“ห้องน้ำไม่แบ่งเพศ” เป็นไปได้ไหมในสังคมไทย ชวนคุยกับ “Sukha Thesis (สุขาธีสิส)” พื้นที่ของคนสื่อสารเรื่องส้วมสำหรับชาว LGBTQIA+
จากการวิจัยพบว่า ทุก 3 ชั่วโมงเราควรเข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง ห้องน้ำจึงจัดเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่กลับมีคนบางกลุ่มต้องเจ็บปวดกับการเลือกเข้าห้องน้ำว่าจะเข้าป้าย “ผู้หญิง” หรือ “ผู้ชาย” เพียงแค่เพราะพวกเขาเป็นกลุ่ม LGBTQIA+ โดยเฉพาะคนกลุ่มทรานส์เจนเดอร์ (Transgender)
แม้ว่า #สมรสเท่าเทียม จะผ่านกฎหมายมาให้คนกลุ่ม LGBTQIA+ ชื่นใจกันไปสด ๆ ร้อน ๆ แต่การเคลื่อนไหวในประเด็นอื่นก็ยังดำเนินต่อไป อดีตเพื่อนนิสิตทั้ง 4 จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประกอบไปด้วย แพรว – กัลยรัตน์ เสาวนียากร, มิน – ชามิน ช่วยรอด, ต้นไม้ – ชิติพัทธ์ ชัชวาลย์ และอิงค์ – ปานชีวา ศุภวัตรวรคุณ จึงเลือกหยิบประเด็นใกล้ตัวอย่าง “ห้องน้ำ” มาสื่อสารขับเคลื่อนสังคมผ่านวิทยานิพนธ์ในรูปแบบการสื่อสารแบบต่าง ๆ ภายใต้ชื่อ Sukha Thesis (สุขาธีสิส)
แคมเปญสื่อสารเรื่องห้องน้ำสำหรับกลุ่ม LGBTQIA+
แม้จะผ่านไป 3 ปีแล้ว สุขาธีสิส ก็ยังคงใช้พื้นที่สื่อโซเชียลมีเดียของตนเคลื่อนไหวประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับ LGBTQIA+ อยู่ จุดเริ่มต้นของพวกเขามีเพียงความสนใจเรื่องกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเป็นร่มใหญ่ “ความเป็นชายขอบของ LGBTQIA+ หรือของคนที่เป็นกลุ่มหลากหลายทางเพศซ่อนอยู่ในทุกมิติเลย เราก็เลยเลือกประเด็นใกล้ตัว ที่คนรู้สึกว่ามันอยู่ใต้จมูกเรา และไม่เคยมีใครเอาเรื่องนี้มาพูด ซึ่งก็คือห้องน้ำ” และพวกเขาเลือกสื่อสารในสื่อหลากหลายรูปแบบทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ภาพถ่าย วิดีโอ สัมภาษณ์ หรือแม้แต่แอนิเมชัน
การพูดคุยกับทีมสุขาธีสิสครั้งนี้ มีมินและแพรวเป็นตัวแทน ซึ่งพวกเขาอธิบายว่า “การยอมรับในความหลากหลายทางเพศแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการยอมรับทางสังคม กับอีกส่วนหนึ่งคือการยอมรับทางกฎหมาย” ปากเราอาจบอกว่า สังคมไทยก็ยอมรับแล้ว แต่หากพิจารณาจริง ๆ การยอมรับนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเหมารวม (Stereotype) ทั้งสองยกตัวอย่าง “คุณต้องตลก ต้องเก่ง เป็นกะเทยเรียบร้อยไม่ได้นะ มันดูแอ๊บ การยอมรับทางสังคมอาจจะมี แต่การยอมรับทางกฎหมายมันยังไม่มี มันเลยยังต้องขับเคลื่อน”
ห้องน้ำที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงห้องน้ำสาธารณะเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงในที่ทำงาน และโรงเรียนด้วย “ถ้าในออฟฟิศคนพูดเหมือนกันหมดว่า เรายอมรับเพื่อนกะเทย โอเค แต่นโยบายที่ไม่ให้กะเทยเข้าห้องน้ำหญิง นั่นคือไม่มีการยอมรับในเชิงนโยบาย หรืออาจจะไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่เป็นเชิงดีไซน์ก็ได้” การออกแบบจึงมีส่วนเช่นกันที่ควรคำนึงถึงการใช้งานที่เหมาะสมกับคนทุกเพศ “ผู้หญิงบางคนไม่อยากใช้ห้องน้ำร่วมกับกะเทย เพราะรู้สึกเขาก็ยังมีอวัยวะเพศชาย บางคนก็ยังไม่ได้แปลงเพศ ซึ่งความเป็นจริง กะเทยเขาก็ไม่ได้ยืนฉี่”
หรือถ้าเขาจะยืนปัสสาวะก็ต้องมีการออกแบบด้านสุขอนามัย (Hygienic) เช่นกัน สิ่งนี้ต้องไม่เป็นประเด็นในการแยกห้องน้ำ “หรือเรื่องโลโก้ที่แบ่งเพศอย่างชัดเจนว่าเป็นหญิงหรือชาย เป็นการแปะป้าย (Label) ที่ทำให้มีการผลักให้คนกลุ่มนี้เป็นคนชายขอบโดยไม่รู้ตัว”
387 คือยอดแชร์ของโพสต์แคมเปญภาพถ่ายในประเด็น “การเหมารวม” กับเพจขนาดเล็กที่เน้นสื่อสารเฉพาะเรื่องในระยะเวลาสั้น ๆ นับว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการสื่อสารมาก มีคนนำไปพูดต่อมากมาย และมีสื่อนำเนื้อหาไปเผยแพร่ต่อ
ทั้งมินและแพรวตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าภูมิใจกับงานชิ้นนี้ที่สุด “แมสเลยตอนนั้น มีคนมาขอสัมภาษณ์ด้วยนะ คือ อย่างที่บอกว่าอุปสรรคในการจะคุยเรื่องห้องน้ำ ขั้นแรกมันคือความเข้าอกเข้าใจ บริบทของความหลากหลายทางเพศมันถูกครอบด้วยภาพจำบางอย่าง เช่น มองว่าเพศที่สามเปลี่ยนคู่นอนบ่อย เป็นพวกหัวรุนแรง ขี้โวยวาย ซึ่งมันฝังอยู่ในหัวของคนไทย และเป็นกำแพงในการเข้าห้องน้ำ บางคนกลัวเวลากะเทยมาเข้าห้องน้ำ กลัวว่าเขาจะเสียงดัง จะไม่รักษาความสะอาด ทอมหัวรุนแรง จะฆ่าคนในห้องน้ำไหม มันดูตลก แต่มันยังมีอยู่จริง ๆ ” และสื่อชิ้นนี้ก็คงปรับความเข้าใจใหม่ไม่มากก็น้อยให้กับสังคม
ไม่ต้องดูเพศ แต่เน้นฟังก์ชัน (?)
จากการลงพื้นที่สำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างและผู้เชี่ยวชาญ ทีมงานสุขาธีสิสตกผลึกแนวทางความเป็นไปได้ของห้องน้ำได้ถึง 4 รูปแบบด้วยกัน เริ่มจาก 1. ห้องน้ำตามเพศสภาพ หรือการอนุญาตให้เข้าห้องน้ำตามเพศที่ปรากฏภายนอก ไม่ต้องคำนึงถึงเพศกำเนิดว่าจะเป็นหญิงหรือชาย 2. ห้องน้ำห้องที่สาม คือการสร้างห้องน้ำเพิ่มมาอีก 1 ห้อง แนวคิดคล้ายกับห้องน้ำผู้พิการหรือคนสูงวัย สำหรับรองรับกลุ่มคน LGBTQIA+ โดยเฉพาะ ซึ่งรูปแบบนี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่มาก บ้างก็เห็นว่ายิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกมากขึ้น “มันมีความเห็นว่า ในระหว่างกระบวนการปรับเปลี่ยนความหลากหลายของคนในสังคม ห้องน้ำห้องที่สามเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงที่ดี ไม่หักดิบเกินไป เหมือนค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้อย่างน้อยมันมีพื้นที่ปลอดภัย ให้คนที่รู้สึกไม่กล้าจะเข้าห้องน้ำทั้งหญิงหรือชาย ทำให้เห็นว่าพื้นที่นั้นให้ความสำคัญกับกลุ่มเขา” ทีมเสริม
แม้ข้อเสนอข้อที่ 3. จะดูเป็นไปได้ยากในเชิงงบประมาณและพื้นที่ คือ ห้องน้ำแบบเฉพาะเจาะจง จำนวนตามสเปกตรัมของเพศที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ไม่รู้จบ แต่บางพื้นที่อาจเหมาะสม “อาจจะมีสัก 5 ห้องก็ได้ แต่ก็ต้องสำรวจว่าประชากรในพื้นที่นั้น ๆ เป็นอย่างไร มันเป็นแค่ไอเดียหนึ่ง” สุดท้ายคือ 4. ห้องน้ำไร้เพศ ไม่ต้องมีห้องน้ำชาย หรือห้องน้ำหญิง มีเพียงห้องเดียว คือห้องที่ทุกเพศสามารถเข้าได้ (All Gender Toilet) ซึ่งต้องถูกออกแบบบนพื้นฐานของ Queer Universal Design ที่มีมาตรฐานในการออกแบบอย่างชัดเจน
“สำหรับพวกเราถ้าเป็นไปได้มากที่สุดคือการอนุญาตให้เข้าห้องน้ำตามเพศสภาพได้ จริง ๆ ในเชิงปฏิบัติ คนก็ทำกันอยู่ แต่มันยังมีความขัดแย้ง (Conflict) บางอย่างอยู่ ฉะนั้นมันน่าจะต้องมีนโยบายเข้ามาสนับสนุนว่า คนต้องไม่เลือกปฏิบัติ ถ้ามีข้อกังวลเรื่องความสะอาด หรือความปลอดภัย เช่น กลัวผู้ชายแต่งหญิงแอบเข้าห้องน้ำ ก็ต้องมีการออกแบบเรื่องความปลอดภัยให้มันรัดกุม อันนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ เพียงแต่ว่าเราต้องมีการออกแบบเพื่อไปกลบข้อกังวลต่าง ๆ” ตัวแทนทีมอย่างมินสรุปว่า “แต่ความคิดของทีมความเป็นไปได้อย่างดีที่สุด (Best Scenario) คือห้องน้ำไร้เพศ หรือ All Gender Toilet ซึ่งมันมีความครอบคลุม (Inclusive) ทั้งในเรื่องเพศ หรือฟังก์ชันของคนพิการด้วย เป็นห้องน้ำที่พร้อมใช้งานสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีเพศไหน หรือเงื่อนไขใดก็ตาม”
ส่องกรณีศึกษา “ห้องน้ำสำหรับทุกเพศ” ทั่วโลก
หลายประเทศเริ่มมีการเปิดให้บริการห้องน้ำสำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ แล้ว โดยมีชื่อเรียกและแตกต่างกันไป แต่คงคอนเซ็ปต์ของห้องน้ำไม่แบ่งเพศที่ใคร ๆ ก็ใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็น Unisex Toilet ของจีน เนปาล และแคนาดา หรือ All Gender Restroom ในไต้หวันที่ส่วนมากบังคับใช้ในรั้วโรงเรียน แม้แต่ประเทศที่ดูจะเป็นไปได้ยากอย่างอินเดีย ก็ยังสามารถผ่านกฎหมายบังคับใช้ให้มีห้องน้ำรองรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศด้วย สำหรับอีกหนึ่งประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาได้ปรับใช้กฎหมายจากเดิมให้กลุ่มคนข้ามเพศ หรือทรานส์เจนเดอร์เข้าห้องน้ำตามเพศกำเนิด แต่ต้านทานเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไหว จนต้องเปลี่ยนมาเป็นให้เข้าตามเพศสภาพได้ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา
ส่วนบ้านเรา มีต้นแบบห้องน้ำสำหรับกลุ่มหลากหลายทางเพศอยู่ที่โรงเรียนกำแพง จังหวัดศรีสะเกษ เรียกว่า ห้องน้ำบัณเฑาะก์ ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักเรียนกะเทย เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากการถูกกลั่นแกล้งโดยเพื่อนนักเรียน
ปัจจุบันในภาครัฐยังมีการพูดถึงนโยบายหรือกฎหมายค่อนข้างน้อยอยู่ แต่ในภาคเอกชนยังมีความคืบหน้าบ้าง เช่น แสนสิริ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของไทย ได้จัดให้มีห้องน้ำสำหรับทุกเพศในสิริแคมปัส สำนักงานใหญ่ของบริษัทในเดือนไพรด์เมื่อปี 2020 ในสถาบันการศึกษาอย่างธรรมศาสตร์หรือมหิดลก็มีห้องน้ำไร้เพศเช่นกัน
อัตลักษณ์ทางเพศสภาพ คือกระดุมเม็ดแรกของ “ห้องน้ำไม่แยกเพศ”
ห้องน้ำสำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงได้ในทันที เพราะยังมีเรื่องอื่นที่คนในสังคมให้ความสำคัญมากกว่า เช่น อัตลักษณ์ทางเพศสภาพ จากการไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ทีมสุขาธีสิสได้ข้อสรุปว่า “กระดุมเม็ดแรกคือกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ เพราะบ้านเรายึดหลักเพศแบบสองขั้ว หรือไบนารี (binary) คือทุกอย่างเป็นชาย กับหญิง เช่น คำนำหน้านามตามเพศสภาพ “ถึงเป็นที่มาว่าทำไมคนเรียกร้องเรื่องคำนำหน้านาม นั่นเป็นเรื่องที่เขาซัฟเฟอร์และอยากได้ในชีวิตจริง เขาอยากได้รับการยอมรับว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคนหนึ่ง”
นอกจากเรื่องความปลอดภัยและความสะอาดของห้องน้ำที่เป็นอุปสรรคในการทำให้เกิดขึ้นจริงแล้ว ยังมีกำแพงที่หนาซ้อนอยู่อีกชั้น คือ ความเข้าใจ เพราะหากไม่เข้าใจแล้วการยอมรับก็จะไม่เกิดขึ้น “เวลาเราพูดว่าเคลื่อนไหวเรื่องนี้ เราพยายามทำงานแบบขนานกันไประหว่างการยอมรับในสังคม และการยอมรับทางกฎหมาย” ด้านสังคมคือพยายามทำให้คนเข้าใจว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงจำเป็น ทำไมกลุ่มเพศที่มีความหลากหลายต้องได้รับสิทธิ์นี้ โดยที่ไม่ให้คนเข้าใจว่ามันไม่ใช่สิทธิพิเศษ (Privilege) แต่มันคือความเท่าเทียม (Equality) แต่ด้านกฎหมายเองต้องขับเคลื่อนในการออกนโยบายต่าง ๆ ออกมา เพื่อให้นโยบายทางสังคมมันเกิดขึ้นง่ายด้วย
ดังตัวอย่างเรื่องสมรสเท่าเทียม ที่ประชาสังคมขับเคลื่อนให้เกิดกฎหมายนี้ได้ดี ในช่วงสองสามปีก่อนที่จะเกิดสมรสเท่าเทียมที่เกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ ประชาชนออกมาพูดเรื่องสมรสเท่าเทียม หรือความเท่าเทียมทางเพศ จนกลายเป็นกระแสหลัก (Mainstream) สุดท้ายสาธารณะก็ผลักดันให้เกิดกฎหมายขึ้น ในขณะเดียวกัน ถ้ากฎหมายออกมาว่า ห้ามเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ต้องมีข้อกำหนดหรือนโยบายออกมา กฎหมายก็จะส่งผลให้เกิดความคิดเห็นทางสังคมได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น 2 สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องคู่ขนาน
“เชื่อไหมว่าตอนไปสัมภาษณ์ NGOs และนักเคลื่อนไหวช่วงนั้น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันยากนะ แล้วรู้สึกว่าแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจริง ๆ แค่ไม่กี่ปีที่แล้วเอง ตอนนั้นมีข้อถกเถียงกันระหว่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต กับสมรสเท่าเทียม แล้วคิดดูสิ สิ่งที่เราว่าเป็นไปได้ยากเมื่อ 3-4 ปีก่อน มันเกิดขึ้นจริงแล้ว
“เรารู้สึกว่าด้วยพลวัตของสังคมที่มันเร็วมาก เรื่องห้องน้ำอาจเป็นเรื่องต่อไปก็ได้ อาจจะภายใน 3-4 เดือน หรือแม้แต่อาทิตย์หน้า หรือตอนที่บทความนี้กำลังจะลง เขาอาจจะเปลี่ยนคำนำหน้านามกันได้แล้วก็ได้ (ยิ้ม) เพราะเราก็เชื่อว่า คนไทยก็ไม่ได้หัวรั้นหรืออนุรักษ์นิยมจนเกินกว่าการไม่เปิดรับความหลากหลายทางเพศ” พวกเขาว่าและเชื่อมั่นในสิ่งที่พยายามขับเคลื่อนมา แม้จะในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม
ภาพ : Sukha Thesis
เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร