Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข พื้นที่เรียนรู้ตัวเองผ่านศิลปะในจังหวัดอ่างทอง
จำตอนเป็นเด็กคนนั้นได้ไหม ในวันที่เราใช้มือน้อย ๆ สองข้างที่ยังไม่แข็งแรงมากนัก วาดภาพ ละเลงสี หรือปั้นดินน้ำมันออกมาตามจินตนาการอย่างอิสระ กลายเป็นผลงานศิลปะ เป็นลายเส้น ภาพวาด สีสัน และรูปทรงแบบเด็ก ๆ ที่ไม่อาจหาได้ในช่วงวัยไหน แม้แต่ตอนที่เติบโตขึ้นมาจนมือสองข้างแข็งแรงมากแล้ว เราก็ไม่อาจสร้างลายเส้นธรรมชาติแบบตอนเด็ก ๆ นั้นได้
ความอิสระและไร้กรอบเกณฑ์ ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์และศิลปะ คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็ก ๆ หลายคนสนุกและมีความสุขเมื่อได้อยู่กับศิลปะ ‘อย่างอิสระ’
กรีซ-ณัฐฐาพิรุฬห์ และ กรีก-พิรุฬห์ลักษณ์ แจ่มอำพร เป็นหนึ่งในเด็ก ๆ หลายคนนั้นเช่นกัน พวกเธอเป็นคู่พี่น้องที่ชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก แต่ “คาบศิลปะในห้องเรียน 1 สัปดาห์มีแค่ 1 ชั่วโมง เรารู้สึกว่ามันน้อยมาก เราชอบวาดรูป เล่นดนตรี ร้องเพลง ขึ้นเวที ทำกิจกรรม” กรีกบอกกับเรา เช่นกันกับกรีซที่ “ตอนเด็ก ๆ ก็ชอบศิลปะเหมือนกัน”
เมื่อทั้งสองคนเรียนจบมัธยมปลาย จึงตัดสินใจศึกษาต่อด้านที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ โดยกรีกเลือกเรียนต่อด้านละคร และกรีซเรียนต่อด้านศิลปะโดยตรง ช่วงเวลานั้นเองที่ทั้งสองได้แยกย้ายกันไปเติบโตในจังหวัดที่ต่างคนต้องไปร่ำเรียน ทว่า แม้พื้นที่จะห่างกัน แต่ด้วยความสนิทสนม ทั้งสองก็ยังคงติดต่อพูดคุยกันเสมอไม่เคยขาดหาย
เมื่อเรียนจบ กรีกและกรีซจึงแปะมือรวมพลัง ‘วัยเด็ก’ ที่ยังตราตรึงในหัวใจอีกครั้ง พร้อมกับคำถามเหมือนตอนเด็ก ๆ นั่นแหละว่า “คาบศิลปะในห้องเรียน 1 สัปดาห์ มีแค่ 1 ชั่วโมง เรารู้สึกว่ามันน้อยมาก” พวกเธอจึงก่อร่างสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ ขึ้นมาโดยริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2017 เพื่อเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้ตัวเองและเติบโตอย่างแข็งแรงผ่านศิลปะอย่างอิสระของเด็ก ๆ และชุมชนในจังหวัดอ่างทอง
กรีกจบละคร กรีซจบศิลปะ ใช้ชีวิตและเติบโตในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อยากออกนอกกรอบไปด้วยกัน ทั้งสองกางสิ่งที่แต่ละคนได้เรียนรู้มาและรวมเงินทุนที่พอมี ค่อย ๆ ก่อร่างพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมา จากที่มีเด็กมาเรียนกับเธอเพียง 2 คนในช่วงแรกเมื่อหลายปีก่อน วันนี้ไม่ใช่เพียงแค่เด็ก ๆ ในพื้นที่หลายคนที่สนใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง หากแต่ผู้ปกครองและชุมชนยังค่อย ๆ หันมามองเห็นพื้นที่ศิลปะตรงนี้ ว่าเป็นพื้นที่พัฒนาและสานสร้างการเติบโตของเด็ก ๆ ในชุมชนให้เติบโตได้จริง ๆ
…พวกเธอมาไกล แต่ก็ยังต้องไปต่อในเส้นทางสายรุ้งที่ใฝ่ฝัน
การแปะมือของสองพี่น้องจากวันแรกสู่วันนี้ของ ‘Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ นอกจากการใช้ศิลปะที่ทำงานเพื่อการเติบโตของเด็ก ๆ แล้ว พวกเธอมีศิลปะในการทำงานร่วมกันอย่างไร มีแรงผลักดันแบบไหน มีความท้าทายอย่างไรในการทำงานที่หมวกหนึ่งใบคือความเป็นพี่น้อง และสายรุ้งที่พาดผ่านอาณาจักรแห่งนี้มีรูปทรงอย่างไร ลองมาหาคำตอบไปด้วยกัน
กรีซ-ณัฐฐาพิรุฬห์ (ซ้าย) และ กรีก-พิรุฬห์ลักษณ์ แจ่มอำพร (ขวา)
ทำไมถึงตั้งชื่อว่า ‘Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’
กรีก: 3 ปีแรกใช้ชื่อ ‘Homeroom’ เฉย ๆ ซึ่งมาจากสมัยตอนพวกเราเรียนประถม-มัธยม แล้วรู้สึกว่าคาบโฮมรูมเป็นคาบว่าง เลยเกิดคำถามว่า ทำไมคาบนั้นจะต้องเป็นคาบว่าง ทำไมครูไม่ได้มาคุยกับเรา เหมือนเป็นคาบที่หายไป และรู้สึกไม่ได้ประโยชน์อะไรจากคาบนี้เลย กรีซก็เลยบอกว่าเอาคำนี้แหละ คำว่า ‘โฮมรูม’ เพื่อทำให้คาบนี้มันมีคุณค่าขึ้นมา ให้กลายเป็นการรอคอยที่เรากับเด็ก ๆ จะได้พบเจอกัน
กรีซ: เหมือนเราสองคนที่ไม่ได้วางตัวว่าเป็น ‘ครู’ แต่เราวางตัวเป็นพี่เป็นเพื่อนสนิทของเด็ก เพราะเมื่อเราสนิทกันแล้ว เราจะรู้ทุกเรื่อง เพื่อที่จะมาพบเจอกันและอยู่ข้าง ๆ เขาตรงนั้นได้เสมอ
แล้วคำว่า ‘อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ ตามมาตอนไหน
กรีก: เราทำงานเข้าปีที่ 3 จากตอนแรกมีเด็กไม่เยอะ พอเริ่มเกิดการเริ่มบอกต่อ ทำให้มีเด็กสนใจมาร่วมมากขึ้น ห้องเล็ก ๆ ของเราก็เริ่มไม่พอ เลยย้ายไปในบ้านที่มีพื้นที่ใหญ่ขึ้น เราเช่าพื้นที่และรีแบรนด์กันใหม่ แล้วมาตั้งแกนกันอีกครั้งว่า ‘Homeroom’ ของเราทำอะไรกันแน่ คำไหนจะใกล้ตัวมากขึ้นและทำให้เขารู้ว่าศิลปะมันคือชีวิตประจำวันที่ทุกคนเข้าถึงได้ ก็เลยคิดคำว่า ‘อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ ขึ้นมาตอบโจทย์ตรงนั้น ให้คนที่ฟังเขารู้สึกสงสัยว่า ‘คืออะไรนะ อยากรู้จักอาณาจักรนี้จึง อยากมีความสุขนะ’
กรีซ: ‘อยากพิทักษ์ความสุขตัวเอง เพราะความสุขมันใกล้ตัวไง’
กรีก: แต่เราก็จะไม่ได้พูดเฉพาะความสุขนะ เพราะชีวิตมนุษย์มีทั้งสุขทั้งทุกข์ เราสามารถมองเห็นมันได้ เราก็จะพูดประเด็นนี้กันอยู่ตลอด แต่เลือกใช้ชื่อ ‘พิทักษ์ความสุข’ เข้ามาอธิบายศิลปะ
เด็กหลายคนพุ่งเข้ามา แล้วเริ่มมาพูดคุยกับเรา ที่นี่ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่พื้นที่เรียนศิลปะ แต่หลายคนเปิดประตูเข้ามา แล้วบอกสิ่งที่อยู่ในใจ - กรีซ-ณัฐฐาพิรุฬห์ แจ่มอำพร
จากวันที่เป็น ‘Homeroom’ มีเด็กไม่กี่คน ขยายมาเป็น ‘Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ ทั้งสองคนมองเส้นทางการเติบโตของมันอย่างไร
กรีก: ตอนทำงานตั้งแต่แรก ๆ สิ่งที่เราได้เห็นคือเคสหลาย ๆ เคสที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับศิลปะ พวกเขามีความกลัว เวลาเราเดินไปดู เขาก็จะเอามือมาบัง ในขณะที่บางคนก็ไม่กลัวเลย เราก็หาข้อมูลศึกษาไปเรื่อย ๆ ทำงานกับเด็กอย่างจริงจังรายบุคคลไปเรื่อย ๆ จนพบว่าพวกเขาหลากหลายมาก เราก็เริ่มไปเรียนและหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยิ่งทำให้ชัดขึ้นว่า เราสนใจเรื่องศิลปะกับการพัฒนาเด็กด้วยศิลปะ โดยค่าคอร์สของเราก็ไม่แพง และยังมีกระบวนการช่วยให้เด็ก ๆ สามารถเข้ามาเรียนได้ เช่น การหยอดกระปุกกับเราวันละ 10 บาทก็เข้ามาเรียนกับเราได้แล้ว และอุปกรณ์ต่าง ๆ เรามีให้หมด
กรีซ: เด็กหลายคนพุ่งเข้ามา แล้วเริ่มมาพูดคุยกับเรา ที่นี่ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่พื้นที่เรียนศิลปะ แต่หลายคนเปิดประตูเข้ามา แล้วบอกสิ่งที่อยู่ในใจ
กรีก: เราไม่อยากให้เด็กโตขึ้นโดยรู้สึกว่างาน ‘ศิลปะ’ ของพวกเขาต้องถูกตัดสินสวย-ไม่สวยอยู่ตลอดเวลา จนพวกเขาคิดไปเองว่า ฉันไม่เก่งศิลปะหรอก ฉันทำไม่ได้ เราอยากทำให้เขาเห็นว่า แค่การลากเส้นเส้นเดียว มันก็ทำให้เขาไปต่อได้ ศิลปะจะทำให้เขาไปต่อกับชีวิตได้ทีละก้าว เขาไม่ต้องเติบโตไปเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาคือคนที่มั่นใจในทุกก้าวที่เขาก้าว โดยมีศิลปะเป็นเครื่องมือและเป็นสื่อกลาง นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำ
กรีซ: พอเราค้นพบสิ่งนี้ เราสองคนเลยคิดว่า งั้นเราไปกันต่อ
มีวิธีออกแบบกระบวนการต่าง ๆ ในแต่ละคลาสอย่างไร
กรีก: เราก็จะมาตั้งคำถามกันก่อนว่าเด็กในคลาสเป็นใคร ช่วงวัยไหน มีใครบ้าง ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเรื่องราวที่ซับซ้อน เราก็จะเปลี่ยนกระบวนการเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ โดยยืดหยุ่นไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย เพื่อให้เด็ก ๆ ตระหนักรู้และระมัดระวัง
กรีซ: ตอนออกแบบกระบวนการช่วงปีที่ 3-4 เราคิดแกนหลักกันขึ้นมาสำหรับการใช้ในการคิด เรียกว่า ‘Rainbow Novation’
กรีก: มันเกิดจากการตกตะกอนจากคลาสหนึ่งที่เราตั้งชื่อว่า ‘ให้ศิลปะได้ทำงาน’ กิจกรรมนั้นทำให้เราสองคนเห็นเคสที่หลากหลายมากขึ้นและได้เห็นว่าศิลปะอยู่รอบด้านชีวิตของมนุษย์ เราก็เลยออกแบบมาเป็น 7 วิชา เหมือนสีของสายรุ้งที่มี 7 สีหลัก ๆ ที่แตกต่างกัน เราก็เลยทำให้เป็น 7 วิชาเรียกชื่อวิชาตามสี พูดถึงทักษะชีวิตรอบด้าน 7 ด้าน เช่น เพศ การจัดการอารมณ์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ การทำกิจกรรมทางสังคม ความงามและสุนทรียะ โดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือและสื่อกลางในการสื่อสารเรื่องเหล่านั้น
นอกจากการทำงานกับเด็ก ๆ เห็นว่าโฮมรูมเน้นทำงานกับชุมชนหรือนิเวศการเรียนรู้รอบตัวเด็กด้วย
กรีก: ใช่ เราทำกันแค่นี้ไม่ได้ เพราะเราเจอเด็กสัปดาห์หนึ่งไม่กี่ชั่วโมง แต่เขาอยู่กับครอบครัว อยู่ในโรงเรียนมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงมันไม่ใช่แค่ขยับกับเด็ก แต่มันคือเรื่องสภาพแวดล้อมทั้งหมดที่เด็กดำรงอยู่ ช่วงหลัง ๆ เราจึงขยับความร่วมมือให้กว้างขึ้น ทุกคนที่มาเรียนกับโฮมรูมฯ เราก็จะคุยกับผู้ปกครอง แลกเปลี่ยนกัน และฟีดแบ็กกันตลอด
กรีซ: เราตั้งหลักกันสองคนว่า เราจะดูแลใจพ่อแม่ด้วย เพื่อให้เขามีแรงที่จะดูแลใจของลูก เพื่อให้บ้านที่เขาอยู่จะเป็นบ้านที่น่ากลับไป เราคุยกับกรีกตลอด เรามีแกนสำคัญอันหนึ่งที่บอกว่า เสียงของเด็กมีความหมาย เสียงผู้ใหญ่เราก็อยากฟัง
กรีก: แล้วเราจะมีเกณฑ์ชัดเจนในการช่วยดูแลลูก ๆ ของเขา เช่น ทักษะสังคมเขาเป็นอย่างไรบ้าง การพูดคุยกับคนอื่น ความรู้สึกช่วงนี้เป็นอย่างไร บางเรื่องที่เด็กเล่าให้เราฟัง ก็ไม่ได้เล่าให้พ่อแม่ฟัง เรื่องที่เด็กเล่าให้พ่อแม่ฟัง เราก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น การคุยกับพ่อแม่เด็กคือการต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพกว้าง ทำให้เห็นว่าชีวิตและนิเวศรอบ ๆ เด็ก เป็นอย่างไร ทำให้เห็นภาพกว้างของเด็กได้หลายมิติมากขึ้น ก็จะดูแลเขาได้ทันท่วงที
กรีซ: การแก้ปัญหาต้องแก้ที่นิเวศของเด็ก ไม่ใช่มุ่งไปแก้ที่เด็กอย่างเดียว เราต้องเห็นว่าสิ่งที่แวดล้อมเขาคืออะไร ที่ที่เขาเจออยู่คืออะไร แรงกระทบจากที่บ้านคืออะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำ เราใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ ไม่ได้หยิบยกศิลปะมาเทิดทูนเหนือหัว ใครวาดรูปได้เก่งสวย เราไม่ได้สนใจเรื่องนี้ แต่ศิลปะเป็นสื่อกลางในการพัฒนาเรื่องไหนในชีวิตมนุษย์ได้บ้าง นั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้เห็นว่า ลึก ๆ เขารู้สึกอะไรอยู่ พ่อแม่ของเขาคิดอะไรอยู่
กรีก: เรายังผลักดันให้ศิลปะเข้าไปอยู่ในชีวิตของเด็กจริง ๆ บอกเขาว่า ไม่ผิดนะที่จะสร้างงานศิลปะ มันจะสวยในแบบของเรา สิ่งนี้ก็จะส่งผลไปยังเรื่อง Self-esteem (การเห็นคุณค่าในตัวเอง) ของพวกเขา เขาจะแต่งตัวแบบที่ชอบ สวยหล่อในแบบตัวเอง มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะเป็นตัวเอง
8-9 ปีที่ได้ทำงานนี้ด้วยกัน มันดีอย่างไร
กรีซ: มันเสริมกันมาก กรีกเป็นสายข้อมูล รีเสิร์ชต่าง ๆ ส่วนเราจะฟุ้งนิดหนึ่ง มีความเพ้อฝัน (หัวเราะ) แต่กรีกจะมีข้อมูลมาตอบเราได้ ถ้าในแง่การเป็นผู้ร่วมงาน สำหรับเรามันครบมาก ๆ
กรีก: คือกรีซสามารถโยนไอเดียมาเลย อยากทำอะไรโยนมา กรีซก็จะพูดอะไรของกรีซไป สมมติว่า ‘กรีซอยากขึ้นไปเหยียบบนท้องฟ้า’ กรีกก็จะเอาข้อมูลข้อเท็จจริงมาเพื่อประเมินกันว่า ถ้าจะขึ้นไปถึงตรงนั้นจริง ๆ เราจะทำอะไรได้บ้าง มีบันไดไหม โดยที่เราจะไม่เบรกกันนะ เพราะว่า ‘แกอยากขึ้นบนท้องฟ้าใช่ไหม ใจจริงฉันก็อยากเหมือนกัน’ (หัวเราะ) คือเราจะไม่บอกอีกคนว่าไม่มีทางทำได้หรอก แต่เราจะคิดกันต่อว่า ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ เราจะทำอะไรได้อีก ถ้าเหยียบบนท้องฟ้าไม่ได้ เราเอาผ้ามาปูบนพื้นดินกันไหม แล้วออกแบบผ้าผืนนั้นไปด้วยกัน
คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นพี่น้องกันแล้วจะทำงานกันยากไหม จะทะเลาะกันไหม แต่ด้วยความที่เราโตมาด้วยกัน เราก็สามารถทะเลาะกันได้ปกติ พอทำงานเราก็ทะเลาะกันได้เลย และดีที่ทะเลาะกัน เพราะเกิดสิ่งใหม่เสมอในการแลกเปลี่ยนกันไปจนถึงที่สุด โดยมีแกนกลางคือ ‘คุณค่าของงาน’ ที่เรายึดถือร่วมกัน - กรีก-พิรุฬห์ลักษณ์ แจ่มอำพร
แล้วมีข้อจำกัดหรือความท้าทายในการทำงานอย่างไร เมื่อหมวกใบหนึ่งที่สวมอยู่คือ ‘ความเป็นพี่น้อง’
กรีซ: ต้องขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาแบบให้เราเล่นด้วยกันตอนเด็กเยอะมาก ปล่อยให้ปีนหลังคา ปีนต้นไม้ (หัวเราะ)
กรีก: เกือบตาย (หัวเราะ)
กรีซ: คือบ้านเราเป็นสวน เราสามารถวิ่งเล่นได้อิสระ เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เราเชื่อว่าการเล่นดินเล่นทราย เล่นบทบาทสมมติด้วยกันมันมีผลจริง ๆ เราโตมาด้วยกัน ถึงจะแยกกันไปเรียน แต่เราสนิทกันมาก เชื่อมโยงถึงกันได้ดีมาก มองตาแล้วรู้ใจกันทุกอย่าง เป็นความโชคดีที่พ่อแม่เลี้ยงเรามาให้สนิทกันขนาดนี้
กรีก: คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นพี่น้องกันแล้วจะทำงานกันยากไหม จะทะเลาะกันไหม แต่ด้วยความที่เราโตมาด้วยกัน เราก็สามารถทะเลาะกันได้ปกติ พอทำงานเราก็ทะเลาะกันได้เลย และดีที่ทะเลาะกัน เพราะเกิดสิ่งใหม่เสมอในการแลกเปลี่ยนกันไปจนถึงที่สุด โดยมีแกนกลางคือ ‘คุณค่าของงาน’ ที่เรายึดถือร่วมกัน
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานคู่กันคืออะไร
กรีซ: สำหรับเราคือการเข้าใจ ‘จังหวะ’ ของอีกคนว่า ช่วงไหนเขาอยากหยุดพัก ช่วงไหนที่เขาอยากตะบันไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องสังเกตกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น
กรีก: ตอนนี้เราไม่ได้ทำแค่สองคน พ่อกับแม่ก็มาร่วมด้วยช่วยกัน ดูแลพื้นที่ ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ ซึ่งเรามีความเชื่อว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่วัยเยาว์หรือช่วงเวลาคุณภาพเกิดขึ้นในครอบครัวหนึ่ง ๆ มันจะเป็นเรื่องที่ดีมากที่ทำให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้น สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกันกับคนในครอบครัว คือการที่เราจะตั้งใจประคับประคองกันไปให้ได้ ส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่อบอุ่นกับเรามาก
กรีซ: เขาเชื่อมั่นในตัวเรา
กรีก: เราก็เลยรู้สึกว่า ดีเหมือนกันที่ได้ทำงานกับคนในครอบครัว
นอกจากการทำงานกับคนในครอบครัว ทั้งสองยังได้ทำงานกับชุมชนและคนที่หลากหลาย เพื่อสื่อสารในประเด็นที่อยากจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ได้เรียนรู้ในการทำงานกับคนเหล่านั้นคืออะไร
กรีก: ทำให้เราเข้าใจว่า ‘ทุกคนไม่ต้องเหมือนกัน’
กรีซ: เราทุกคนเชื่อในกรอบของตัวเองอยู่แล้ว เราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราอยู่ข้าง ๆ เขาได้ และเราทำให้เขาเข้าใจและมีความสุขได้
กรีก: ใช่ จุดที่ยากไม่ใช่การเปลี่ยน ถ้าจะเปลี่ยน พริบตาเดียวเขาก็เปลี่ยน แต่เราพยายามเพิ่มความเข้าใจบางอย่างเข้าไป ให้เขามองเห็นว่า มีคนที่แตกต่างจากเขาเหมือนกันนะ ไม่ต้องยอมรับก็ได้ แต่ให้เข้าใจว่ามีคนที่สามารถคิดต่างกันได้
อะไรที่ทำให้ทั้งสองคนยังอยู่ต่อตรงนี้
กรีซ: พอทำงานตรงนี้ไปถึงจุดหนึ่ง เราก็จะเห็นปัญหาชัดขึ้น ทั้งปัญหาโครงสร้างที่กดทับอยู่ด้วย แต่โชคดีที่นอกจากเราสองคนจะส่งพลังให้กัน ก็ยังมีเพื่อน ๆ ในแวดวงเดียวกันที่คอยส่งพลังให้กับเราด้วย เลยรู้สึกว่าไม่ได้สู้เพียงลำพัง
กรีก: เด็กบางคนที่เรียนรุ่นแรกเขายังกลับมาหาเรา แม้ว่าเขาจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วหรือเรียนจบแล้ว
กรีซ: แล้วพวกเขาก็ยังเล่าเรื่องของพวกเขาให้เราฟังอยู่เลย เขายังมาปรึกษาเรา มันทำให้เรามีความสุขมากที่ได้สร้างความสัมพันธ์อันคุ้มค่าไว้ในอดีต และมันยังเชื่อมโยงถึงเขาได้ในวันที่เขาเติบโตขึ้น
กรีก: เราจะอยู่ตรงนี้และช่วยฟัง ช่วยตอบคำถาม และช่วยตั้งคำถามกลับไป เพื่อให้เขาค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
กรีซ: เพราะเราเชื่อว่า การอยู่ข้าง ๆ แล้วช่วยให้เขาเจอคำตอบเอง แม้จะล้มเหลวหรือสำเร็จ แต่เมื่อเขาหันมา เขาจะมีเราเสมอ
กรีก: เวลาที่เด็ก ๆ เติบโตในชีวิตของพวกเขา มันก็เหมือนอีกก้าวของชีวิตเราเหมือนกัน
Creative Ingredients
ถ้า ‘Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข’ เป็นภาพหนึ่งภาพ จะเป็นภาพอะไร
กรีซ: เรานึกถึงโลโก้ขององค์กร ทำให้เห็นว่าทุกอย่างมีหลายมุม
กรีก: นึกถึงการสลายฟอร์ม ไม่มีอะไรเป็นมาตรฐานของแท้ ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง ภาพที่เรานึกถึงจึงเป็นภาพของการสลายฟอร์มเหล่านั้น
ถ้า Homeroom เป็นใครสักคนบนโลกนี้ เขาจะเป็นใคร
กรีซ: ก้อนเมฆมั้ง มันเป็นรูปทรงอิสระ
กรีก: มันไม่เหมือนคน เปลี่ยนรูปร่างได้เรื่อย ๆ
สีที่ชอบของแต่ละคน
กรีซ: ตอนเด็ก ๆ เราชอบสีฟ้า โตมาเราชอบสีแดง ตอนนี้เราชอบทุกสีเลย เพราะเราเลือกไม่ได้ ตอนเด็ก ๆ ชอบคิดว่าเราจะชอบสีนั้นตลอดไป แต่พอโตมากลับเปลี่ยนไปชอบสีอื่นไปเรื่อย ๆ ตอนนี้กลายเป็นว่า เราเลือกไม่ได้ว่าชอบสีไหน เลยชอบทุกสี เพราะสงสารสีที่ไม่ถูกชอบ (หัวเราะ)
กรีก: ตอนเด็กเราชอบสีชมพูมาก เพราะเราชอบดู ‘โอเรนเจอร์’ เราจองตัวนั้นที่มีกระโปรง พอโตมา ก็จะเปลี่ยนความชอบไปตามวันนั้น ๆ เหมือนเราอินกับอะไร ก็จะใส่ใจเรื่องนั้นแล้วชอบสีแบบนั้น เราชอบคิดประมาณว่า ลองดูสิว่า ถ้าเป็นสีฟ้าหมดเลยจะเป็นยังไง เปลี่ยนไปตามความท้าทายของเราในแต่ละวัน
ภาพ : Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข