โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

7 เกร็ดน่ารู้ของ “หม้อไฟปลาอังโค” เมนูเลิศรสที่หาทานได้เฉพาะในฤดูหนาวจังหวัดอิบารากิเท่านั้น!

conomi

อัพเดต 23 ก.ย 2567 เวลา 17.11 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2567 เวลา 12.00 น. • conomi.co

ปลาอังโค (あんこう) หรือ ปลาแองเกลอร์ เป็นปลาหน้าตาประหลาด ลำตัวแบน หัวโต มีฟันแหลมคม อาศัยอยู่ใต้ทะเลลึก ถ้าเห็นแล้วอาจคิดว่าไม่น่าเอามาทำอะไรทานได้ แต่เจ้าปลาอังโคถือเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศของสุดยอดอาหารช่วงฤดูหนาวในจังหวัดอิบารากิเลย เพราะ “หม้อไฟปลาอังโค (Anko-Nabe, あんこう鍋)” จัดเป็นอาหารที่เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนยืนหนึ่งของอาหารประจำจังหวัดอิบารากิในช่วงฤดูหนาว ถึงขั้นมีคำกล่าวสำหรับของดีญี่ปุ่นในช่วงฤดูหนาวที่ว่า “ทิศตะวันออกต้องปลาอังโค ทิศตะวันตกต้องปลาปักเป้า”

ปลาอังโค

หน้าตาของหม้อไฟปลาอังโคอาจจะดูเหมือนเมนูหม้อไฟทั่วไป แต่ใครจะรู้ว่าอาหารจานเด็ดเมนูนี้มีประโยชน์หลายอย่าง สาว ๆ ญี่ปุ่นยังชอบทานกันมาก เพราะปลาอังโคเป็นปลาที่มีรสชาติบางเบาไม่หนักท้อง มีไขมันและแคลอรี่ต่ำ แถมยังอุดมไปด้วยคอลลาเจน

บทความนี้เราจะมาพูดถึง7 เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่าง ๆ ของหม้อไฟปลาอังโค ไปจังหวัดอิบารากิช่วงฤดูหนาวอย่าลืมไปชิมเมนูนี้กันล่ะ ไม่อย่างนั้นจะเหมือนมาไม่ถึงอิบารากินะ

1. “หม้อไฟปลาอังโค” คืออะไร?

หม้อไฟปลาอังโค

หม้อไฟปลาอังโค หรือ อังโคนาเบะ เป็นจานอาหารที่ใช้ปลาอังโค (หรือปลาแองเกลอร์) เป็นวัตถุดิบหลัก โดยจะใช้ส่วนประกอบ 7 อย่างของปลาอังโค ผัก และซุปวาริชิตะ ใส่รวมกันลงในหม้อไฟ ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงเพียง 2 อย่างคือมิโสะและซีอิ๊ว หม้อไฟปลาอังโคจึงมีรสชาติอ่อนไม่จัดจ้าน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสูตรของคนทำแต่ละคนด้วย หม้อไฟปลาอังโคในแต่ละร้านอาหารจึงอาจมีรสชาติที่แตกต่างกัน

สำหรับคนที่ไม่เคยลองเมนูนี้มาก่อน ลองทานเป็นเมนูหม้อไฟปลาอังโคแบบธรรมดาไปก่อนได้ หรือถ้าอยากลองแบบที่มีรสชาติเข้มข้นกว่าหม้อไฟปลาอังโคปกติ ให้ลองทานเป็น “ซุปโดบุจิรุ (どぶ汁)” ดู จะเป็นซุปที่เคี่ยวกับตับปลาอังโคที่ละลายในนั้น ให้รสชาติเข้มข้นไปอีกแบบ

2. “ซุปโดบุจิรุ” อีกหนึ่งรสชาติสุดเข้มข้น

ซุปโดบุจิรุ

ว่ากันว่าซุปโดบุจิรุมีที่มาจากชาวประมงบนเรือที่ต้องใช้น้ำอย่างประหยัดในการปรุงอาหาร ใช้วัตถุดิบเพียงปลาอังโคสับ ปรุงด้วยน้ำจากผักที่ใส่ลงไป เพิ่มเติมรสชาติด้วยตับและมิโสะเท่านั้น ได้ออกมาเป็นซุปรสชาติกลมกล่อม แต่คนที่ไม่เคยทานมาก่อนอาจจะไม่คุ้นกับกลิ่นและรสชาติที่เข้มข้น

3. “ส่วนประกอบทั้ง 7 ของปลาอังโค” มีอะไรบ้าง

この投稿をInstagramで見る

廻船問屋マルワ(@kaisendonyamaruwa)がシェアした投稿

ส่วนประกอบของปลาอังโคที่นำมาปรุงอาหารจะเรียกว่า “ส่วนประกอบทั้ง 7” ได้แก่ เนื้อปลา ตับ รังไข่ เหงือก ครีบ กระเพาะ และหนัง ซึ่งให้รสชาติและรสสัมผัสที่ต่างกันไปในแต่ละส่วน ทุกส่วนของปลาอังโคสามารถรับประทานได้ เรียกว่าเขี่ยก้างทิ้งไปแค่อย่างเดียวก็พอ

4. การ “แล่ปลาอังโค” ที่ไม่เหมือนใคร!

この投稿をInstagramで見る

Nao(@naoki_sano)がシェアした投稿

ปลาอังโคส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ทำอาหารมีน้ำหนักมากกว่า 10 กิโลกรัมขึ้นไป แถมยังมีผิวลื่น หั่นบนเขียงได้ยาก เวลาจะนำปลาอังโคมาทำอาหารจึงต้องใช้วิธีนำปลาไปเกี่ยวบนตะขอขนาดใหญ่ตรงบริเวณปาก เลาะเหงือกและครีบปลาออก กรีดรอบปาก ลอกหนังปลาออก หลังจากนั้นจึงนำอวัยวะภายในตัวปลาออกและแล่เนื้อออกไป การแล่ปลาอังโคจึงจัดเป็นประเพณีฤดูหนาวอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดอิบารากิด้วยเช่นกัน

5. รู้ไหมว่าปลาอังโค “ดีต่อสุขภาพและความงาม”

ปลาอังโค

ถึงหน้าตาปลาอังโคอาจจะดูประหลาดไปสักหน่อย แต่จัดว่าเป็นปลาที่มีรสชาติดี เบาสบายไม่หนักท้อง แถมยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ตับปลาอังโคยังมีวิตามิน A และวิตามิน B2 ที่ช่วยป้องกันโรคผิวหนัง โรคหวัด โรคโลหิตจาง และโรคความดันโลหิตสูง เรียกได้ว่าประโยชน์เพียบ นอกจากหม้อไฟปลาอังโคจะเป็นมื้อที่ช่วยให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวแล้ว ยังดีต่อสุขภาพและผิวพรรณอีกด้วย

6. เรื่องน่ารู้ของปลาอังโค

ปลาอังโค

ปลาอังโคเป็นปลาทะเลน้ำลึกชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ตามก้นทะเล ว่ายน้ำค่อนข้างช้า เวลาว่ายน้ำจะยืดอวัยวะที่ยาวคล้ายงวงช้างออกมาจากทางหัว ปลาตัวไหนที่ว่ายเข้าใกล้ปลาอังโคก็จะถูกปลาอังโคกลืนเข้าไปทั้งหมด ที่บริเวณหลังปากของปลาอังโคมีส่วนที่ยื่นออกมาคล้ายฟัน แต่ไม่ใช่ฟัน เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นใบมีดหมุนเพื่อป้องกันไม่ให้เหยื่อที่เข้าไปในปากหลบหนีได้

ปลาอังโคที่นำมาทำอาหารจะเป็นปลาอังโคตัวเมียเท่านั้น เพราะขนาดตัวจะค่อนข้างใหญ่กว่าปลาอังโคตัวผู้

7. เมนูเด็ดจากปลาอังโค ไม่ได้มีดีแค่หม้อไฟ!

ฤดูของปลาอังโคคือฤดูหนาว ช่วงที่ปลาอังโคจะมีรสชาติดีที่สุดจะอยู่ในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ตับปลาอังโคจะมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ

เมนูอาหารที่ขึ้นชื่อของปลาอังโคได้แก่ “หม้อไฟปลาอังโค” และ “ตับปลาอังโคราดซอสพอนสึ” นอกจากนี้ ยังมีเมนูอาหารฝรั่งเศสที่นำปลาอังโคไปเป็นวัตถุดิบอีกด้วย

ปลาอังโคหาทานได้ที่ไหนบ้าง ?

ใครอยากลองชิมเมนูหม้อไฟปลาอังโครสเด็ด สามารถหาทานกันได้ที่จังหวัดอิบารากิ โดยเฉพาะใน 5 แห่งนี้ ได้แก่ คิตะอิบารากิ, ฮิตาจิ, ฮิตาจินากะ, โออาราอิ และ มิโตะ แต่บางร้านอาจต้องจองล่วงหน้า หรือไม่สามารถเสิร์ฟเมนูหม้อไฟปลาอังโคในปริมาณที่ทานคนเดียวได้ (เพราะทางร้านเสิร์ฟในปริมาณที่ทาน 2 คน) หรือมีในกรณีอื่นๆ อีก เช่น เสิร์ฟเฉพาะลูกค้าของทางที่พักเท่านั้น, มีช่วงเวลาจำกัดในการเสิร์ฟเมนูหม้อไฟปลาอังโค ก่อนไปก็อย่าลืมเช็กกับทางร้านด้วยนะคะ

ในบทความนี้จะขอแนะนำ 3 ร้านสำหรับคนที่ไปอิบารากิแล้วอยากลองทานเมนูนี้พอดี

1. ร้าน Sansui หม้อไฟปลาอังโครสชาติต้นตำรับ

この投稿をInstagramで見る

あんこう鍋 山翠【公式】(@sansui_ankou)がシェアした投稿

Sansui (元祖あんこう鍋 山翠)

ที่อยู่ 2 Chome-2-40 Izumicho, Mito, Ibaraki 310-0026 เวลาทำการ 11.00 – 15.00 (สั่งอาหารได้ถึง 14.00) และ 17.00 – 21.30 (สั่งอาหารได้ถึง 20.30)

*หยุดวันอังคาร

ราคาเมนูหม้อไฟปลาอังโคโดยประมาณ 4,100 เยน ถ้าแบบฟลูคอร์สจะประมาณ 7,700 เยน (สำหรับทาน 2 คน) เว็บไซต์ sansui-mito.com การเดินทาง นั่งรถไฟ JR Joban Line (JR常磐線) ลงสถานี Mito Station (水戸駅) > ขึ้นรถบัส Ibaraki Kotsu Bus (茨城交通バス) ประมาณ 7 นาที > ลงป้าย Izumicho Itchome (泉町1丁目) แล้วเดินต่ออีกประมาณ 1 นาที

2. ร้าน Marumitsu Ryokan

この投稿をInstagramで見る

あんこうの宿 まるみつ旅館(@marumitsu.ryokan)がシェアした投稿

Marumitsu Ryokan (あんこうの宿 まるみつ旅館)

ที่อยู่ 235 Hirakatacho, Kitaibaraki, Ibaraki 319-1701 เวลาทำการ *ต้องจองเท่านั้นถึงจะมาทานได้ ราคาเมนูหม้อไฟปลาอังโคโดยประมาณ 3,300 เยน (สำหรับทาน 2 คน) เว็บไซต์ marumitsu-net.com การเดินทาง นั่งรถไฟ JR Joban Line (JR常磐線) ลงสถานี Otsuko Station (大津港駅) นั่งรถแท็กซี่ต่ออีกประมาณ 5 นาที

3. ร้าน Gochisou Aoyagi

この投稿をInstagramで見る

ちゃんれい(@chanre_i.0809)がシェアした投稿

Gochisou Aoyagi (ご馳走 青柳)

ที่อยู่ 3-22 Tokodai, Oarai, Higashiibaraki District, Ibaraki 311-1303 เวลาทำการ 11.30 – 14.00 และ 17.30 เป็นต้นไป
(สั่งอาหารได้ถึง 21.00)
*หยุดวันอังคาร ราคาเมนูหม้อไฟปลาอังโคโดยประมาณ 5940 เยน (สำหรับทาน 2 คน) เว็บไซต์ marumitsu-net.com การเดินทาง นั่งรถไฟ JR Oarai-Kashima Line (JR大洗鹿島線) ลงสถานี Oarai Station (大洗駅) > ขึ้นรถบัส Ibaraki Kotsu Bus (茨城交通バス) ประมาณ 20 นาที > ลงป้าย Meijikinenkan (明治記念館) แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที

การได้ทานหม้อไฟร้อน ๆ ในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นเจี๊ยบจนไม่อยากออกไปไหนนอกจากซุกตัวในผ้าห่มอุ่น ๆ ถือว่าเป็นอะไรที่ฟินมาก ใครไปเที่ยวจังหวัดอิบารากิแล้วอยากหาอะไรทานให้อุ่นท้องก็อย่าพลาดเมนูนี้นะคะ

สรุปเนื้อหาจาก ibarakiguide

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...