนี้ โดย ไลชีเกียน (Lai Chee Kien) ผู้เขียน Early Hawkers in Singapore และ Hawker Centre Food เล่าถึงประวัติศาสตร์นโยบายหาบเร่แผงลอยในสิงคโปร์ แบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ

1.ช่วงปี 2451 – 2485 ก่อนหน้านั้นในปี 2450 มีการจ้างที่ปรึกษาเข้ามาแก้ปัญหาความแออัดบนท้องถนน เปิดพื้นที่ด้านหลังอาคารตึกแถวให้แผงลอยย้ายเข้าไปอยู่ และท้องถิ่นก็เริ่มเสนอแนวคิดการสร้าง Hawker Center เพื่อย้ายผู้ค้าเข้าไปอยู่ โดยเริ่มต้นมีการสร้าง 6 แห่ง ก่อนจะหยุดไปเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2484 -2488) แต่จากสถานการณ์สงครามก็ทำให้มีคนยึดอาชีพหาบเร่แผงลอยมากขึ้น

2.ช่วงปี 2493 – 2508 ยุคนี้เริ่มเห็นปัญหาของหาบเร่แผงลอย ยุคนี้เริ่มมีการพูดถึงปัญหามลพิษ ขณะที่การสร้าง Hawker Center เริ่มกำหนดให้ต้องมีหลังคา และกำหนดให้ผู้ค้าต้องติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน 3.ช่วงปี 2511 – 2528 เป็นยุคปฏิรูป Hawker Center โดยหลังจากปี 2508 เมื่อสิงคโปร์มีสถานะเป็นประเทศเอกราช มีการประกาศเป้าหมาย “สิงคโปร์สะอาด (Singapore Clean)” การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้งการสำรวจจำนวนผู้ค้า การออกกฎหมายด้านสาธารณสุข

“หลังการสำรวจ ทางออกระยะสั้นคือให้มีการออกใบอนุญาตและพื้นที่จุดผ่อนผันชั่วคราวขึ้นมา ต่อมามีนโยบายช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบากในสังคม เพราะผู้ค้าก็ไม่ได้มีข้อได้เปรียบในชีวิตเท่าไหร่ ค่อนข้างยากจนเลยทีเดียวก็ว่าได้ ฉะนั้นเขาก็ต้องพึ่งพาสิทธิประโยชน์ที่ให้มาจากทางภาครัฐ อยากให้เขาเข้าโรงเรียน มีการศึกษา เพื่อที่จะขจัดข้อเสียเปรียบต่างๆ และระยะยาวจะเป็นการสร้างตลาดและ Hawker Center ผ่านนโยบายเหล่านี้ ก็เริ่มทำการสร้าง Hawker Center แยกออกมาเดี่ยวๆ เป็นอันแรกในปี 2514 ที่ถนน Newton Circus” ไล กล่าว

ในยุคที่ 3 ของการบริหารจัดการ (หรือจัดระเบียบ) หาบเร่แผงลอยในสิงคโปร์ ศูนย์อาหารหรือ Hawker Center เริ่มถูกมองในฐานะ “สถานที่ท่องเที่ยว” มีการออกกฎหมายว่าด้วยการขายอาหาร พร้อมกับให้ความรู้กับผู้ค้าเรื่องการประกอบอาหารที่ถูกสุขอนามัย มีระบบใบอนุญาตซึ่งกำหนดว่าผู้ค้าจะต้องเป็นชาวสิงคโปร์หรือชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้พักอาศัยระยะยาว (Permanent Residence) ให้ความสำคัญกับความสะอาดและสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบพื้นที่ทำการค้า ยุคนี้มีการก่อสร้างศูนย์อาหารเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับผู้ค้าให้ครอบคลุม

หาบเร่แผงลอยในสิงคโปร์ยังดำเนินการคู่กับโครงการที่อยู่อาศัยชองภาครัฐ (Public Housing) กล่าวคือ ในโครงการหนึ่งจะประกอบด้วยส่วนของที่อยู่อาศัย ตลาดและศูนย์อาหาร และ 4.ช่วงปี 2554 เป็นต้นมา ยังคงมีการก่อสร้างศูนย์อาหารเพิ่มขึ้น และบางสถานที่ถูกออกแบบอย่างสวยงาม เช่นที่ Bukit Panjang รวมถึงเกิดรูปแบบการประกอบกิจการอย่างวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือสหกรณ์ขึ้น

ขณะที่ เคเอฟ ซีโตห์ (KF Seetoh) ผู้ก่อตั้ง Makansutra และนักรณรงค์ให้ Hawker Culture ได้รับการขึ้นทะเบียน UNESCO ฉายภาพประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ตั้งแต่ยุคยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ดินแดนแห่งนี้เคยสกปรกมาก ไม่มีเรื่องสุขอนามัยใดๆ และเจ้าอาณานิคมก็ไมได้สนใจจะดูแลให้ดีขึ้นเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์เป็นดินแดนของผู้อพยพ และคนเหล่านี้ก็นำวัฒนธรรมอาหารติดตัวมาด้วย สิงคโปร์จึงมีทั้งอาหารจีน อินเดีย อาหรับ อินโดนีเซีย ฯลฯ และมีร้านอาหารเกิดขึ้นริมทางมากมาย แต่ในความนิยมนั้นก็มีเสียงสะท้อนปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความสะอาดของอาหารและพื้นที่ทำการค้า

อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่รัฐท่านหนึ่งในยุคนั้นได้เตือนว่า “เราไม่สามารถขับไล่หาบเร่แผงลอยออกไปได้ เพราะนี่คืออาชีพที่ผลิตอาหารราคาไม่แพงให้กับผู้คน” จนทำให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจใช้แนวทางจัดระเบียบแทนที่จะเป็นการกวาดล้าง เกิดการสำรวจและขึ้นทะเบียนผู้ค้า เสียภาษีเข้ารัฐ มีข้อกำหนดต่างๆ ในการประกอบอาชีพ ซึ่งรวมถึงการต้องขายเองไม่ใช่ได้ใบอนุญาตแล้วนำไปปล่อยให้ผู้อื่นมารับช่วงต่อเป็นทอดๆ จากนั้นได้นำไปสู่ “การสร้าง Hawker Center ในพื้นที่ทำเลดี” เพื่อรองรับการย้ายออกจากท้องถนนของผู้ค้า

สำหรับกฎระเบียบการใช้ Hawker Center รัฐจะลงทุนสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตั้งแต่อาคาร ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบระบายอากาศ ฯลฯ ในขณะที่ผู้ค้ามีหน้าที่รักษาความสะอาด เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจที่จะมารับประทานอาหารได้ทุกวัน “การมี Hawker Center ที่สร้างโดยภาครัฐ ยังช่วยตรึงราคาค่าเช่าสถานที่ค้าขายในตลาดของเอกชนด้วย” เพราะทำให้เอกชนเจ้าของพื้นที่ไม่กล้าขึ้นค่าเช่ากับผู้ค้าตามอำเภอใจเนื่องจากมีค่าเช่าสถานที่ของรัฐเป็นตัวเปรียบเทียบ

แต่กว่าที่จะมีชื่อเสียงเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ก็เคยมี “ยุคมืด” อยู่เช่นกัน อาทิ Newton Hawker Center ซึ่งเป็นศูนย์อาหารที่สร้างขึ้นในยุค 1980 (ปี 2523 – 2532) และเป็นที่แรกๆ ที่ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือน แต่ก็พบปัญหา “นักท่องเที่ยวถูกเอาเปรียบ” เช่น มีเรื่องเล่าว่าชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งถูกเรียกเก็บค่าอาหารถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ เพราะผู้ค้าไม่แสดงราคาอาหารให้ชัดเจน ทำให้ทางการสิงคโปร์เอาจริง ผู้ค้าที่มีพฤติกรรมแบบนี้จะถูกลงโทษปรับอย่างรุนแรงและถูกเพิกถอนสิทธิการใช้พื้นที่ทำการค้า จนระยะหลังๆ สถานการณ์ก็ดีขึ้น

“แน่นอนว่าเราอาจเรียนรู้จากสิงคโปร์ได้ แต่ผมแนะนำว่าอย่าไปเลียนแบบสิงคโปร์ เพราะเรามีบริบทต่างกัน เราอาจเลียนแบบบางอย่างแล้วพัฒนาให้ดี ให้เหมาะสมกับประเทศไทย” ซีโตห์ ฝากข้อคิด

หมายเหตุ : ขอบคุณภาพประกอบจาก Lai Chee Kien

SCOOP.NAEWNA@HOTMAIL.COM

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...