โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข พื้นที่เรียนรู้ตัวเองผ่านศิลปะในจังหวัดอ่างทอง

นิตยสารคิด

อัพเดต 23 เม.ย. 2568 เวลา 21.24 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 21.24 น.
homeroom-cover

จำตอนเป็นเด็กคนนั้นได้ไหม ในวันที่เราใช้มือน้อย ๆ สองข้างที่ยังไม่แข็งแรงมากนัก วาดภาพ ละเลงสี หรือปั้นดินน้ำมันออกมาตามจินตนาการอย่างอิสระ กลายเป็นผลงานศิลปะ เป็นลายเส้น ภาพวาด สีสัน และรูปทรงแบบเด็ก ๆ ที่ไม่อาจหาได้ในช่วงวัยไหน แม้แต่ตอนที่เติบโตขึ้นมาจนมือสองข้างแข็งแรงมากแล้ว เราก็ไม่อาจสร้างลายเส้นธรรมชาติแบบตอนเด็ก ๆ นั้นได้

ความอิสระและไร้กรอบเกณฑ์ ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์และศิลปะ คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็ก ๆ หลายคนสนุกและมีความสุขเมื่อได้อยู่กับศิลปะ ‘อย่างอิสระ’

กรีซ-ณัฐฐาพิรุฬห์ และ กรีก-พิรุฬห์ลักษณ์ แจ่มอำพร เป็นหนึ่งในเด็ก ๆ หลายคนนั้นเช่นกัน พวกเธอเป็นคู่พี่น้องที่ชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก แต่ “คาบศิลปะในห้องเรียน 1 สัปดาห์มีแค่ 1 ชั่วโมง เรารู้สึกว่ามันน้อยมาก เราชอบวาดรูป เล่นดนตรี ร้องเพลง ขึ้นเวที ทำกิจกรรม” กรีกบอกกับเรา เช่นกันกับกรีซที่ “ตอนเด็ก ๆ ก็ชอบศิลปะเหมือนกัน”

เมื่อทั้งสองคนเรียนจบมัธยมปลาย จึงตัดสินใจศึกษาต่อด้านที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ โดยกรีกเลือกเรียนต่อด้านละคร และกรีซเรียนต่อด้านศิลปะโดยตรง ช่วงเวลานั้นเองที่ทั้งสองได้แยกย้ายกันไปเติบโตในจังหวัดที่ต่างคนต้องไปร่ำเรียน ทว่า แม้พื้นที่จะห่างกัน แต่ด้วยความสนิทสนม ทั้งสองก็ยังคงติดต่อพูดคุยกันเสมอไม่เคยขาดหาย

เมื่อเรียนจบ กรีกและกรีซจึงแปะมือรวมพลัง ‘วัยเด็ก’ ที่ยังตราตรึงในหัวใจอีกครั้ง พร้อมกับคำถามเหมือนตอนเด็ก ๆ นั่นแหละว่า “คาบศิลปะในห้องเรียน 1 สัปดาห์ มีแค่ 1 ชั่วโมง เรารู้สึกว่ามันน้อยมาก” พวกเธอจึงก่อร่างสร้างสิ่งที่เรียกว่า Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ ขึ้นมาโดยริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2017 เพื่อเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้ตัวเองและเติบโตอย่างแข็งแรงผ่านศิลปะอย่างอิสระของเด็ก ๆ และชุมชนในจังหวัดอ่างทอง

กรีกจบละคร กรีซจบศิลปะ ใช้ชีวิตและเติบโตในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อยากออกนอกกรอบไปด้วยกัน ทั้งสองกางสิ่งที่แต่ละคนได้เรียนรู้มาและรวมเงินทุนที่พอมี ค่อย ๆ ก่อร่างพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมา จากที่มีเด็กมาเรียนกับเธอเพียง 2 คนในช่วงแรกเมื่อหลายปีก่อน วันนี้ไม่ใช่เพียงแค่เด็ก ๆ ในพื้นที่หลายคนที่สนใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง หากแต่ผู้ปกครองและชุมชนยังค่อย ๆ หันมามองเห็นพื้นที่ศิลปะตรงนี้ ว่าเป็นพื้นที่พัฒนาและสานสร้างการเติบโตของเด็ก ๆ ในชุมชนให้เติบโตได้จริง ๆ

…พวกเธอมาไกล แต่ก็ยังต้องไปต่อในเส้นทางสายรุ้งที่ใฝ่ฝัน

การแปะมือของสองพี่น้องจากวันแรกสู่วันนี้ของ Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ นอกจากการใช้ศิลปะที่ทำงานเพื่อการเติบโตของเด็ก ๆ แล้ว พวกเธอมีศิลปะในการทำงานร่วมกันอย่างไร มีแรงผลักดันแบบไหน มีความท้าทายอย่างไรในการทำงานที่หมวกหนึ่งใบคือความเป็นพี่น้อง และสายรุ้งที่พาดผ่านอาณาจักรแห่งนี้มีรูปทรงอย่างไร ลองมาหาคำตอบไปด้วยกัน

กรีซ-ณัฐฐาพิรุฬห์ (ซ้าย) และ กรีก-พิรุฬห์ลักษณ์ แจ่มอำพร (ขวา)

ทำไมถึงตั้งชื่อว่า ‘Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’
กรีก:
3 ปีแรกใช้ชื่อ ‘Homeroom’ เฉย ๆ ซึ่งมาจากสมัยตอนพวกเราเรียนประถม-มัธยม แล้วรู้สึกว่าคาบโฮมรูมเป็นคาบว่าง เลยเกิดคำถามว่า ทำไมคาบนั้นจะต้องเป็นคาบว่าง ทำไมครูไม่ได้มาคุยกับเรา เหมือนเป็นคาบที่หายไป และรู้สึกไม่ได้ประโยชน์อะไรจากคาบนี้เลย กรีซก็เลยบอกว่าเอาคำนี้แหละ คำว่า ‘โฮมรูม’ เพื่อทำให้คาบนี้มันมีคุณค่าขึ้นมา ให้กลายเป็นการรอคอยที่เรากับเด็ก ๆ จะได้พบเจอกัน

กรีซ: เหมือนเราสองคนที่ไม่ได้วางตัวว่าเป็น ‘ครู’ แต่เราวางตัวเป็นพี่เป็นเพื่อนสนิทของเด็ก เพราะเมื่อเราสนิทกันแล้ว เราจะรู้ทุกเรื่อง เพื่อที่จะมาพบเจอกันและอยู่ข้าง ๆ เขาตรงนั้นได้เสมอ

แล้วคำว่า ‘อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ ตามมาตอนไหน
กรีก:
เราทำงานเข้าปีที่ 3 จากตอนแรกมีเด็กไม่เยอะ พอเริ่มเกิดการเริ่มบอกต่อ ทำให้มีเด็กสนใจมาร่วมมากขึ้น ห้องเล็ก ๆ ของเราก็เริ่มไม่พอ เลยย้ายไปในบ้านที่มีพื้นที่ใหญ่ขึ้น เราเช่าพื้นที่และรีแบรนด์กันใหม่ แล้วมาตั้งแกนกันอีกครั้งว่า ‘Homeroom’ ของเราทำอะไรกันแน่ คำไหนจะใกล้ตัวมากขึ้นและทำให้เขารู้ว่าศิลปะมันคือชีวิตประจำวันที่ทุกคนเข้าถึงได้ ก็เลยคิดคำว่า ‘อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ ขึ้นมาตอบโจทย์ตรงนั้น ให้คนที่ฟังเขารู้สึกสงสัยว่า ‘คืออะไรนะ อยากรู้จักอาณาจักรนี้จึง อยากมีความสุขนะ’

กรีซ: ‘อยากพิทักษ์ความสุขตัวเอง เพราะความสุขมันใกล้ตัวไง’

กรีก: แต่เราก็จะไม่ได้พูดเฉพาะความสุขนะ เพราะชีวิตมนุษย์มีทั้งสุขทั้งทุกข์ เราสามารถมองเห็นมันได้ เราก็จะพูดประเด็นนี้กันอยู่ตลอด แต่เลือกใช้ชื่อ ‘พิทักษ์ความสุข’ เข้ามาอธิบายศิลปะ

เด็กหลายคนพุ่งเข้ามา แล้วเริ่มมาพูดคุยกับเรา ที่นี่ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่พื้นที่เรียนศิลปะ แต่หลายคนเปิดประตูเข้ามา แล้วบอกสิ่งที่อยู่ในใจ - กรีซ-ณัฐฐาพิรุฬห์ แจ่มอำพร

จากวันที่เป็น ‘Homeroom’ มีเด็กไม่กี่คน ขยายมาเป็น ‘Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ ทั้งสองคนมองเส้นทางการเติบโตของมันอย่างไร
กรีก:
ตอนทำงานตั้งแต่แรก ๆ สิ่งที่เราได้เห็นคือเคสหลาย ๆ เคสที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับศิลปะ พวกเขามีความกลัว เวลาเราเดินไปดู เขาก็จะเอามือมาบัง ในขณะที่บางคนก็ไม่กลัวเลย เราก็หาข้อมูลศึกษาไปเรื่อย ๆ ทำงานกับเด็กอย่างจริงจังรายบุคคลไปเรื่อย ๆ จนพบว่าพวกเขาหลากหลายมาก เราก็เริ่มไปเรียนและหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยิ่งทำให้ชัดขึ้นว่า เราสนใจเรื่องศิลปะกับการพัฒนาเด็กด้วยศิลปะ โดยค่าคอร์สของเราก็ไม่แพง และยังมีกระบวนการช่วยให้เด็ก ๆ สามารถเข้ามาเรียนได้ เช่น การหยอดกระปุกกับเราวันละ 10 บาทก็เข้ามาเรียนกับเราได้แล้ว และอุปกรณ์ต่าง ๆ เรามีให้หมด

กรีซ: เด็กหลายคนพุ่งเข้ามา แล้วเริ่มมาพูดคุยกับเรา ที่นี่ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่พื้นที่เรียนศิลปะ แต่หลายคนเปิดประตูเข้ามา แล้วบอกสิ่งที่อยู่ในใจ

กรีก: เราไม่อยากให้เด็กโตขึ้นโดยรู้สึกว่างาน ‘ศิลปะ’ ของพวกเขาต้องถูกตัดสินสวย-ไม่สวยอยู่ตลอดเวลา จนพวกเขาคิดไปเองว่า ฉันไม่เก่งศิลปะหรอก ฉันทำไม่ได้ เราอยากทำให้เขาเห็นว่า แค่การลากเส้นเส้นเดียว มันก็ทำให้เขาไปต่อได้ ศิลปะจะทำให้เขาไปต่อกับชีวิตได้ทีละก้าว เขาไม่ต้องเติบโตไปเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาคือคนที่มั่นใจในทุกก้าวที่เขาก้าว โดยมีศิลปะเป็นเครื่องมือและเป็นสื่อกลาง นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำ

กรีซ: พอเราค้นพบสิ่งนี้ เราสองคนเลยคิดว่า งั้นเราไปกันต่อ

มีวิธีออกแบบกระบวนการต่าง ๆ ในแต่ละคลาสอย่างไร
กรีก:
เราก็จะมาตั้งคำถามกันก่อนว่าเด็กในคลาสเป็นใคร ช่วงวัยไหน มีใครบ้าง ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเรื่องราวที่ซับซ้อน เราก็จะเปลี่ยนกระบวนการเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ โดยยืดหยุ่นไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย เพื่อให้เด็ก ๆ ตระหนักรู้และระมัดระวัง

กรีซ: ตอนออกแบบกระบวนการช่วงปีที่ 3-4 เราคิดแกนหลักกันขึ้นมาสำหรับการใช้ในการคิด เรียกว่า ‘Rainbow Novation’

กรีก: มันเกิดจากการตกตะกอนจากคลาสหนึ่งที่เราตั้งชื่อว่า ‘ให้ศิลปะได้ทำงาน’ กิจกรรมนั้นทำให้เราสองคนเห็นเคสที่หลากหลายมากขึ้นและได้เห็นว่าศิลปะอยู่รอบด้านชีวิตของมนุษย์ เราก็เลยออกแบบมาเป็น 7 วิชา เหมือนสีของสายรุ้งที่มี 7 สีหลัก ๆ ที่แตกต่างกัน เราก็เลยทำให้เป็น 7 วิชาเรียกชื่อวิชาตามสี พูดถึงทักษะชีวิตรอบด้าน 7 ด้าน เช่น เพศ การจัดการอารมณ์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ การทำกิจกรรมทางสังคม ความงามและสุนทรียะ โดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือและสื่อกลางในการสื่อสารเรื่องเหล่านั้น

นอกจากการทำงานกับเด็ก ๆ เห็นว่าโฮมรูมเน้นทำงานกับชุมชนหรือนิเวศการเรียนรู้รอบตัวเด็กด้วย
กรีก:
ใช่ เราทำกันแค่นี้ไม่ได้ เพราะเราเจอเด็กสัปดาห์หนึ่งไม่กี่ชั่วโมง แต่เขาอยู่กับครอบครัว อยู่ในโรงเรียนมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงมันไม่ใช่แค่ขยับกับเด็ก แต่มันคือเรื่องสภาพแวดล้อมทั้งหมดที่เด็กดำรงอยู่ ช่วงหลัง ๆ เราจึงขยับความร่วมมือให้กว้างขึ้น ทุกคนที่มาเรียนกับโฮมรูมฯ เราก็จะคุยกับผู้ปกครอง แลกเปลี่ยนกัน และฟีดแบ็กกันตลอด

กรีซ: เราตั้งหลักกันสองคนว่า เราจะดูแลใจพ่อแม่ด้วย เพื่อให้เขามีแรงที่จะดูแลใจของลูก เพื่อให้บ้านที่เขาอยู่จะเป็นบ้านที่น่ากลับไป เราคุยกับกรีกตลอด เรามีแกนสำคัญอันหนึ่งที่บอกว่า เสียงของเด็กมีความหมาย เสียงผู้ใหญ่เราก็อยากฟัง

กรีก: แล้วเราจะมีเกณฑ์ชัดเจนในการช่วยดูแลลูก ๆ ของเขา เช่น ทักษะสังคมเขาเป็นอย่างไรบ้าง การพูดคุยกับคนอื่น ความรู้สึกช่วงนี้เป็นอย่างไร บางเรื่องที่เด็กเล่าให้เราฟัง ก็ไม่ได้เล่าให้พ่อแม่ฟัง เรื่องที่เด็กเล่าให้พ่อแม่ฟัง เราก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น การคุยกับพ่อแม่เด็กคือการต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพกว้าง ทำให้เห็นว่าชีวิตและนิเวศรอบ ๆ เด็ก เป็นอย่างไร ทำให้เห็นภาพกว้างของเด็กได้หลายมิติมากขึ้น ก็จะดูแลเขาได้ทันท่วงที

กรีซ: การแก้ปัญหาต้องแก้ที่นิเวศของเด็ก ไม่ใช่มุ่งไปแก้ที่เด็กอย่างเดียว เราต้องเห็นว่าสิ่งที่แวดล้อมเขาคืออะไร ที่ที่เขาเจออยู่คืออะไร แรงกระทบจากที่บ้านคืออะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำ เราใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ ไม่ได้หยิบยกศิลปะมาเทิดทูนเหนือหัว ใครวาดรูปได้เก่งสวย เราไม่ได้สนใจเรื่องนี้ แต่ศิลปะเป็นสื่อกลางในการพัฒนาเรื่องไหนในชีวิตมนุษย์ได้บ้าง นั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้เห็นว่า ลึก ๆ เขารู้สึกอะไรอยู่ พ่อแม่ของเขาคิดอะไรอยู่

กรีก: เรายังผลักดันให้ศิลปะเข้าไปอยู่ในชีวิตของเด็กจริง ๆ บอกเขาว่า ไม่ผิดนะที่จะสร้างงานศิลปะ มันจะสวยในแบบของเรา สิ่งนี้ก็จะส่งผลไปยังเรื่อง Self-esteem (การเห็นคุณค่าในตัวเอง) ของพวกเขา เขาจะแต่งตัวแบบที่ชอบ สวยหล่อในแบบตัวเอง มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะเป็นตัวเอง

8-9 ปีที่ได้ทำงานนี้ด้วยกัน มันดีอย่างไร
กรีซ:
มันเสริมกันมาก กรีกเป็นสายข้อมูล รีเสิร์ชต่าง ๆ ส่วนเราจะฟุ้งนิดหนึ่ง มีความเพ้อฝัน (หัวเราะ) แต่กรีกจะมีข้อมูลมาตอบเราได้ ถ้าในแง่การเป็นผู้ร่วมงาน สำหรับเรามันครบมาก ๆ

กรีก: คือกรีซสามารถโยนไอเดียมาเลย อยากทำอะไรโยนมา กรีซก็จะพูดอะไรของกรีซไป สมมติว่า ‘กรีซอยากขึ้นไปเหยียบบนท้องฟ้า’ กรีกก็จะเอาข้อมูลข้อเท็จจริงมาเพื่อประเมินกันว่า ถ้าจะขึ้นไปถึงตรงนั้นจริง ๆ เราจะทำอะไรได้บ้าง มีบันไดไหม โดยที่เราจะไม่เบรกกันนะ เพราะว่า ‘แกอยากขึ้นบนท้องฟ้าใช่ไหม ใจจริงฉันก็อยากเหมือนกัน’ (หัวเราะ) คือเราจะไม่บอกอีกคนว่าไม่มีทางทำได้หรอก แต่เราจะคิดกันต่อว่า ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ เราจะทำอะไรได้อีก ถ้าเหยียบบนท้องฟ้าไม่ได้ เราเอาผ้ามาปูบนพื้นดินกันไหม แล้วออกแบบผ้าผืนนั้นไปด้วยกัน

คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นพี่น้องกันแล้วจะทำงานกันยากไหม จะทะเลาะกันไหม แต่ด้วยความที่เราโตมาด้วยกัน เราก็สามารถทะเลาะกันได้ปกติ พอทำงานเราก็ทะเลาะกันได้เลย และดีที่ทะเลาะกัน เพราะเกิดสิ่งใหม่เสมอในการแลกเปลี่ยนกันไปจนถึงที่สุด โดยมีแกนกลางคือ ‘คุณค่าของงาน’ ที่เรายึดถือร่วมกัน - กรีก-พิรุฬห์ลักษณ์ แจ่มอำพร

แล้วมีข้อจำกัดหรือความท้าทายในการทำงานอย่างไร เมื่อหมวกใบหนึ่งที่สวมอยู่คือ ‘ความเป็นพี่น้อง’
กรีซ:
ต้องขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาแบบให้เราเล่นด้วยกันตอนเด็กเยอะมาก ปล่อยให้ปีนหลังคา ปีนต้นไม้ (หัวเราะ)

กรีก: เกือบตาย (หัวเราะ)

กรีซ: คือบ้านเราเป็นสวน เราสามารถวิ่งเล่นได้อิสระ เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เราเชื่อว่าการเล่นดินเล่นทราย เล่นบทบาทสมมติด้วยกันมันมีผลจริง ๆ เราโตมาด้วยกัน ถึงจะแยกกันไปเรียน แต่เราสนิทกันมาก เชื่อมโยงถึงกันได้ดีมาก มองตาแล้วรู้ใจกันทุกอย่าง เป็นความโชคดีที่พ่อแม่เลี้ยงเรามาให้สนิทกันขนาดนี้

กรีก: คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นพี่น้องกันแล้วจะทำงานกันยากไหม จะทะเลาะกันไหม แต่ด้วยความที่เราโตมาด้วยกัน เราก็สามารถทะเลาะกันได้ปกติ พอทำงานเราก็ทะเลาะกันได้เลย และดีที่ทะเลาะกัน เพราะเกิดสิ่งใหม่เสมอในการแลกเปลี่ยนกันไปจนถึงที่สุด โดยมีแกนกลางคือ ‘คุณค่าของงาน’ ที่เรายึดถือร่วมกัน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานคู่กันคืออะไร
กรีซ:
สำหรับเราคือการเข้าใจ ‘จังหวะ’ ของอีกคนว่า ช่วงไหนเขาอยากหยุดพัก ช่วงไหนที่เขาอยากตะบันไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องสังเกตกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น

กรีก: ตอนนี้เราไม่ได้ทำแค่สองคน พ่อกับแม่ก็มาร่วมด้วยช่วยกัน ดูแลพื้นที่ ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ ซึ่งเรามีความเชื่อว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่วัยเยาว์หรือช่วงเวลาคุณภาพเกิดขึ้นในครอบครัวหนึ่ง ๆ มันจะเป็นเรื่องที่ดีมากที่ทำให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้น สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกันกับคนในครอบครัว คือการที่เราจะตั้งใจประคับประคองกันไปให้ได้ ส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่อบอุ่นกับเรามาก

กรีซ: เขาเชื่อมั่นในตัวเรา

กรีก: เราก็เลยรู้สึกว่า ดีเหมือนกันที่ได้ทำงานกับคนในครอบครัว

นอกจากการทำงานกับคนในครอบครัว ทั้งสองยังได้ทำงานกับชุมชนและคนที่หลากหลาย เพื่อสื่อสารในประเด็นที่อยากจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ได้เรียนรู้ในการทำงานกับคนเหล่านั้นคืออะไร
กรีก:
ทำให้เราเข้าใจว่า ‘ทุกคนไม่ต้องเหมือนกัน’

กรีซ: เราทุกคนเชื่อในกรอบของตัวเองอยู่แล้ว เราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราอยู่ข้าง ๆ เขาได้ และเราทำให้เขาเข้าใจและมีความสุขได้

กรีก: ใช่ จุดที่ยากไม่ใช่การเปลี่ยน ถ้าจะเปลี่ยน พริบตาเดียวเขาก็เปลี่ยน แต่เราพยายามเพิ่มความเข้าใจบางอย่างเข้าไป ให้เขามองเห็นว่า มีคนที่แตกต่างจากเขาเหมือนกันนะ ไม่ต้องยอมรับก็ได้ แต่ให้เข้าใจว่ามีคนที่สามารถคิดต่างกันได้

อะไรที่ทำให้ทั้งสองคนยังอยู่ต่อตรงนี้
กรีซ:
พอทำงานตรงนี้ไปถึงจุดหนึ่ง เราก็จะเห็นปัญหาชัดขึ้น ทั้งปัญหาโครงสร้างที่กดทับอยู่ด้วย แต่โชคดีที่นอกจากเราสองคนจะส่งพลังให้กัน ก็ยังมีเพื่อน ๆ ในแวดวงเดียวกันที่คอยส่งพลังให้กับเราด้วย เลยรู้สึกว่าไม่ได้สู้เพียงลำพัง

กรีก: เด็กบางคนที่เรียนรุ่นแรกเขายังกลับมาหาเรา แม้ว่าเขาจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วหรือเรียนจบแล้ว

กรีซ: แล้วพวกเขาก็ยังเล่าเรื่องของพวกเขาให้เราฟังอยู่เลย เขายังมาปรึกษาเรา มันทำให้เรามีความสุขมากที่ได้สร้างความสัมพันธ์อันคุ้มค่าไว้ในอดีต และมันยังเชื่อมโยงถึงเขาได้ในวันที่เขาเติบโตขึ้น

กรีก: เราจะอยู่ตรงนี้และช่วยฟัง ช่วยตอบคำถาม และช่วยตั้งคำถามกลับไป เพื่อให้เขาค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง

กรีซ: เพราะเราเชื่อว่า การอยู่ข้าง ๆ แล้วช่วยให้เขาเจอคำตอบเอง แม้จะล้มเหลวหรือสำเร็จ แต่เมื่อเขาหันมา เขาจะมีเราเสมอ

กรีก: เวลาที่เด็ก ๆ เติบโตในชีวิตของพวกเขา มันก็เหมือนอีกก้าวของชีวิตเราเหมือนกัน

Creative Ingredients
ถ้า ‘Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ เป็นภาพหนึ่งภาพ จะเป็นภาพอะไร
กรีซ:
เรานึกถึงโลโก้ขององค์กร ทำให้เห็นว่าทุกอย่างมีหลายมุม

กรีก: นึกถึงการสลายฟอร์ม ไม่มีอะไรเป็นมาตรฐานของแท้ ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง ภาพที่เรานึกถึงจึงเป็นภาพของการสลายฟอร์มเหล่านั้น

ถ้า Homeroom เป็นใครสักคนบนโลกนี้ เขาจะเป็นใคร
กรีซ:
ก้อนเมฆมั้ง มันเป็นรูปทรงอิสระ

กรีก: มันไม่เหมือนคน เปลี่ยนรูปร่างได้เรื่อย ๆ

สีที่ชอบของแต่ละคน
กรีซ:
ตอนเด็ก ๆ เราชอบสีฟ้า โตมาเราชอบสีแดง ตอนนี้เราชอบทุกสีเลย เพราะเราเลือกไม่ได้ ตอนเด็ก ๆ ชอบคิดว่าเราจะชอบสีนั้นตลอดไป แต่พอโตมากลับเปลี่ยนไปชอบสีอื่นไปเรื่อย ๆ ตอนนี้กลายเป็นว่า เราเลือกไม่ได้ว่าชอบสีไหน เลยชอบทุกสี เพราะสงสารสีที่ไม่ถูกชอบ (หัวเราะ)

กรีก: ตอนเด็กเราชอบสีชมพูมาก เพราะเราชอบดู ‘โอเรนเจอร์’ เราจองตัวนั้นที่มีกระโปรง พอโตมา ก็จะเปลี่ยนความชอบไปตามวันนั้น ๆ เหมือนเราอินกับอะไร ก็จะใส่ใจเรื่องนั้นแล้วชอบสีแบบนั้น เราชอบคิดประมาณว่า ลองดูสิว่า ถ้าเป็นสีฟ้าหมดเลยจะเป็นยังไง เปลี่ยนไปตามความท้าทายของเราในแต่ละวัน

ภาพ : Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

JACQUEMUS เปิดตัวรองเท้า Nike Moon Shoe คอลเล็กชัน Spring 2026

THE STANDARD

เผยโฉม “ดาวยักษ์แดง” ก่อนสิ้นใจ! กล้องเจมส์ เว็บบ์ จับภาพนาทีระเบิดซูเปอร์โนวาในกาแล็กซีห่างไกล

SPACEMAN

บอร์ดระดับชาติ TZD ไฟเขียว “Learning Passport”

Eduzones

อยากเป็น “ดีเจมืออาชีพ” ต้องเริ่มที่ตรงไหนเจาะลึก 5 สิ่งสำคัญที่มากกว่าแค่การเปิดเพลง

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

‘เจสซี บัคลีย์’ คว้านำหญิง BAFTA เข้าใกล้ออสการ์อีกขั้น

กรุงเทพธุรกิจ

“หนึ่ง สุริยน” ดึง “ยู ฮยอนอู” นั่งแท่นแบรนด์แอมฯ “บิวตี้ เจมส์”

Manager Online
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...