โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา 6 หุ้นพลังงาน-ปิโตรฯ เด่น! รับอานิสงส์รัฐนำเข้า LNG สหรัฐ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 24 เม.ย. 2568 เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีรัฐบาลอยู่ระหว่างรอเจรจาด้านการค้ากับทางสหรัฐ โดยมีหนึ่งในตัวเลือกลดการเกินดุลการค้า คือ ผ่านการสนับสนุนนำเข้าพลังงานจากสหรัฐทั้งการนำเข้าก๊าซธรรมชาติในรูปแบบ LNG (Liquefied Natural Gas) และ Ethane (ก๊าซอีเทนเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ใช้ในกลุ่มปิโตรเคมี) รวมถึงสนับสนุนการเข้าลงทุนใน Alaska energy project โครงการ LNG ในอลาสก้า

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุผ่านบทวิเคราะห์ คาดการณ์ภาครัฐมีโอกาสจะใช้ทางเลือกนำเข้า LNG เพิ่มมากที่สุด เพราะเริ่มดำเนินการได้เร็วที่สุดและผลกระทบต่อภาคธุรกิจน้อยเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นๆ

โดยมองภาครัฐมีแนวโน้มต้องเจรจากับสหรัฐนอกเหนือการนำเข้า LNG เพิ่ม 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นแผนเดิมของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT รวมถึงการนำเข้า Ethane จำนวน 4 แสนตันต่อปีที่เป็นแผนเดิมของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC

สำหรับตัวเลขการนำเข้า LNG จากสหรัฐตามข่าวสัมภาษณ์รัฐบาลเป็นแผนของ PTT ที่ทำสัญญา long-term ไว้แล้ว ซึ่งเริ่มปี 2569-2588 รวมระยะเวลา 20 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยทดแทน ก๊าซอ่าวไทย และ พม่า ที่มีแนวโน้มลดลงระหว่างปี 2572-2573 เป็นต้นไป

พร้อมลดการพึ่งพาในตลาดพลังงาน (spot market) ที่มีความผันผวน ซึ่ง LNG long-term contract อื่นหมดอายุเร็วสุดปี 2577 ส่วนการนำเข้า Ethane จากสหรัฐราว 4 แสนตันต่อปี เป็นแผนของ PTTGC ที่ประกาศไปเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ทำให้ฝ่ายนักวิเคราะห์มองว่าสุดท้ายรัฐต้องมีการเจรจาเพิ่มเติมกับทางสหรัฐ

ทั้งนี้ คาดการณ์การเร่งนำเข้า LNG จากสหรัฐเพิ่มเติมเพื่อทดแทนตลาด spot อาจไม่ได้ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่ถูกจัดสรรและขายโดยกลุ่มหรือคณะทำงานที่ดูแลการจัดการทรัพยากรพลังงาน (pool gas) ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ และไม่ได้เป็น upside ต่อ PTT อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ ประเทศไทย มีการนำเข้า LNG ประมาณ 10-11 ล้านตันต่อปี โดยแบ่งเป็นสัญญาระยะยาวประมาณ 5.2 ล้านตันต่อปี (mta) ส่วนที่เหลือเป็นแบบตลาดจร (spot market) ซึ่งในปี 2568 การนำเข้าแบบตลาดจรมีแนวโน้มลดลงจาก โดยบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เริ่มนำเข้า LNG ตามโควต้าที่ได้รับราว 5 ล้านตันต่อปี (mta)

ฝ่ายนักวิเคราะห์มองภาครัฐมีโอกาสกระตุ้นให้เอกชนมีการนำเข้า LNG จากสหรัฐเพิ่มนอกเหนือจากสัญญาที่ PTT และ GULF ได้ทำไว้แล้ว ซึ่งคาดการณ์จะไม่ได้ทำให้ pool gas ของประเทศต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ

เนื่องจากคาดการณ์ใน 2568- 2570 ปริมาณก๊าซฯอ่าวไทย (ราคาเฉลี่ย 5.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู (Million British Thermal Units) และพม่า (เฉลี่ย 10 ดอลลาร์สหรัฐ/mmbtu) ที่ราคาต่ำกว่า LNG นำเข้าจากสหรัฐปริมาณยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

หากอ้างอิงราคาก๊าซธรรมชาติจาก Henry Hub นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year-to-Date) ที่ประมาณ 3.8 ดอลลาร์สหรัฐ/MMBtu ต้นทุนการนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ จะไม่ต่ำกว่า 11.8 ดอลลาร์สหรัฐ/MMBtu ซึ่งสูงกว่าทั้งแหล่งก๊าซในประเทศและพม่า

ขณะที่ คาดการณ์ว่าการนำเข้า LNG ส่วนเพิ่ม จะเป็นการปรับช่องทางการซื้อจากตลาด spot แทนที่การอ้างอิงราคาจาก JKM LNG โดยราคา spot ของ JKM ในไตรมาส 2 ถึงครึ่งหลังของปี 2568 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 12.1 - 12.7 ดอลลาร์สหรัฐ/MMBtu ที่มีต้นทุนใกล้เคียงกัน

เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า ราคาของ LNG จากสหรัฐฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลง 1-2 ดอลลาร์สหรัฐ/MMBtu จะส่งผลกระทบต่อราคาของ pool gas ประมาณ 1-2 บาท/MMBtu โดยจากแผนของ GULF ที่จะนำเข้า LNG ด้วยตนเองราว 5 MTA ซึ่งจะทำให้ PTT ต้องลดการนำเข้า LNG แบบ spot ลงราว 5 MTA คาดว่าจะเหลือความต้องการนำเข้า LNG อีกไม่ถึง 1-2 MTA ซึ่งจะส่งผลให้ราคาของ pool gas อาจปรับสูงหรือต่ำกว่าเดิมประมาณ 2-4 บาท/MMBtu

ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้กำไรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติของ PTT ปรับขึ้นหรือลงประมาณ 490-780 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.5-1.0% ซึ่งไม่ถือเป็นผลกระทบที่มีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ มองกลุ่ม PTT เริ่มเข้าร่วมศึกษาการลงทุนใน โครงการ Alaska LNG ความไม่แน่นอนยังสูงเร็วเกินไปที่จะคาดหวัง upside โดยฝ่ายนักวิเคราะห์มองโอกาสที่กลุ่ม PTT และ PTTEP อาจต้องเข้าร่วมการลงทุน Alaska LNG จะยังถูกคาดหวังน้อย

ขณะที่ การนำเข้า Ethane จากสหรัฐเพิ่ม ยังมีข้อจำกัดที่ต้องใช้เวลา คือ เรือขนส่งที่ต้องรอเวลาสร้างราว 2-3 ปี อ้างอิงแผนของ SCC (นำเข้าเพื่อใช้ในโครงการ LSP) และ PTTGC (ใช้ทดแทนก๊าซอ่าวฯที่ปริมาณลดลงในระยะยาว) ที่ทำสัญญาซื้อ Ethane จากสหรัฐแล้วระยะเวลา 15 ปี ปริมาณ 1 mta (ล้านตัน/ปี) และ 0.4 mta ตามลาดับ ซึ่งมีกำหนดเริ่มเอาเข้าได้ปลายปี 2570 และ 2572 ตามลำดับ ซึ่งฝ่ายนักวิเคราะห์มองการขยายการนำเข้าระยะถัดไปอาจต้องรอการนำเข้า phase แรกผ่านไปก่อน

แม้ว่าจะมีโอกาสน้อยที่จะเลือกใช้น้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพิ่ม แต่หากเกิดขึ้นจะถือเป็นผลลบต่อกลุ่มโรงกลั่นและสถานีบริการน้ำมันในปี 2567 ซึ่งคาดว่าไทยจะใช้น้ำมันดิบเข้ากลั่นประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) โดยน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ จะคิดเป็นราว 9% หรือประมาณ 0.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) หรือ 2% ของน้ำมันดิบที่ส่งออกจากสหรัฐฯ ในช่วงปี 2559-2567 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ประมาณ 0.002-0.11 ล้านบาร์เรลต่อวัน

โดยผู้ใช้น้ำมันดิบจากสหรัฐฯ หลัก ได้แก่ PTTGC (20-25% ของการนำเข้าน้ำมันดิบ), IRPC (17-20%) และ BSRC (20-25%) ซึ่งในปัจจุบันแต่ละบริษัทมีอัตราการใช้งาน (u-rate) ที่ 104%, 92% และ 89% ตามลำดับ ซึ่งถือว่าอยู่ในจุดที่เหมาะสมแล้ว

ฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์หากต้องใช้เพิ่มปรับมาใช้น้ำมันดิบจากสหรัฐ ซึ่งไม่ใช่จุดเหมาะสมของการผลิตนอกจากอาจมีประเด็นด้าน Governance ยังส่งผลกระทบต่อ production yield และกดดันอัตรากำไรอาจกระทบให้โรงกลั่นต้องปรับลดการผลิต (optimize) และผู้ซื้อต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากในภูมิภาคแทน ซึ่งต้นทุนสูงกว่าการซื้อในประเทศสุดท้ายกดดันค่าการตลาดน้ำมันฉุดกำไรกลุ่มสถานีบริการฯ

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มโรงกลั่น พบว่า ความอ่อนไหว (sensitivity) ต่อการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ มีนัยสำคัญในระดับหนึ่ง โดยทุกๆ การนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 0.01 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) ที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะมีมูลค่าประมาณ 219 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.5% ของยอดเกินดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ทั้งนี้ รายละเอียดเชิงลึกสามารถดูได้จาก

สำหรับด้านกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายนักวิเคราะห์ยังคงแนะนำเชิงบวก (Bullish) ต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี โดยมีมุมมองว่าหุ้น SPRC เป็นตัวเลือกเด่น (Top Pick) ในกลุ่ม โดยให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานที่ 8 บาทต่อหุ้น ขณะที่ในระยะสั้น กลุ่มสถานีบริการน้ำมันอย่าง OR และ PTG ถูกมองว่าน่าสนใจสำหรับการเก็งกำไร จากปัจจัยหนุน คือ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงเร็ว ซึ่งอาจทำให้กองทุนน้ำมันกลับมาอยู่ในสถานะบวกได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้แรงกดดันต่อค่าการตลาดน้ำมันลดลง และช่วยหนุนแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มฯ ได้ในระยะใกล้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...