โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ฮุน มาเนต” ส่งสัญญาณถึงไทย เตรียมนำข้อพิพาท “ชายแดน” ขึ้นศาลโลก หวั่นความขัดแย้งปะทุซ้ำ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 02 มิ.ย. 2568 เวลา 14.18 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2568 เวลา 08.33 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

สำนักข่าว Channel News Asia (CNA) รายงานวันที่ 2 มิถุนายน 2568 ว่า พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาและวุฒิสภากัมพูชา ระบุว่า กัมพูชาจะยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีข้อพิพาทชายแดนกับไทย โดยให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางทหารในอนาคต

“กัมพูชาหวังว่า ฝ่ายไทยจะเห็นด้วยในการนำประเด็นเหล่านี้เข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าด้วยอาวุธอีกครั้ง เนื่องจากความไม่แน่นอนของชายแดน” พล.อ.ฮุน มาเนต กล่าว

นายกฯ กัมพูชา กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ไทยจะไม่เห็นด้วย กัมพูชาก็ยังจะเดินหน้ายื่นคำร้องต่อ ICJ โดยชี้ว่า ความตึงเครียดในพื้นที่เกิดจากกลุ่มหัวรุนแรงขนาดเล็กในทั้งสองประเทศ ที่อาจปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งซ้ำอีก

สำหรับเหตุการณ์ปะทะล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต เขตชายแดนรอยต่อระหว่างไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว ซึ่งมีรายงานว่าทหารกัมพูชาหนึ่งนายเสียชีวิต

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว Nation Group วันนี้ (2 มิ.ย.68) ว่า การยื่นเรื่องเข้าสู่ศาลโลกเป็นประเด็นคนละส่วนกับสถานการณ์ในพื้นที่ปัจจุบัน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการจัดการในระดับทวิภาคี

“สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการตอนนี้ คือการอยู่ร่วมกันอย่างระมัดระวังในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนที่ยังไม่มีข้อยุติว่าเป็นของฝ่ายใด” พล.ต.วินธัย กล่าว

โฆษก ทบ. ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเบื้องต้นให้ถอยกำลังออกจากจุดปะทะ และใช้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Committee: JBC) ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการตามสนธิสัญญาและ MOU ที่มีอยู่

ทั้งนี้ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกของไทย ได้หารือกับผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา และมีความเห็นร่วมกันใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. ถอยกำลังออกจากพื้นที่จุดปะทะ 2. ใช้กลไก JBC แก้ปัญหา และ 3. ปฏิบัติตาม MOU อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

พล.ต.วินธัย ยังกล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา โพสต์ภาพถ่ายพื้นที่ชายแดน โดยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้ศาลาตรีมุข ไม่ใช่จุดเกิดเหตุปะทะ และจากหลักฐานภาพถ่ายพบว่า เพิ่งมีการขุดคูเลต ไม่ใช่พื้นที่ที่มีการตั้งถิ่นฐานมานานหลายสิบปีตามที่กล่าวอ้าง

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงหลังประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ฝ่ายไทยว่า ไทย-กัมพูชา จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาชายแดนผ่าน 3 กลไกความร่วมมือ ได้แก่ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC), คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) โดยตั้งเป้าหมายให้มีการประชุม JBC โดยเร็วที่สุด

นายมาริษ ระบุว่า แม้เกิดเหตุปะทะที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 พฤษภาคม ซึ่งทำให้ไทยรู้สึกไม่สบายใจ แต่ทั้งสองฝ่าย ยังยืนยันจุดยืนใช้แนวทางสันติ หลีกเลี่ยงการปะทะ และร่วมมือผ่านช่องทางทางการทูต โดยได้มีการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาแล้ว 2 ครั้ง รวมถึงพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ระหว่างการเดินทางไปประชุมที่ญี่ปุ่น

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การดำเนินการของไทยเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม พร้อมเผยว่า JBC เป็นกลไกทางเทคนิคและกฎหมายที่ช่วยวางแนวเขตแดนในระยะกลางถึงยาว และขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการตกลงวันประชุม ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือไม่เกินสิ้นเดือนมิถุนายน โดยฝ่ายกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพ

สำหรับกรณีที่อดีตนายกฯ ฮุน เซน โพสต์ระบุว่า พื้นที่พิพาทเป็นของกัมพูชา ทางกระทรวงการต่างประทเศ ย้ำว่า โพสต์ไม่มีผลทางกฎหมาย และขอให้สื่อมวลชนระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าไทยพร้อมเจรจาอย่างสันติ และจุดยืนของฝ่ายการทูตและกองทัพมีความสอดคล้องกัน

ทั้งนี้ ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา 6 แห่ง และจุดผ่อนปรนอีก 10 แห่ง ยังคงเปิดทำการตามปกติ ไม่มีการปิดด่านหรือจำกัดการเดินทางในระยะนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...