โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

หุ้นน้องใหม่ IVF บริการรักษา “ผู้มีบุตรยาก” ครบวงจร เตรียมเทรด “mai” 11 ธ.ค.นี้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2567 เวลา 08.12 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF เปิดเผยว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากแบบครอบคลมความต้องการของลูกค้า ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้บริการแต่ละบุคคล และการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธ์ที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ภายใต้ประสบการณ์กว่า 6 ปี โดยแผนการเข้าตลาด IPO ในครั้งนี้ มีจดมุ่งหมายเพื่อสร้างโลกาสเต็มโตทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ลักษณะการประกอบธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.) ธุรกิจให้บริการรักษาผู้มีบุตรยาก ซึ่งบริษัทประกอบธุรกิจให้บริการศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากซึ่งมีผู้รับบริการทั้งคนไทย-ต่างชาติ ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน โดยบริการที่สำคัญประกอบด้วย วิธี อิ๊กซี่ หรือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) คือ วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งวิธีดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์จะเลือกคัดเลือกตัวอสุจิ (Sperm) ที่สมบูรณ์และแข็งแรง 1 ตัว ฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่และปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อน (Blastocyst) ซึ่งนับเป็นรายได้ประมาณ 88.4% ของบริษัท

รวมทั้ง การให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้มีบุตรยาก อาทิ การให้บริการสร้างเสริมสุขภาพแก่คู่สมรสที่รับบริการรักษาผู้มีบุตรยากโดยใช้เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ, การตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน (PG7) และการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ เป็นต้น

2.) ธุรกิจให้บริการเวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพแก่บุคคลทั่วไป (Preventative and Regenerative Medicine) เป็นดูแลด้านสุขภาพโดยรวม (wellness) โดยเป็นการตรวจร่างกายเพื่อประเมินและวิเคราะห์และมีฟื้นฟูความเสื่อมของสุขภาพและปรับสมดุลให้กับร่างกายของมนุษย์แบบเฉพาะบุคคลเพื่อให้กลไกต่าง ๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันบริษัทมีการให้บริการ 2 แบบ ได้แก่ การให้บริการการกรองพลาสมาโดยใช้ตัวกรองพิเศษร่วม (Double filtration plasmapheresis: DFPP) และการให้บริการวิตามินเพื่อบำรุงผิวและเสริมสร้างฮอร์โมน คิดเป็นรายได้ประมาณ 11.2% ของบริษัท

อนึ่งบริษัท มี Concept การให้บริการเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสะดวกสบาย ผ่อนคลาย และรู้สึกถึงความหรูหราในการมารับบริการกับบริษัทเสมือนอยู่ในโรงแรมชั้นนำ โดยกลุ่มเป้าหมายของ IVF คือ กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่มีกำลังซื้อ และสนใจในคุณภาพ รวมทั้งผลลัพธ์ในจาการใช้บริการของบริษัทมากกว่าราคาที่ต้องจ่าย โดยลูกค้าต่างชาติแบ่งเป็น ไทย, จีน, ฮ่องกง, เวียดนาม, อินเดีย, ออสเตรเลีย, ตะวันออกกลาง เป็นต้น ซึ่งสัดส่วนรายได้หลักๆ ของ IVF มาจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติ อยู่ที่ 80% ขณะที่ในปัจจุบันนี้ IVF ยังคงเห็นทิศทางลูกค้าต่างชาติและลูกค้าในประเทศปรับตัวก็สูงขึ้นในทุกๆ ปี

ส่วนกลยุทธ์ในที่ IVF จะนำมาใช้ในการเติบโตของบริษัทในอนาคต คือ การลงทุนหรือร่วมลงทุนขยายสาขาเพื่อเพิ่มจุดให้บริการทั้งในและต่างประเทศ และ การลงทุนหรือร่วมลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือมีนวัตกรรมที่ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัทโดยบริษัทจะพิจารณารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมต่อไป ผนวกกับ การมีทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ พยาบาลเฉพาะทางที่มีความสามารถ และสื่อสารได้หลากหลายภาษา เพื่อทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจในบริการของบริษัท และมีเทคโนโลยี-ห้องแล็บ Lob Embryoscope Lob Genetic เป็นต้น

ทั้งนี้ หากพูดถึงเจาะจงไปในตลาดต่างประเทศ อาทิ ประเทศอิเดีย กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการของ IVF มักเป็นกลุ่มที่มีฐานะทางการเงิน ซึ่งปัจจุบันฐานลูกค้าของ IVF ในประเทศอินเดียอยู่ที่ 50% โดยปัจจัยที่ดึงดูดให้กลุ่มลูกค้าดังกล่าวให้เดินทางเข้ามาใช้บริการของ IVF ในประเทศไทยเนื่องจากหากใช้บริการ ทําเด็กหลอดแก้ว หรือ (IVF) ภายในประเทศจะมีอัตราการรอดพียง 30% ฉะนั้นหมายความว่าหากลูกค้าทำ IVF จำนวน 100 คน จะมีผู้ที่สามารถทำเด็กหลอดแก้วสำเร็จประมาณ 30 ราย เท่านั้น

อีกทั้ง มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่ม คือ ธุรกิจการทำ IVF ในอินเดียมักจะมีข่าวมีการใช้ตัวอ่อนผิดตัว ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเกิดความไม่มั่นใจในบริการ และแม้ธุรกิจการทำ IVF ภายในอิเดียจะมีบริการตรวจโครโมโซม เพื่อบอกว่าตัวอ่อนทารกมีความสมบูรณ์หรือไม่ แต่สิ่งที่จะไม่สามารถบอกได้ คือ เพศของทารกว่าเป็นชายหรือหญิง ซึ่งลูกค้าที่เป็นชาวอินเดียต่างอยากได้ลูกที่เป็นเพศชาย และนี่คือหนึ่งเหตุผลที่กลุ่มลูกค้าเลือกบินมาใช้บริการ IVF ของบริษัทในประเทศไทย ซึ่งสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้

ทั้งนี้ จาการสำรวจพบว่ากลุ่มลูกค้าประเทศอินเดียที่มาใช้บริการ IVF ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 วรรณะ ได้แก่ วรรณะพราหมณ์ ขึ้นไป กลุ่มคุณแพทย์ รวมไปถึงนักการเมือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากแบ่งลูกค้าในพอร์ตของบริษัทเป็น 100% จะแบ่งเป็นลูกค้าได้ ดังนี้ ประเทศอินเดีย ประมาณ 50% ไทย 15% จีน 15% ส่วนที่เหลือจะเป็นกลุ่มลูกค้า ออสเตรเลีย เวียดนาม และประเทศแถบตะวันออกกลาง และในอนาคตนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ดูไบ ซึ่งอยู่ระหว่างการคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเงินที่ใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจ คาดการณ์ว่าจะใช้ประมาณ 150 ล้านบาทต่อสาขา ทั้งนี้การขยายสาขาบริษัทจะไม่ใช้เงินลงทุนของตนเองทั้งหมด แต่จะเป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่จะช่วยส่งเสริมการขยายตลาด

นอกจากนี้ บริษัทมองว่าอุตสาหกรรม IVF ทั่วโลก ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลพบว่าการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ จะมีมูลค่าประมาณ 33.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2570 ซึ่งมีการเติบโตเฉลี่ย 16.4% และการเติบโตเฉพาะในทวีปเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 5.62 พันล้านเหรียญสหรัฐ

“บริษัทมุ่งไปที่ลูกค้าต่างชาติ ภายหลังจากการระบาดของ โควิด-19 บริษัททราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและหลังการเปิดประเทศ บริษัทมีความต้องการที่จะไปเปิดบริการในประเทศต่างๆ อนึ่ง ต้องยอมรับว่า ตลาดในประเทศยังมีการแข่งขันทางด้านราคาค่อนข้างสูง ซึ่งมองว่าตลาดในเอเชียตะวันออกกลางกลุ่มลูกค้านั้นมีกำลังซื้อและกฎหมายที่ใช้ค่อนข้างที่จะผ่อนคลาย และรัฐบาลยังมีการสนับสนุนทางด้านค่าใช้จ่ายในการทำ อิ๊กซี่ หรือ การย้ายตัวอ่อน 3 รอบ หรือการกระตุ้นไข่ 6 รอบ รัฐบาลก็จะมีเงินสนับสนุนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มองว่าประเทศไทยอาจจะยังไม่ถึงขั้นนั้นแต่ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้” นางสาวเกศิณี กล่าว

สำหรับ IVF จะเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 130,000,000 หุ้น ทั้งนี้ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าว จะส่งผลให้บริษัทฯ มีทุนชำระแล้ว 220,000,000 บาท คิดเป็นจำนวน 440,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท จากทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว 155,000,000 บาท

โดยจะเสนอขายหุ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 3 ธันวาคม 67 ซึ่งหุ้นจะเข้าซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันแรก 11 ธันวาคม 2567 โดยมี บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและมี บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ขณะที่ จำนวนเงินรวมสุทธิที่ IVF จะได้รับจากการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมีจำนวนประมาณ 388 ล้านบาท โดย IVF มีวัตถุประสงค์ ในการใช้เงิน ดังนี้ 1. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 84.00 ล้านบาท 2.ใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายสาขา จำนวน 190 ล้านบาท และ 3.ใช้เป็นเงินลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจให้บริการดูแลสุขภาพ (wellness) จำนวน 114 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...